องค์กรมีชีวิตด้วยเรื่องเล่า

อีกหนึ่ง…องค์กรเล็กๆที่หัวใจไม่เล็ก..สถาบันอาศรมศิลป์

ภาพและบันทึกการนำความรู้หลังจากการอบรมครั้งที่ ๒ โดย น.ส.กาญจนาถ อุดมสุข

LrMobile2204-2016-10115122540550127จากที่ “ตัวฉัน” นำพาความรู้จากการอบรมเรื่อง การคิดกระบวนระบบ กลับไปใช้กับสถาบันฯ หวังหอบประสบการณ์ที่เจอมากับตัวไปถ่ายทอดกับกลุ่มเพื่อนน้องพี่ที่ทำงานด้วยไฟอันเต็มเปี่ยม

เป็นจังหวะดีที่สัปดาห์นั้น อาศรมฯกำลัง เลือกหากิจกรรมสำหรับกลุ่มพนักงานสำหรับวงสนทนา ชื่อว่า “Meta-skill staff” ที่จัดขึ้นในวันศุกร์อยู่พอดี  โดยทุกทีจะเป็นการเวียนกันนำกิจกรรม โดยสุ่มเลือกและความสมัครใจ

ในครั้งนี้ ฉันจึงอาสาเอง และบอกเป้าหมายว่าต้องการถ่ายทอดสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการไปอบรมภายนอกมาสู่เพื่อน โดยฉันซุ่มออกแบบกิจกรรมที่จะช่วยให้คนมีระบบคิดที่กว้างขึ้น เพื่อให้ทุกคนรู้จักสถาบันฯ มากขึ้นผ่านมุมมองของเพื่อนร่วมงาน ตั้งแต่แม่บ้าน บัญชี เจ้าหน้าที่ ช่าง หัวหน้า ลูกน้อง ปะปนกัน และเลือกใช้เครื่องมือลัด ในเรียนรู้ คือ ฟลิปชาร์ตที่ทีมช่วยกันเขียน Timeline ในการอบรม มาติดไว้บนกระดานเพื่อเรียนรู้ร่วมด้วย พร้อมตั้งชื่อกิจกรรมว่า “เส้นเวลา (Time line)กับการโคจรมาของชาวอาศรมฯ”

ยกเหตุการณ์สำคัญบางช่วงของชีวิต  (ทั้งที่เกี่ยวข้องกับอาศรมฯและชีวิตของตนเอง)

ช่วง 3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นฉันกำลัง……………………   (ราวปี 56-59)

ช่วง 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นฉันกำลัง……………………..  (ราวปี 51-55)

ช่วง 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นฉันกำลัง……………………..(ราวก่อนปี 49-50)

เล่าสั้นๆว่า  : ฉันกำลังทำ(การงาน)อะไร ที่ไหน (ทำงานอาศรมฯรึยัง)

เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง  เรารู้สึกอย่างไรบ้าง)

 

พอวันจริง (๒๗ พค.๕๙) หลังจากเกริ่นจุดประสงค์ของกิจกรรมแล้ว ฉันจึงเริ่มให้ทุกคน  (ราว ๓๑ คน) ทบทวนว่า เราเป็นอะไรมาก่อนที่จะมาอยู่ที่อาศรมฯ อาศรมฯเป็นอย่างไรก่อนที่เราเข้ามาทำงาน  แล้ว “โลกของเรา” กับ “โลกของอาศรมฯ” สัมพันธ์กันอย่างไร โดยทุกคนจะต้องไปยืนตรง “เส้นเวลา” บนพื้นที่ฉันขีดไว้ริมห้องไปจนสุดห้อง มีเส้นเล็กๆขั้นแต่ละช่วง พ.ศ เหมือนก้างปลา ที่แต่ละคนต้องยืนให้ตรงกับพศ. ที่ตนเองเข้ามาทำงานครั้งแรก (สถาบันอาศรมศิลป์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๐เส้นจึงยาวตั้งแต่ปี ๔๐จนถึงปีปัจจุบัน)  พร้อมนำกระดาษรูปคน เขียนชื่อ ที่มีการตอบคำถาม ๓ ข้อ ดังนี้

 

จากนั้นจับคู่คนที่มาทำงานใหม่ที่สุดกับคนเก่าที่สุด คุยกันในหัวข้อข้างต้น ๓ นาทีจึงมานั่งล้อมวง (นั่งพื้น) แลกเปลี่ยนกันในกลุ่มใหญ่

20160715_105451ผลจากกิจกรรม  คนส่วนใหญ่ต่างเล่าเรื่องอย่างมีชีวิตชีวา บางคนบอกว่า ตอนพี่คนนั้นทำงานที่นี่ หนูยังแต่งชุดนักศึกษาไปเรียนบ้าง บางคนพึ่งพบรัก แต่งงาน เรียน มีลูก หรือประสบการณ์ทำงานในที่ต่างๆ  ส่วนคนที่อยู่มานานก็บอกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนทำงานกับอาศรมศิลป์แต่ละช่วง เช่น ตอนเลือกทำเลตั้งสถาบันฯอาศรมศิลป์ครั้งแรก โดยนักการศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิหัวก้าวหน้าที่ต้องการให้เกิดมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมขึ้น

ช่วงวิกฤตน้ำท่วม ที่อาศรมฯจัดตั้งครัวชุมชนขึ้น โดยใช้พื้นที่อาศรมฯและโรงเรียนรุ่งอรุณเป็นแหล่งผลิตอาหารให้ผู้ประสบภัยในที่ต่างๆ และดึงจิตอาสามาช่วยส่งข้าวส่งน้ำในพื้นที่   ขณะเดียวกับพนักงานอาศรมฯต้องช่วยตัวเอง ช่วยองค์กรโดยระดมคนขนย้ายข้าวของสำนักงานหรือหนังสือห้องสมุดไม่ให้เสียหาย โดยสถาบันฯจัดบ้านเช่าให้อยู่ที่อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

ช่วงการเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตร์ที่มุ่งจะพัฒนาครูโรงเรียนรุ่งอรุณให้เติบโตทางวิชาการ โดยครูไม่ต้องขาดการดูแลเด็กในชั้นเรียนสามารถเดินมาเรียนในสถาบันฯ ที่รั้วติดกัน  การพัฒนาสถาปนิกแนวเดิม ให้กลายเป็นสถาปนิกแนวใหม่ที่ทำงานเพื่อชุมชน โดยสร้างสังคมไปด้วยผ่านการกระบวนการมีส่วนร่วมให้ตอบโจทย์ความต้องการและปัญหาของพื้นที่เป็นหลัก ช่วงชุมนุมรัฐประหารที่ทุกคนต้องมาช่วยกันทำกับข้าวเป็นร้อยกล่องเพื่อช่วยเหลือผู้ชุมนุม การนำทีม FA ไปตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อช่วยรับฟังปัญหาของครูและหาแนวทางแก้ไขในระดับนโยบายช่วงปฏิรูปการศึกษา ฯลฯ

นอกจากนั้นจะเป็นบรรยากาศเรื่องการทำงานในแต่ละยุคสมัย ซึ่งตลอดกิจกรรมฉันจะคอยเสริมด้วยการชี้ Timeline บนกระดาน ตั้งคำถาม และให้ข้อมูลประกอบเพื่อเพิ่มความเข้าใจเป็นระยะ

พอถึงช่วยสะท้อนความรู้สึกหลังกิจกรรม  ภาพรวมส่วนใหญ่ชอบกิจกรรมนี้ สนุกสนานกับสถานการณ์ของเพื่อนและขององค์กรคละเคล้ากันไป  อาทิ

“เป็นเวลาสั้นๆที่ได้ประโยชน์มหาศาล”

“ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ อาศรมเราเคยเป็นแบบนี้ ทำอย่างนี้ด้วยเหรอ”

“ได้รู้จักชีวิตเพื่อนมากขึ้น”

“สนุกนะ ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้”

“เราได้ทบทวนชีวิตตัวเอง และได้รู้จักอาศรมในมุมใหม่ๆ”

“ความเป็นอาศรมศิลป์ทำงานเกี่ยวกับเรื่องสังคมมาตลอดเลยนะ”

“พึ่งรู้ว่า สถาบันฯพึ่งเริ่มก่อตั้งและเบ่งบานจากโรงเรียนรุ่งอรุณมาก่อน

“ฯลฯ”

ส่วนตัวฉัน สรุปการเรียนรู้ของตัวเองว่า กิจกรรมนี้ มีความพอดี ไม่มุ่งหวังให้ข้อมูลสถาบันฯ เยอะเกินไป ซึ่งใช้การสลับกับการรับรู้ข้อมูลส่วนตัวของเพื่อนพี่น้อง ที่สร้างความสนุกสนานและเรียนรู้พวกเขาในมุมที่ไม่ค่อยได้รู้จัก สามารถสร้างบรรยากาศให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเห็นภาพชีวิตตนเองคู่ไปกับภาพองค์กรให้ห้วงเวลาเดียวกัน โดยระหว่างที่แต่ละคนออกมาเล่า มันช่วยฉายภาพให้คนที่เข้ามาใหม่ได้รู้จักที่มาที่ไปของสถาบันฯ และ รู้สึกถึงวิถีความเป็นองค์กรนี้ตั้งแต่รากในยุคแรกๆ

ส่วนคนเก่าก็สามารถประติดประต่อเรื่องราวภาพเติบโตขององค์กรได้ชัดขึ้น โดยข้อสรุปเหล่านี้เกิดจากการถามหลายๆคน และพี่คนที่พึ่งเข้ามา ๑ สัปดาห์ก็รู้สึกว่าได้ประโยชน์อย่างยิ่งที่มากกว่าการปฐมนิเทศหรือนั่งอ่านประวัติองค์กร

และหากประมวลเข้ากับทฤษฎีที่เรียน คิดว่ากิจกรรมนี้  ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับเหตุการณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นในอาศรมตลอด ๑๐ ปี เห็นที่มาที่ไป ความเชื่อและจุดยืนขององค์กร ซึ่งพร้อมเผชิญหน้ากับวิกฤตของสังคม โดยเสนอตัวเองออกมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไข และลงมือช่วยเหลือคนในสังคมในทุกเหตุการณ์อย่างไม่ลังเล โดยจัดสรรให้พนักงานมีส่วนร่วมเป็นเบื้องหลังเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะตัวฉัน เห็นความสำคัญของผู้นำทัพกับอุดมการณ์ความมุ่งมั่นเหล่านี้ ฉันเองได้ร่วมกิจกรรม ก็ยิ่งเห็นถึงความกล้าหาญในการลงมือทำของอาจารย์ รศ.ประภาภัทร นิยม และอาจารย์   ธีรพล นิยม บุคคลที่ยืนเคียงข้างสังคม และอาจารย์อาวุโสรุ่นใหญ่ซึ่งเป็นกรรมการสภาฯ อาทิ ศาสตราจารย์ระพี สาคริก เป็นต้น ซึ่งฉันอยากตั้งชื่อองค์กรนี้ว่า “อีกหนึ่ง..องค์กรเล็กๆที่หัวใจไม่เล็ก..สถาบันอาศรมศิลป์”

Advertisements
Posted in บันทึกการเรียนรู้ และการนำไปใช้ | Tagged , , , , , | Leave a comment

หัวใจแห่งภาวะผู้นำ

“อยากให้โลกเป็นอย่างไร จงเป็นคนแบบนั้นก่อน” — มหาตมะ คานธี

_DSC0061-resizeผู้นำ คือ ผู้ที่นำตนเองได้ ตัวตนของเขาและสิ่งที่เขาทำนั้นเองที่จะสร้างผลสะเทือน แรงบันดาลใจให้ผู้อื่นนำตัวเองตามเขาไปด้วย

ผู้นำ มีความมุ่งมั่นตั้งใจ เพียรพยามฝึกฝนตนเองให้มีศักยภาพสูงสุด (personal mastery)  หรืออาจเรียกได้ว่า บ่มเพาะบารมีในตน (perfection) บารมีในที่นี้หมายถึงการเป็นมนุษย์ที่เข้าถึงศักยภาพสูงสุดในตนขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นความหมายอย่างในพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญบารมีมากมาย เช่น การให้ ความเมตตากรุณา ความอดทนอดกลั้น ปัญญา ขันติ เป็นต้น เกิดสภาวะแห่งการตื่น

ปีเตอร์ เซงเก้ ให้คำนิยามถึงภาวะผู้นำพื้นฐานไว้ 2 ประการ คือ

  1. The development and application of self-knowledge พัฒนาความรู้เกี่ยวกับตนเอง 

คือ การรู้จักตัวเองให้ดี รู้ว่า ฉันเป็นใคร จริตนิสัย ข้อดี ข้อด้อย ศักยภาพต่างๆ แล้วพัฒนาศักยภาพในตนให้ยิ่งๆ ขึ้น รู้ว่าจะฝึกฝนตนเองอย่างไร เช่น ตั้งคำถามกับตัวเอง หมั่นสนทนากับตนเองและผู้อื่น เพื่อทำความรู้จักตนเอง เสพสุนทรีย์ในชีวิตบ้าง เช่น ศิลปะ ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ ทำให้รู้จักตนเองให้ดีขึ้น บางคนอาจจะใช้กระบวนการ Nature quest คือการปลีกวิเวกไปในป่า ธรรมชาติ เพื่อค้นพบตัวเอง การเดินทางสู่ความเข้าใจตนและฝึกฝนตนเองมีได้หลายรูปแบบ เราต้องเลิกสิ่งที่เหมาะสมกับจริตนิสัยของตัวเอง

เมื่อรู้ตนแล้ว ผู้นำก็ใช้ตนเป็นด้วย คือ รู้ว่าจะเอาความรู้จักตนเองไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ทำอะไร เพื่ออะไร หรือเพื่อรับใช้เป้าหมาย/ความหมายอะไรในชีวิต

ในระหว่างการดำรงชีวิตและการกระทำใดๆ ก็ต้องมีความรู้เนื้อรู้ตัว (self-awareness) มีสติรู้ตัวเองในการกระทำ/การพูด และในความสัมพันธ์กับผู้อื่น

คุณรู้จักตนเองเพียงใด ลองทบทวนดูว่า ตัวตนของคุณเป็นเช่นใด สิ่งที่ถนัด ข้อดี ข้ออ่อน ฯลฯ แล้วคุณได้ใช้ตนเองเพื่อทำประโยชน์ใดบ้าง เพื่ออะไร คุณมีวิธีการในการฝึกฝนพัฒนาศักยภาพของตนหรือไม่ ทำอะไรและอย่างไร ทำบ่อยแค่ไหน และเห็นพัฒนาการในตนหรือไม่ อย่างไร

Concept of teamwork: Close-Up of hands business team showing un

Concept of teamwork: Close-Up of hands business team showing unity with putting their hands together.

  1. The capacity to clarify and create what is most important in your life มีความสามารถในการทำให้ตนเองกระจ่างว่า เกิดมาทำไม อยู่ไปเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิต

เมื่อกระจ่างแจ้งในตนก็จะมีไฟในหัวใจ มีความกล้าหาญ เสียสละที่จะอุทิศตนเพื่อเป้าหมาย นอกจากความชัดเจนในเป้าหมายของชีวิตแล้ว ผู้นำต้องรู้วิธีที่จะเติมไฟในหัวใจ (aspiration) และหากในการดำเนินชีวิต มีบางช่วงที่ท้อแท้ หมดพลัง เราก็มีความสามารถที่จะฟื้นพลังให้กลับขึ้นมาใหม่ อย่าง ท่านมหาตมะ คานธี เวลาท่านรู้สึกล้า อ่อนแรง ท่านจะอ่านหนังสือ ภควัทคีตา แล้วท่านก็จะมีพลังกลับขึ้นมาอุทิศตนเพื่อเป้าหมายของตนต่อไป

คุณกระจ่างในเป้าหมายชีวิตหรือไม่ เป้าหมายของชีวิตคุณคืออะไร อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต

หากคุณกระจ่างชัดในเป้าหมายของตนเองแล้ว คุณได้ทำให้สิ่งใดบ้าง เพื่อให้ความปรารถนาที่เป็นเป้าหมายนั้นเกิดขึ้นจริงในชีวิต

ในวันนี้ คุณเข้าใกล้เป้าหมายในชีวิตเพียงใด รู้สึกอย่างไร และคิดจะทำอะไรหรือฝึกฝนอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

การที่ใช้ชีวิตอย่างกระจ่างชัดในเป้าหมายแตกต่างอย่างไรหรือไม่กับการใช้ชีวิตโดยไม่ตระหนักถึงเป้าหมายชีวิต

คุณสามารถตั้งคำถามสืบค้นตนเองกับหลัก 2 ประการนี้ไปเรื่อยๆ คำถามที่เราได้ลองชวนคุณครุ่นคิดนั้นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น …. ขอให้คุณเบิกบานกับการรู้จักตนเอง ใช้ตนเองเป็น เพื่อเป้าหมายที่คุณปรารถนา

หมายเหตุ หลายครั้งเวลาที่พูดถึงเป้าหมายในชีวิต เราจะพูดที่เป้าหมายของงานเป็นส่วนใหญ่ อยากให้คุณถามตัวเองอย่างจริงจังและลึกซึ้งว่า คุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร อะไรคือความหมาย/เป้าหมายในชีวิตของคุณ การงานอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเป้าหมายชีวิต แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด หรือบางที หากคุณหาความหมายชีวิตเจอ คุณอาจจะพบว่า งานที่ทำอยู่ยังไม่ตอบโจทย์หรือวิธีการที่ทำงานอยู่นั้นยังไม่ตอบโจทย์ก็ได้

Posted in ผลึกความเข้าใจจาการอบรม, Uncategorized | Tagged , , , , , , , | Leave a comment

คุยแล้วเปลี่ยน ทำอย่างไร?

การสนทนาเป็นกระทำที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ หากเราทำให้การสนทนาของเรามีพลัง เชื่อมความคิดและความสัมพันธ์ของทุกคน การสนทนานั้นก็จะนำไปสู่การลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกัน — นี่คือหัวใจของภาวะผู้นำเรียนรู้รวมสคล ใต้หมู่ที่ผู้เข้าอบรมทุกคนได้รับ

ในข้อเขียนนี้เป็นบันทึกเส้นทางการเรียนรู้ของคุณเจกะพันธ์ พรหมมงคล ที่ได้ทดลองนำกระบวนการ หลักการการสนทนาไปใช้กับงานของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคใต้ตอนบน


“ในการทำงานของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า
ภาคใต้ตอนบน จะมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งจะเป็นช่วงของการเขียนโครงการเพื่อรับงบประมาณสนับสนุนในการทำงาน โดยจะมีแต่ละช่วงคือ ช่วงกำหนดทิศทางการทำโครงการ ช่วงพัฒนาโครงการ ช่วงการสรุปโครงการฉบับสมบูรณ์ และนำเสนอโครงการ โดยในทุกช่วงของการทำโครงการ แน่นอนว่าจำเป็นต้องเกิดวงประชุมขึ้น โดยเฉพาะในปี 2559 ได้มีการประชุมมาแล้ว 3 ครั้ง

ครั้งแรกเกิดก่อนที่จะทีมของเราจะเข้ารับการอบรม และหลังจากที่เราเข้าการอบรมกับอาจารย์ชัยวัฒน์ เราก็มีประชุมกันอีก 2 ครั้ง และยังมีการประชุมในเองอื่นๆ อีก 2 ครั้ง

เราพบว่า หลังจากการเข้าอบรมกับอาจารย์ชัยวัฒน์ การประชุมของเราเปลี่ยนไป

การประชุมครั้งที่ 1 แต่ละคนยังคงวุ่นวายอยู่กับสิ่งเร้าอื่นๆ เช่น โทรศัพท์ การพูดคุยกันเอง ไม่ฟังของคนอื่น  ซึ่งต่างจากการประชุมอีก 2 ครั้ง ที่บรรยากาศในการประชุมเปลี่ยนไป ผู้เข้าร่วมประชุมนิ่งขึ้น ใส่ใจกับวงประชุมมากขึ้นทั้งเรื่องการฟัง การตั้งคำถาม และช่วยกันเสนอแนะ

ทั้งนี้เนื่องจากการประชุม 2 ครั้งหลัง ผู้ที่ผ่านการอบรมชุดวิชา ครั้งที่ 1 มีทั้งหมด 5 คน จากแกนหลักทั้งหมด 9 คน  โดยแยกเป็นศูนย์ภาค 3 คน ประชาคมจังหวัด 2 คนจากทั้งหมด 6 คน ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมอบรม โดยหลังจากการอบรม เราเกิดข้อตกลงร่วมกันว่า จะสร้างการประชุมของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคใต้ตอนบนให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ภายใต้การสร้างข้อตกลงร่วมกัน และเลือกที่จะใช้การสนทนาแบบให้เกิดการครุ่นคิด ใคร่ครวญ และลึกซึ้ง และเน้นการช่วยกันตั้งคำถาม แต่ไม่ให้ใครต้องรู้สึกว่าเป็นผู้ผิด

ในการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ในการประชุม สิ่งที่ดำเนินการคือ การสร้างกติกาหรือข้อตกลงร่วมกัน เช่นการงดใช้โทรศัพท์มือถือ การอยู่ร่วมประชุมครบเวลา และการร่วมคิด ร่วมทำ ไปพร้อมๆกัน ในรูปขบวน และการรักษาเวลาในการประชุม โดยแกนหลักในการประชุมเองก็เกิดการตั้งคำถาม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันทั้งของตนเองและของคนอื่น

ผลสำเร็จจากการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ในการประชุมคือ โครงการของแต่ละจังหวัด มีการออกแบบตามบริบทของตัวเอง มียุทธศาสตร์ของตัวเอง มีกลยุทธ์เฉพาะ มีกิจกรรมที่สอดคล้องกัน และมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน และที่สำคัญ มีการออกแบบงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และสามารถผลักดันให้จังหวัดภูเก็ต ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ประสานงาน โครงการไม่มีประสิทธิภาพ จนเกิดผู้ประสานงานคนใหม่ และมีโครงการรับงบสนับสนุนต่อเนื่อง

โดยสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดผลสำเร็จคือ ผู้ที่เข้าอบรมก็มีความรู้สึกเบื่อกับการประชุมแบบเก่า คือประชุมเพื่อประชุม ไม่ได้ผลลัพธ์หรือเกิดการพัฒนาใดๆ ทั้งสิ้น และมองว่าเสียเวลามากมายไปกับการประชุม แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ หรือมองว่าพูดไปก็ไม่มีใครฟัง ทำให้คุณภาพใหม่ๆไม่เกิดจากการประชุมแบบเดิม

โดยทิศทางต่อไปหลังจากการอบรมในแต่ละครั้ง ผู้ที่เข้าร่วมคงต้องมีการสรุปการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อออกแบบการถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้กับเครือข่าย รวมทั้งการทบทวนข้อตกลงหรือกติกาทุกครั้ง และทำซ้ำๆ จนเกิดความเคยชิน

Posted in บันทึกการเรียนรู้ และการนำไปใช้ | Tagged , , , , , , | Leave a comment

ปิดเครื่องมือสื่อสาร เปิดใจสนทนา

aidsnet2

คุณเพ็ญประภา ปาคำดี กำลังชี้ภาพ stock and flow วิเคราะห์ปัจจัยขององค์กรเอดส์เนทร่วมกับทีม

หลายครั้ง ในเวลาประชุม เราคุยกันผ่านโน๊ตบุ๊ค รับโทรศัพท์บ้าง เช็คไลน์ต่างๆ ที่เข้ามา สิ่งเหล่านี้กลายเป็นกำแพงกั้นระหว่างคนในทีมที่กำลังนั่งอยู่ด้วยกันในที่ประชุม คนที่อยู่ตรงหน้า การสนทนาเช่นนี้บั่นทอนการสื่อจากใจถึงใจในทีมองค์กรไปไม่น้อย และนี่คือสื่งหนึ่งที่เป็นข้อคิดภายหลังการอบรมภาวะเรียนรู้รวมหมู่ จากคุณเพ็ญประภา ปาคำดี มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์ สานักงานภาคอีสาน

“ทีมของเอดส์เนทได้ฝึกการสนทนาแบบใช้ใจในการรับฟัง อาจจะไม่ได้สนทนาในกลุ่มใหญ่ทั้งองค์กร  แต่ใช้ในกลุ่มทีมงานมีขนาดที่เล็กลง เราใช้ใจฟังกันมากขึ้น ไม่ได้เล่นโทรศัพท์มือถือเวลาฟังเพื่อนพูด ทุกคนไม่ได้กางโน๊ตบุ้คปิดกั้นตัวเองจากวงสนทนา

“การฟังด้วยหัวใจ  รับรู้ความคิด อารมณ์ความรู้สึกของทีมงานผ่านสายตา การไม่ตีตรา เปิดใจยอมรับฟังความคิดที่แตกต่างหลากหลาย การให้กำลังใจ โอบอุ้มความรู้สึก เพื่อสร้างพลังภายใน ให้เข้มแข็ง ร่วมหาทางออกในการทำงานร่วมกัน — การสนทนาแบบนี้ทำให้ทีมงานรวมทั้งตัวเองรู้สึกมีพลังภายในในการทำงาน  มีความรักความผูกพันกับทีมงานที่ทำงานด้วย เรารู้สึกว่าเป็นเจ้าของงานร่วมกัน  มีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน อยากร่วมทุกข์ สุข กับทีมงาน เพื่อให้งานที่ทำสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

“ยอมรับว่า บางทีเราก็หลงลืมไปเพราะเราคุ้นชินกับการสนทนาแบบเดิมอยู่ ชินกับการที่ต้องมีเทคโนโลยีอยู่รอบตัว ซึ่งบางทีก็เหมือนปิดกั้นการสนทนากับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งการหาโอกาส  การสร้างพื้นที่การสนทนาและการใคร่ครวญกับทีม จะเริ่มได้จากทีมเล็กที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งได้ลองทำดู เรารู้สึกดีและเกิดแนวคิดใหม่ๆ ที่ค้นพบร่วมกันกับทีม”

Posted in บันทึกการเรียนรู้ และการนำไปใช้ | Tagged , , , , , | Leave a comment

ฟื้นคืนความศักดิ์สิทธิ์ให้ชีวิตและงาน

“หลังจากเสร็จจากเวทีครั้งที่ 1 พวกเรารู้สึกได้รับพลังและมีความหวังกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรของตนเอง เราคุยกันถึงการสร้างการประชุมให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่จะทำให้ทุกคนอยู่กับกระบวนการประชุมและเห็นภาพรวมของการขับเคลื่อนงานไปด้วยกัน ท่ามกลางทีมใหญ่ที่มีระดับความรู้ความเข้าใจที่แตกต่าง…”

หลังการอบรมภาวะผู้นำเรียนรู้รวมหมู่ วิชาแรกของหลักสูตรภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ ทีมต้ิดตามสนับสนุนส่งชุดคำถามติดตามเพื่อให้ทุกคนและทุกทีมได้ทบทวนสาระ กระบวนการ ทักษะ ความรู้ในการอบรม และดูว่า ได้นำเอาสิ่งเหล่านี้ไปปฏิบัติในพื้นที่ชีวิตได้หรือไม่ ผลเป็นอย่างไร เราพบว่า ข้อเขียน (การบ้าน) ที่แต่ละคนส่งมานั้นมีคุณค่าความหมายกับการเรียนรู้ของโครงการ และคิดว่า จะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ในทีมองค์กรต่างๆ ด้วย

13323212_1002127229910024_6071485403603117754_oคุณสุมาลี โตกทอง มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง เขียนเล่าการนำเอาความรู้ กระบวนการ ทักษะ และสิ่งที่เธอได้รับจากการอบรมภาวะผู้นำเรียนรู้รวมหมู่ไปทดลองปฏิบัติในพื้นที่ชีวิตและงาน

“หลังจากเสร็จจากเวทีครั้งที่ 1 พวกเรารู้สึกได้รับพลังและมีความหวังกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรของตนเอง เราคุยกันถึงการสร้างการประชุมให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่จะทำให้ทุกคนอยู่กับกระบวนการประชุมและเห็นภาพรวมของการขับเคลื่อนงานไปด้วยกัน ท่ามกลางทีมใหญ่ที่มีระดับความรู้ความเข้าใจที่แตกต่าง (แม่บ้าน ธุรการ การเงิน ทีมสื่อ ทีมพื้นที่ ทีมนโยบาย) มีระดับประสบการณ์การทำงาน และวัยที่แตกต่างกัน โดยส่วนตัวรู้สึกดีใจมากที่เรามีหัวหน้าสำนักงานมาอยู่ในทีมการเรียนรู้ขององค์กร และรู้สึกว่า เราเริ่มพูดในภาษาที่เข้าใจกันได้มากขึ้น

สิ่งที่คุยกันในที่ประชุมหลังการอบรมก่อนกลับบ้านคือ ต้องการทำให้ทีมทำงานทุกคนได้เห็นและเข้าใจเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนงาน เนื่องจากองค์กรมีทั้งคนเก่าและคนใหม่ คนที่มีประสบการณ์การทำงานทางสังคม กับคนที่ไม่มีพื้นฐานเหล่านี้มาและกลุ่มอายุที่แตกต่างกันไป เชื่อว่า คนในองค์กรมีศักยภาพ หากแต่เรายังไม่ได้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายงานกับเป้าหมายในชีวิตร่วมกัน เพื่อทำให้การใช้ชีวิตและการงานเกิดความสมดุล ความสัมพันธ์ภายในทีมที่สมดุล ข้อนี้มองว่าเป็นภาพใหญ่ของการมององค์กรร่วมกัน

รูปธรรมเพิ่งเกิดไม่นานมานี้ เรามี Workshop ของทีมงานเอง เป็นกิจกรรมศิลปะบำบัด แต่เป็นกระบวนการเพื่อให้ทุกคนได้สะท้อนตัวตนของตนเอง และคลี่คลายบางอย่างในใจผ่านกิจกรรมและศิลปะ ถือเป็นก้าวแรกที่ดี และเชื่อว่า น่าจะค่อยๆ ปรับฐานความเข้าใจ/รู้จักกันของคนในทีมให้มีฐานบางอย่างใกล้กันมากขึ้นได้

ในระดับย่อยของตนเอง ตั้งใจจะทำให้การประชุมทีมย่อยซึ่งเป็นวงเล็กๆ เป็นการประชุมที่จะสร้างพลังให้ทุกคนเพื่อจะกลับไปทำงานอย่างมีความสุข ตั้งหลักว่า จะทำให้การประชุมทีมย่อยของตน เป็นการประชุมที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ เมื่อประชุมเสร็จ ทุกคนเห็นเป้าหมายและมีพลังไปทำงานต่อ รวมทั้ง ทุกคนต่างมีส่วนร่วมกันคิด และออกแบบ/แบ่งงาน ต่างเห็นความสำคัญของการแบ่งเบาภาระกันและกัน ไม่มุ่งเฉพาะงานเฉพาะหน้า เพราะงานทุกงานที่แต่ละคนรับผิดชอบล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กันทั้งหมด  ซึ่งการประชุมให้มันออกมาแบบนั้น คนนำต้องตั้งอาศัยการให้เวลากับการใคร่ครวญงาน และวางแผนการนำสนทนา และการจัดการสภาวะใจตนเอง ต้องเปิดกว้าง ว่าง และสงบพอที่จะเผชิญ

หลายเหตุ/ปัจจัยที่ทำให้ดีขึ้น (1) คนที่ไปร่วมเรียนรู้กระบวนการมาด้วยกัน มีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยกันสร้างบรรยากาศให้ศักดิ์สิทธิ์ โอบอุ้มกลุ่มให้เป็นในทิศทางเดียวกัน  (2) สภาวะใจของคนนำ ที่ต้องวางและทำให้ว่างพอ (3) เรื่องของการใคร่ครวญ เพื่อลำดับเนื้อหา ทิศทางที่ต้องการให้ไปถึง (ต้องให้เวลากับการทำการบ้านก่อนการประชุม) ซึ่งเป็นข้อท้าทายของคนที่ถนัดทำงานคลุกฝุ่น และอยู่กับหน้างาน ที่ต้องถอยและหยุดมาตั้งหลัก เพราะที่ผ่านมามัก วันประชุมอยู่กับความกังวล สิ่งที่ยังไม่ถึง/ไม่เสร็จทำให้สภาวะใจไม่พร้อม และจะเป็นมากในการประชุมทีมใหญ่ เพราะกังวลต่อความผิดพลาดมากกว่าผลงาน ทำให้การประชุม นำให้ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่สร้างพลังศรัทธาต่อกลุ่ม

เป้าหมายของตนเองที่สำคัญ: การทำงานกับตัวเอง เพราะงานไม่มีวันเสร็จ ดังนั้น ต้องเผชิญกับความกลัว การถูกตำหนิ และการไม่ยอมรับจากทีม (ไม่สามารถทำได้ตามความคาดหวัง) การสร้างสภาวะจิตให้เข้มแข็ง จิตนิ่ง ว่าง จะทำให้เห็นทุกอย่างที่เป็นจริงมากขึ้น ซึ่งจะเชื่อมโยงมากับเมื่อใคร่ครวญมากขึ้น จิตจะนิ่งไม่ทำงานไปพร้อมกับความกังวลซึ่งทำให้ไม่เสร็จสักงาน แล้วมันก็จะส่งผลกับบุคลิกไม่มั่นใจ และส่งผลต่อความรู้สึกในกลุ่ม

อีกส่วนที่ตัวเองคิดว่า ชัดขึ้นคือ การสนใจและตระหนักกับประเด็นทางสังคมอื่นๆ แต่ก็ยังไม่สามารถจัดสรรเวลาเพื่อไปรู้จักและมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหว ซึ่งคิดว่า จะค่อยๆ ขยับตรงนี้ให้มากขึ้น เพราะจะมีประโยชน์ต่อมุมมองของเราที่มีต่อโลก ต่อสังคม และเข้าใจเพื่อนร่วมทางสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้มากขึ้น รวมทั้งโอกาสให้เพื่อนเข้าใจประเด็นของเราได้ด้วย

 

Posted in บันทึกการเรียนรู้ และการนำไปใช้, Uncategorized | Tagged , , , , | Leave a comment

ส่งการบ้าน

13072716_976210912501656_7121536485903789386_oตั้งแต่จบจากการเป็นนักเรียนในระบบการศึกษาภาคบังคับ ก็ไม่ได้คิดถึงคำว่า “การบ้าน” อีกเลยในชีวิตนี้ จนกระทั่งเมื่อทำโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ คำว่า “การบ้าน” ก็หวนกลับมาอีกครั้งด้วยความหมายที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม

“การเรียนรู้ในห้องอบรมเป็นเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์ของการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่แท้อยู่ในการงานและการใช้ชีวิตของเรา” อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์เน้นย้ำความหมายของการเรียนรู้

หลายครั้ง เราเข้ารับการอบรมต่างๆ รู้สึกดี มีพลัง ได้รับความรู้แล้วก็ผ่านไป หลายสิ่งหลายอย่างที่ดีๆ ที่เก็บเกี่ยวมานั้นไม่ได้นำมาฝึกฝนทดลองหว่านใช้ในชีวิตจริงของเรา เราเป็นนักเสพความรู้ แต่ไม่ได้ประโยชน์จากความรู้นั้นเท่าไร ด้วยเหตุนี้ ทางโครงการฯ จึงออกแบบระบบติดตามสนับสนุนการเรียนรู้ ด้วยความตั้งใจว่าจะช่วยรักษาพลังการเรียนรู้ให้นักเรียนรู้ทุกคน มุ่งมั่นทดลองนำทักษะความรู้ที่ได้รับไปทดลองปฏิบัติในชีวิตและงาน

เราแจกสมุดบันทึกเพื่อให้แต่ละคนบันทึกการเรียนรู้ในงานและชีวิต ความรู้ ข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวเอง ทีม งาน ฯลฯ และราว 1 เดือนหลังจากการอบรม “ทีมพี่เลี้ยงการเรียนรู้” จะส่งชุดคำถามเพื่อให้นักเรียนรู้ทุกคนได้ใคร่ครวญและเขียนเล่าสะท้อนเรื่องราวการนำความรู้ ทักษะไปใช้ในชีวิตและงานในช่วงเวลาที่ผ่านมา

หลายคนบอกว่า “โหด แต่ ดี” หลายคนบอกว่า “หาเวลาเขียนไม่ได้” บ้างก็บอกว่า “ไม่รู้จะเขียนอะไร” ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร การบ้านนี้ไม่ใช่การประเมินผลจากใคร ไม่มีคะแนนให้ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ถูกหรือผิด ไม่บังคับแต่เชิญชวนอย่างแข็งขัน เพราะผลคะแนนของการบ้านอยู่ในชีวิตของตัวผู้เรียนเอง

ทำไม เราจึงติดตามด้วยคำถามและให้ทุกคนเขียนตอบกลับมา

นักทำงานภาคสังคมหลายคนทำงานเป็นหนูถีบจักร คลุกงานที่ทำจนฝุ่นตลบ มักไม่ค่อยได้ถอยออกมามองเรื่องราวต่างๆ มองตนเองในงาน มองตนเองในปฏิสัมพันธ์กับทีมงานและเครือข่าย การที่ไม่ค่อยได้หยุด ทบทวนตัวเองและสิ่งที่ทำ ทำให้เราเหนื่อยล้า หมดพลังและไม่เห็นจุดที่เราน่าจะปรับแผนการทำงาน หรือจุดที่ต้องทบทวน

ดังนั้น คำถามที่เป็นเหมือนการบ้านนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เราอยากให้ทุกคนได้วางภารกิจที่วุ่นวายตรงหน้า แล้วใช้เวลาสงบ มีสติ สมาธิกับตัวเอง

“ชุดคำถาม” ทำหน้าที่เสมือนแว่นขยาย ที่จะช่วยให้ทุกคนใช้ส่องเข้าไปพินิจพิจารณาตนเอง ประสบการณ์การเรียนรู้ การทำงานและการใช้ชีวิตของตน คำถามจะชวนให้ทุกคนหยุด กลับมาอยู่กับตัวเอง ทบทวนความรู้ ทักษะที่ได้อบรมผ่านมาแล้ว และใคร่ครวญตัวเองถึงการนำความรู้ทักษะไปใช้ กลั่นความรู้ ประสบการณ์นั้นๆ ออกมา แล้วถ่ายทอด (advocacy) ออกมาผ่านการเขียน

 

คำถามและการเขียนในหัวใจนักปราชญ์

การเขียน (บันทึก) เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีความสำคัญกับการเรียนรู้ เราคงเคยได้ยินหัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ (สุตะ คือ การอ่านการฟัง การรับรู้ข้อมูลความรู้จากประสาทสัมผัสต่างๆ, จิ คือ จิตตะ ใส่ใจ มีสติ สมาธิ, ปุ คือ ปุจฉา คือ ตั้งคำถามด้วยความกระหายใคร่รู้, และ ลิ คือ ลิขิต คือการจดบันทึก) ทักษะสู่หัวใจนักปราชญ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่อาจารย์ชัยวัฒน์ให้ทุกคนได้ฝึกฝนตลอดเวลาในทุกการอบรม

  • สุตะ — ในการอบรม เราฟังวิทยากร ฟังเพื่อนๆ สนทนา ร่วมเรียนรู้กันผ่านกิจกรรมต่างๆ เราถูกขอให้อ่านเอกสารประกอบและหนังสือแนะนำต่างๆ
  • จิตตะ — ทุกเช้าก่อนเข้ากระบวนการเรียนรู้ วิทยากรให้เราเจริญสติ ตั้งมั่นเตรียมพร้อมสู่การเรียนรู้ และในระหว่างการอบรมและสนทนา อาจารย์ก็ให้เรามีกระบวนการ 30 วินาที ที่ให้เราหยุดจิตที่คิดฟุ้งวุ่นวายบ้าง นำใจกลับมาจดจ่อและใส่ใจกับสิ่งที่จะพูด และรับฟังให้ลึกซึ้งขึ้น
  • ปุจฉา – อาจารย์ชวนเราใคร่ครวญเรื่องราวต่างๆ ด้วยคำถามดีๆ คำถามสืบค้นที่มักพาให้เรากลับเข้ามาสำรวจตัวเองจากภายใน คิดทบทวน และชวนให้เราฝึกฝนการตั้งคำถามคมๆ ด้วย
  • ลิขิต — อาจารย์ให้เราจดบันทึกข้อคิดที่ได้หลังจากสนทนาในกลุ่มหรือหลังจากทำกิจกรรมแล้ว นอกจากนั้น ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน ทีมติดตามสนับสนุนการเรียนรู้ยังมีคำถามให้ทุกคนได้กลั่นความรู้ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการอบรม และเขียนออกมาในกระดาษ เป็นคำถามที่ชวนให้ทบทวนความเข้าใจและคำถามที่ชวนให้ย้อนมองตนว่าได้เรียนรู้อะไรบ้างและเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรในตนเองหรือไม่

 

ดอกผลของการทำการบ้าน

การเขียนงานแต่ละชิ้น แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งในการทบทวนตัวเองของทุกๆ คน เป็นเอกสารการถอดบทเรียนของตัวเราเอง สิ่งที่ผู้เข้าอบรมทุกคนเขียนนั้นเป็นความรู้จากการปฏิบัติ (tacit knowledge) ที่กลั่นกรองออกมาเป็นความรู้ที่สามารถถ่ายทอด (explicit knowledge) ต่อยอดการเรียนรู้ต่อไปได้และช่วยย้ำความเข้าใจในความรู้ให้ชัดเจนและหนักแน่นขึ้น เราหวังว่า หลังจากที่เราทุกคนเขียนงานออกมาแล้ว จะได้ข้อค้นพบบางอย่างที่สำคัญเกี่ยวกับตัวเอง ทีมงานและงานของเรา

สำหรับวิทยากรและทีมพี่เลี้ยงติดตามสนับสนุนการเรียนรู้ ประสบการณ์ของทุกคนที่เขียนเล่าการเรียนรู้และการใช้ความรู้นั้นช่วยเราต่อยอดความเข้าใจเดิม เห็นโอกาสของความรู้ที่แต่ละคนปรับใช้ในสไตล์ที่ต่างๆ กันไป และเราจะนำประสบการณ์การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในงานและชีวิตของแต่ละคนมาแลกเปลี่ยนให้ได้เรียนรู้ร่วมกันด้วย

Posted in Uncategorized | Tagged , , , , , | Leave a comment

พลัง

 

flikr cloud

ขอบคุณภาพจาก http://www.imcreator.com

Systems thinking is relationship of forces. การคิดกระบวนนระบบคือการคิดจากการเห็นสิ่งต่างๆ ปฏิสัมพันธ์กัน “กำลัง” กระทำกับ “กำลัง” และกำลัง/พลังต่างๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง ตายตัว แต่พลังนั้นมีขึ้น-ลง ลด-เพิ่ม เปลี่ยนแปลงได้ ตามเหตุและปัจจัย

เมื่ออาจารย์ชัยวัฒน์ชวนคิดเรื่อง “กำลัง” (พลัง) เราก็นึกถึงคำพูด “May the Force be with you.” ของมาสเตอร์โยดา แห่ง Star Wars “กำลัง/พลังของเหล่าเจไดคืออะไร อยู่ตรงไหน พวกเขามีพลังได้อย่างไร เขาเอากำลังไปใช้เพื่ออะไร” สาวก Star Wars อย่างเราแอบคิด

 

“เราคิดว่าอะไรเป็นกำลังบ้าง” อาจารย์ชัยวัฒน์ให้โจทย์กับผู้เข้าอบรมการคิดกระบวนระบบ ช่วงวันที่ 14-16 กค.

ผู้เข้าอบรมในแต่ละกลุ่มระดมความเห็น “กำลัง” มีตั้งแต่ธรรมชาติทั้งหลาย สายน้ำ แสงแดด อากาศ/ ร่างกายเป็นกำลัง จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก ทีม องค์กร ความคิด ความรู้ ฯลฯ เมื่อเห็นภาพ “กำลัง” ทำให้เห็นว่า กำลังมีอยู่ในตัวเรา กายของเราเป็นกำลัง อารมณ์ความรู้สึกก็เป็นกำลัง ความคิด ความรู้ ทักษะความสามารถ, มองออกไปนอกตัว ครอบครัว เพื่อน ทีม องค์กร ชุมชน สถาบัน ทฤษฎีความรู้ แผ่นดิน ธรรมชาติ อากาศ ต้นไม้ สื่อ เทคโนโลยี ฯลฯ ทุกสิ่งเป็นกำลัง/พลัง

เราย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เราเคยคิดหรือมองตัวเองและสรรพสิ่งเป็น “กำลัง” หรือไม่ และเมื่อเราเห็นว่าทุกสิ่งเป็นกำลัง เราจะดูแลกำลังต่างๆ อย่างไร ใช้กำลังทั้งในตนและภายนอกรอบตัวอย่างไร และเพื่ออะไร เราจะฝึกฝนบ่มเพาะให้”กำลัง” เติบโตและสถิตย์อยู่กับเราได้อย่างไร ตามคำที่โยดาบอกว่า “ขอให้พลังสถิตย์อยู่กับท่าน” (May the Force be with you.)
คิดกระบวนระบบ พลังผู้เข้าอบรมรุ่นสาวคนหนึ่งสะท้อนข้อคิดจากการครุ่นคิดเรื่องนี้ว่า “เพื่อนคนหนึ่งในวงสนทนาพูดว่า ครอบครัวเป็นกำลัง ทำให้เราฉุกคิดว่า จริงด้วย หากไม่มีพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เราก็คงไม่มีกำลัง/พลังอย่างที่เป็นอยู่ แล้วก็ย้อนถามตัวเองต่อว่า แล้วเราดูแลแหล่งพลังของเราเพียงพอหรือไม่”

ทำไมอาจารย์ชัยวัฒน์ให้คุยเรื่องกำลัง?

Systems thinking is relationship of forces. การคิดกระบวนนระบบคือการคิดจากการเห็นสิ่งต่างๆ ปฏิสัมพันธ์กัน “กำลัง” กระทำกับ “กำลัง” และกำลัง/พลังต่างๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง ตายตัว แต่พลังนั้นมีขึ้น-ลง ลด-เพิ่ม เปลี่ยนแปลงได้ ตามเหตุและปัจจัย ยกตัวอย่าง กำลังใจของนักกีฬาที่ฮึกเหิมเมื่อทำคะแนนได้ หรือเมื่อได้ยินเสียงกองเชียร์ แต่เมื่อคู่ต่อสู้ทำคะแนนได้ติดต่อกัน เสียงเชียร์ลดลง โค้ชดุ ก็อาจทำนักกีฬาเสียกำลังใจและมีผลต่อชัยชนะในเกมกีฬานั้นได้

จากการทำความเข้าใจเรื่อง “กำลัง” เราก็มาถึงโจทย์เรื่องความท้าทาย ซึ่งก็เป็นกำลังที่กระทำกับเราในรูปแบบ ลักษณะต่างๆ

  • ในการงานที่เราทำ อะไรเป็นความท้าทายบ้าง
  • เราเข้าใจ “ธรรมชาติ” (บุคลิก) ของความท้าทายที่เราหรือองค์กรของเราเผชิญอยู่หรือไม่ว่าเป็นอย่างไร มีกำลังเพียงใด
  • เรารู้สึกกับความท้าทายอย่างไร

หลายกลุ่มต่างคุยกันเรื่องความท้าทายต่างๆ บ้างก็พูดถึงความท้าทาย เช่น ระบบราชการ ระบบทุน บ้างก็เป็นความท้าทายภายในทีมงานเอง เป็นต้น และมีบางคนพูดในทำนองว่า “งานของเราไม่มีความท้าทาย” …..อึม….. น่าคิด เราทบทวนคำพูดนี้ว่าจริงหรือไม่ เป็นความจริงในระดับใด

ธุรกิจเพื่อสังคมในการทำเกษตรอินทรีย์ก็เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาการเกษตรเคมีที่สร้างผลกระทบทางสุขภาพ ฯลฯ

งานงดเหล้าเกิดขึ้นเพื่อทำงานกับผลกระทบและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการบริโภคสุรา

เครือข่ายธรรมภาคีเกิดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจในพุทธศาสนาและประสานความเข้าใจระหว่างศาสนา ตามปณิธานท่านอาจารย์พุทธทาส

ถ้าเช่นนี้ จะพอสรุปได้ไหมว่า ไม่มีงานใดที่ไม่เจอแรงเสียดทาน ไม่มีคู่ต่อสู้ ปัญหา อุปสรรค ความท้าทาย หรือแท้ที่จริง งานนั้นเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นจากปัญหา ประมาณ บัวเกิดจากตม คิดเล่นๆ ต่อไปว่า เมื่อใดเห็นปัญหา เมื่อนั้นมีงาน (ที่เราจะสร้างสรรค์ได้)

ในการทบทวนเรื่องความท้าทายในงานที่ทีมของเราเผชิญ จะดีไม่น้อยถ้าเราทบทวนเป้าหมายของงานนั้นๆ ไปด้วยว่า งาน โครงการ กิจกรรมนั้นๆ เราทำไปเพื่ออะไร อยากเห็นอะไรเกิดขึ้นจากการทำงาน และด้วยเป้าหมายของงานนี้ในใจ เราพิจารณาถึงความท้าทายต่างๆ ที่จะขวางภาพในฝัน/จินตนาการ/ความปรารถนาของเรา อาจจะมีความท้าทายตั้งแต่ในระดับภายใน เช่น ภายในทีมของเรา มีอะไรไหมที่เป็นปัญหา ที่สำคัญ ตัวเราเองเป็นความท้าทายในงานด้วยหรือไม่ ส่วนภายนอก มีอะไรบ้างที่เราต้องก้าวข้ามและเอาชนะให้ได้

หลายคนสำรวจคู่ต่อสู้หรือสิ่งที่เป็นความท้าทายของเรา เช่น กฏหมาย นักการเมืองท้องถิ่น ระบบทุนผูกขาด ฯลฯ แล้วกำลังแห่งความท้าทายมีพลังขนาดไหน มีรูปแบบ ลักษณะแบบแผน (pattern) ของกำลังเป็นอย่างไร ฯลฯ การทบทวนดูความท้าทายของเราและงาน ทำให้เรานึกย้อนมาดูตัวเราเอง เรามีกำลังอะไรบ้างที่จะรับมือกับกำลังของความท้าทาย สรรพกำลังในตน (ความรู้ ทักษะบางอย่าง ตำแหน่ง บุคลิกภาพ ปัญญาจิตวิญญาณฯลฯ) กำลังของทีมงาน กำลังของพันธมิตร กำลังของชุมชน กำลังธรรมชาติ ฯลฯ

การพิจารณาความท้าทายทำให้เรานึกถึงหลักการของ ซุนวู่ ที่ว่า “รู้เขา รู้เรา รู้ฟ้า รู้ดิน รบร้อยครั้งไม่เคยพ่าย”

ความท้าทายคือ “เขา” ที่เราต้องทำความเข้าใจ รู้จักกำลังของความท้าทาย รู้จักธรรมชาติ ลักษณะ รูปแบบ เมื่อเราเข้าใจความท้าทาย (และตระหนักถึงกำลังในตน) เราจะสามารถกำหนดกิจกรรมและสิ่งที่เราจะทำเพื่อรับมือกับความท้าทายได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างน้ำ ธรรมชาติของพลังของน้ำเป็นอย่างไร เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของน้ำ เราจะรู้ว่าจะอยู่ร่วมกับน้ำอย่างไร ถึงเวลาน้ำแรงน้ำหลาก เราจะปรับตัวอยู่กับพลังน้ำอย่างไร หรืออย่างพลังลม เมื่อเรารู้จักธรรมชาติของกำลังของลม เราก็ใช้พลังลมให้เป็นประโยชน์ ออกทะเล สร้างพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น

พลังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราต้องลึกซึ้งในการมอง ตั้งคำถาม ครุ่นคิดลึกๆ และเปิดใจให้สัมผัสกับพลังในชีวิตที่มีรอบตัว

เราทุกคนมีพลัง ลองสำรวจว่า เรามีพลังอะไรบ้าง แหล่งพลังของเราเชื่อมโยงกับอะไร และเราจะใช้พลังของเราอย่างไร เพื่ออะไร 

 

 

Posted in ผลึกความเข้าใจจาการอบรม, Uncategorized | Tagged , , , , , | Leave a comment

เครื่องมือช่วยคิดนอกกรอบ

timeline1507-2การคิดนอกกรอบคือการเห็นกว้างกว่าที่เคยเห็น แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะช่วยให้เราคิดนอกกรอบได้

การคิดกระบวนระบบเป็น Awareness-based systemic change คือ การเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนระบบ โดยมีฐานแห่งสติสัมปชัญญะเป็นตัวตั้งในการพินิจพิจารณาสิ่งต่างๆ  นั่นหมายถึง เราจะคิดกระบวนระบบและคิดนอกกรอบได้ เราต้องพัฒนาสติเพื่อให้รู้และเห็นได้มากกว่าเดิม

 “ตาของเราลืมอยู่ แต่ตาในของเรามีกรอบอยู่ไม่น้อย เป็นกรอบที่จำกัดการมองของเรา” อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์กล่าว “เราทุกคนมีกรอบในการมองเรื่องราวต่างๆ ทั้งสิ้น สำคัญที่ว่า เรามีสติรู้ตัวในกรอบการมองของเราหรือไม่” 

ความช้า การให้เวลาพิจารณาใคร่ครวญเรื่องราวต่างๆ ไม่ด่วนสรุป ตั้งคำถาม (แม้แต่ตั้งคำถามกับสมมติฐานของตัวเอง) เหล่านี้จะช่วยให้เรามีโอกาสขยายกรอบการมองของเราให้กว้างขึ้น เราจะเห็นกว้างขึ้น เข้าใจเรื่องราวมากขึ้นกว่าเดิม

กรอบหนึ่งที่คิดกระบวนระบบชวนให้เราขยายกรอบให้กว้างขึ้น คือ กรอบแห่งกาลเวลาและบริบทแวดล้อมของเรื่องที่เราต้องการจะเรียนรู้

หลายครั้ง เวลาเราพิจารณาหาวิธี กลยุทธแก้ปัญหาต่างๆ เรามักมองปัญหาเรื่องราวในกรอบเวลาแคบๆ เช่น เวลาช่วงเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น หรือในช่วงเวลาที่เห็นปัญหา ซึ่งทำให้เราไม่เห็นที่มาของเรื่องราวหลากหลายที่นำมาซึ่งปัญหานั้นๆ ดังนั้นการมองนอกกรอบกาลเวลา คือ การถอยไปในอดีต สืบสาวเรื่องราวต่างๆ ของประเด็นหรือเหตุการณ์นั้นๆ ทำความเข้าใจสายธารของปัญหานั้นให้ครอบคลุมก่อนที่จะร่วมคิดหาหนทางแก้ไข

อีกกรอบที่เราต้องพิจารณาด้วยคือการมองบริบทแวดล้อมของเรื่องราวนั้น ทั้งสังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม นโยบาย กฎหมาย รัฐบาล กลุ่มคน ทีม พันธมิตร เครือข่าย ฯลฯ

timeline 150759ยกตัวอย่างโดยคร่าว จากทีมหนึ่งที่ทำงานเพื่อออกแบบชีวิตและการเห็นคุณค่าของตนเองของเด็กและเยาวชน ทีมงานนี้เริ่มเมื่อช่วงปี 2552 ส่วนเส้นแห่งบริบทที่ยกมาทำความเข้าใจเรื่องนี้มี ทีมทำงาน ที่ตั้งแต่ก่อตั้งจนปัจจุบัน ได้ทำอะไรสำคัญๆ ไปบ้าง (ตามกราฟ) และให้ระดับคุณภาพของงานที่ทำในแต่ละช่วง, เส้นพันธมิตร คือ องค์กรที่สนับสนุนงานของทีมนี้และในแต่ละช่วงปีได้ทำกิจกรรมอะไรกันบ้าง, เส้นคู่ต่อสู้หรืออุปสรรค สำหรับทีมนี้เป็นเรื่องของ social media และผู้มีอำนาจรัฐ, และเส้นของนโยบายและรัฐบาล

 

กิจกรรมเส้นแห่งการเวลา (เพื่อขยายกรอบการมอง)

เลือกงาน กิจกรรม โครงการ ที่กำลังทำอยู่มาสัก 1 เรื่อง เพื่อมาทำความเข้าใจและถอดบทเรียน

เส้นแกน x แนวนอน เป็นเส้นแห่งกาลเวลา ถอยหลังกลับไปดูประวัติศาสตร์ของเรื่องราวนั้นเริ่มขึ้นเมื่อใด ตั้งต้นปีที่เราเริ่มงาน ขึ้นขึ้นโครงการ หรือเริ่มจากเวลาที่คิดว่ามีนัยยะสำคัญกับงานของเรา แบ่งช่วงวเลาตามความเหมาะสม

เส้นแกน y แนวตั้ง เป็นระดับ (scale) ของเรื่องที่เราจะทำความเข้าใจ ระดับที่ว่านี้ เราอาจจะตั้งจาก 1-10 หรือ 0-100 ก็ได้ เป็นต้น

จากเส้นแนวตั้ง แนวนอนเช่นนี้ เราก็มาสำรวจบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (เป็นเส้นบริบทแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง) ตามแต่สิ่งที่เราอยากจะสืบค้นและเกี่ยวข้องกับงานของเรา อาทิ สภาพประเด็นปัญหา/ความท้าทายที่เราต้องการคลี่คลาย, พันธมิตร เครือข่ายที่ช่วยเราหรือที่ทำงานในทิศทางเดียวกัน, คู่ต่อสู้หรืออุปสรรคในการทำงาน อาจเป็นบริษัทคู่แข่ง นโยบาย, เหตุการณ์ในประเทศ การเมือง, เหตุการณ์ในโลก, ฯลฯ แต่ที่สำคัญ หนึ่งในเส้นของแกนตั้งต้องมี เส้นของตัวเราหรือทีมงานของเราว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง ในช่วงเวลาต่างๆ

ยกตัวอย่าง งานของทีมที่สนใจเรื่องเกษตรอินทรีย์  เรื่องนี้ เส้นแห่งกาลเวลาเริ่มตั้งแต่ 2505 ปฏิวัติเขียว และดูการทำงานของกลุ่มที่ทำงานด้านนี้ว่าเติบโตขึ้นเมื่อไร ทำอะไรบ้าง ระดับของผลสะเทือนของงานอยู่ในระดับใด/ เส้นของพันธมิตรในงานด้านเกษตรอินทรีย์เริ่มเมื่อไร เติบโตหรือหดหาย ทำกิจกรรมอะไรกันบ้างและผลของกิจกรรมอยู่ในระดับใด, เส้นคู๋ต่อสู้ เช่น เกษตรพันธะสัญญาเกิดขึ้นเมื่อใด ผลกระทบขนาดไหน, และเส้นของนโยบายรัฐ มีอะไรบ้าง เกิดอะไรขึ้นที่ทำให้นโยบายเปลี่ยนเป็นต้น

ผู้ที่ทำแบบฝึกหัดนี้สะท้อนว่า การทำกราฟเช่นนี้ แม้เพียงคร่าวๆ ทำให้เราเห็นเรื่องราวในภาพกว้างและที่เกี่ยวข้องกับคนหลากหลาย และมองเห็นว่า เราจะปรับกิจกรรมงานของเราเพื่อรับมือกับปัญหาได้อย่างไร เป็นต้น

Posted in กิจกรรมเรียนรู้, Uncategorized | Tagged , , , , | Leave a comment

เบื้องต้นคิดกระบวนระบบ – เล่าเรื่องตัวฉัน

ตลาดวิชา คิดกระบวนระบบ 1407ช่วงเช้าวันแรกของการอบรมคิดกระบวนระบบสำหรับผู้เข้าอบรมตลาดวิชา เป็นกิจกรรมเล่าเรื่อง “ตัวฉัน” ให้เพื่อนในทีม/กลุ่มของคุณ เล่าอะไรก็ได้เพื่อให้เพื่อนรู้จัก “ตัวฉัน” มากขึ้น ใช้เวลาเล่าคนละประมาณ 5 นาที ในขณะที่มีคนเล่าเรื่องของเขา คนที่เหลือ ขอให้ฟังอย่างตั้งใจ

……. ทดลองทำกิจกรรมดูนะคะ…………….
เมื่อทุกคนได้ผลัดกันเล่าเรื่อง “ตัวฉัน” ของตนแล้ว ขอให้ร่วมกันสะท้อนว่า รู้สึกอย่างไรกับการได้ยินเรื่องเล่าของกันและกัน คุณพบอะไรในเรื่องเล่าของตัวเอง และพบอะไรจากเรื่องเล่าของเพื่อนๆ การเล่าเรื่องตัวฉันให้กันและกันฟัง
……..ใคร่ครวญสักพัก…………………………………
เสียงสะท้อนจากผู้เข้าอบรม หลังจากทำกิจกรรมเล่า “ตัวฉัน”
“รู้สึกประหลาดใจที่มาเจอคนที่เหมือนกัน ทั้งที่มาจากคนละที่ พอคุยกัน ก็ได้รู้ว่าเราเหมือนกัน แต่ละคนเป็นคนไม่อยู่นิ่ง”ตลาดวิชา คิดกระบวนระบบ 1407-1
“เราได้มองชีวิตของตัวเอง รู้สึกว่าเพื่อนทั้งสามคนเจอมรสุมทำในชีวิตทั้งนั้น ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราเจอนั้นมันขี้ประติ๋วมาก และยิ่งรู้สึกว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว”
“เราพบความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงของคนในกลุ่ม เราดีใจที่เจอ we มากขึ้น เพิ่มขึ้นทุกวัน ในกลุ่มเล็กๆ หลากหลายมาเจอกัน ที่จูนกันติด และมาทำสิ่งใหญ่บางอย่างร่วมกัน”
จากนั้น อาจารย์ชัยวัฒน์เพิ่มข้อคิดว่า “การคิดกระบวนระบบเริ่มขึ้นตั้งแต่มาเจอกันแล้ว ทำไมเราจึงให้คุณค่ากับความแตกต่างหลากหลาย ก็เพราะชีวิตมีหลายมิติ การคิดกระบวนระบบคือการคิดจากการเห็นใบหน้าความเป็นมนุษย์ ที่แตกต่างหลากหลายที่เชื่อมโยงกัน
ยิ่งเราเห็นความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ เราจะเข้าใจกัน พูดคุยกัน เห็นจุดเชื่อม จุดร่วม และเมื่อเห็นจุดร่วม เราก็เห็นทางที่จะเชื่อมกัน
fb คิดกระบนระบบ ตลาดวิชา 1407“ความเป็นฉัน” เกิดขึ้นจากอะไร ความเป็นเช่นเกี่ยวข้องกับใคร อะไรบ้าง
…………….ใคร่ครวญสักพัก…………………….
อาจารย์ชัยวัฒน์สรุปหัวใจของแบบฝึกหัดนี้ว่า ในความเป็นฉัน เราเล่าความ “เป็นอื่น” ทั้งนั้น มีเรื่องของครอบครัว เพื่อน สถาบันการศึกษา ฯลฯ แสดงว่า ความเป็นฉันถูกสร้างโดยความเป็นอื่นทั้งสิ้น อาทิ ลักษณะครอบครัว เราเป็นลูกคนที่เท่าไร ชุมชน การศึกษา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้สร้างบุคลิกของเราหรือไม่ ความเป็นฉันจะไม่ปรากฏขึ้นถ้าฉันอยู่คนเดียว
ดังนั้น Systems thinking คือ การเห็นว่าสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงเข้าหากัน แม้ความเป็นฉันก็มาจากปฏิสัมพันธ์ที่เรามีกับสิ่งต่างๆ กระบวนการแห่งความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเราอยู่ในระบบต่างๆ ที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ตั้งแต่ระบบร่างกายของเรา —- ครอบครัว —- ชุมชน โรงเรียน วัด —– จังหวัด —– ภาค — ประเทศ — โลก —- จักรวาล
วิธีคิดกระบวนระบบคือการคิดเป็นกระบวนการ (Systems thinking is process thinking.) ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เหมือนมนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่สำเร็จรูป ประกอบร่างเสร็จแล้วคงที่ แต่ความเป็นมนุษย์ก็เป็นกระบวนการเติบโตไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น
การคิดเป็นกระบวนการจะทำให้เราเข้าใจการทำเรื่องเครือข่าย เพราะการคิดกระบวนระบบคือการคิดที่เห็นข่ายใยความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งต่างๆ (Systems thinking is network thinking.)
———————————
เมื่อเราพบว่าความเป็นฉันเกี่ยวข้องกับคนอื่นๆ คนอื่นๆ สิ่งอื่นๆ ทำให้ “ฉันเป็นฉัน” อย่างที่เป็นอยู่ — ความเข้าใจเช่นนี้ทำให้เรารู้สึกอย่างไรกับตัวเองกับสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้เราเป็นเรา ความเข้าใจในเรื่องนี้มีผลกับความรู้สึก ความคิดของเราที่มีต่อตัวเองและสรรพสิ่งที่เราเกี่ยวข้องหรือไม่
Posted in กิจกรรมเรียนรู้, Uncategorized | Tagged , , , , , , , , | Leave a comment

เรือจ้าง สายน้ำ และการฟังของเรา

_DSC0496เช้าวันที่สามของการอบรมคิดกระบวนระบบ เรานั่งสมาธิ หลับตา กายนิ่ง เพื่อนำพาใจให้สงบ เมื่อกายและใจนิ่งสักพัก ทีมพี่เลี้ยงอ่านความบางตอนจากวรรณกรรมคลาสสิก “สิทธารถะ” โดย เฮอร์มานน์ เฮสเส

ความตอนที่เลือกมาอ่าน คือ “คนแจวเรือจ้าง” เป็นการพบกันและสนทนาระหว่าง สิทธารถะกับวาสุเทพ ชายแจวเรือจ้าง

หลังจากนั้น ทุกคนแลกเปลี่ยนความคิดและความรู้สึกที่ได้รับจากการฟังข้อความนี้

  • เราคิดว่าเรารู้แลมองคนทะลุ เวลาใครพูดอะไรให้เราฟัง เรารีบสอน บอก ด้วยความหวังดี แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นในทางตรงกันข้าม ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า เราต้องฟังอย่างวาสุเทพ
  • สะกิดใจการฟังสายน้ำ ตัวเองได้ประสบการณ์จากน้ำ เมื่อวานลงเล่นน้ำและทดลองทำท่าไทเก๊กที่อาจารย์ฉั่ว (ศรชัย) สอน รู้สึกว่า สายน้ำสัมพันธ์กับเรา สายน้ำมีคลื่นพลัง ทำให้เรานิ่ง เหมือนกับเราส่งถ่ายพลังซึ่งกันและกัน ความเคลื่อนไหวของพลังในตัวเราถ่ายทอดสู่น้ำและน้ำสู่เรา
  • ในฐานะนักทำงานทางสังคม เราเรียนรู้เข้าใจพลังการฟังอยู่แล้ว เราสามารถฟังผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ อย่างตั้งใจ แต่มันยากที่จะฟังคนที่คิดต่างจากเรา การฟังต้องมีสภาวะจิตบางอย่าง ที่นิ่ง การฟังคือการหาเพื่อนร่วมทาง เดินเคียงข้างกัน ผู้ฟังเป็นเสมือนเรือจ้าง ไม่มีเรื่องสถานะ แต่การฟังเป็นเครื่องมือที่เราได้เพื่อน
  • เราไม่ได้ฟังเฉพาะคำพูด น้ำเสียง วาจา แต่เราฟังอย่างอื่นด้วย การเรียนรู้ด้วยใจที่น้อมลงต่ำ เมื่อเราเปิดใจรับ น้อมใจลง ชอบบรรยากาศการแลกเปลี่ยนในกลุ่ม ที่ปลดเปลือย เราเห็นความเป็นมนุษย์ในกันและกัน
  • การฟังเป็นพลังที่เชื่อมสายสัมพันธ์และนำไปสู่การเรียนรู้ อย่างที่การฟังของวาสุเทพทำให้สิทธารถะรู้สึกอบอุ่นใจ และสิ่งนี้ทำให้เกิดการเชื่อมมิตรภาพและเรียนรู้ร่วมกัน

ลองอ่านความตอนที่เลือกมาอ่านในการอบรม แล้วดูว่า เราได้ข้อคิด หรือรู้สึกอย่างไรกับการอ่านข้อความตอนนี้ แล้วลองทบทวนการฟังของเราในชีวิตประจำวัน เราฟังใคร อย่างไร คุณภาพการฟังของเราก่อให้เกิดผลอย่างไรกับตัวเรา และผู้พูด

 

64240ความตอนที่เลือกมาอ่าน “คนแจวเรือจ้าง”

            ………………………………

วาสุเทพตั้งใจฟังกำเนิด วัยเยาว์ การศึกษา การแสวงหาชีวิตสำราญ และความปรารถนาของสิทธารถะ ชายแจวเรือมีคุณธรรมล้ำเลิศที่น้อยคนจะมี นั่นคือ เขารู้วิธีที่จะฟัง เขาไม่พูด ไม่เอ่ยสอดแทรกเลยสักคำ จนผู้พูดรู้สึกเหมือนวาสุเทพดูดซับทุกคำพูดไว้อย่างสงบ ราวกับคาดหวังว่าจะไม่ปล่อยให้แต่ละคำพูดหลุดไปได้แม้คำเดียว เขารอคอยทุกถ้อยคำอย่างอดทน ไม่กล่าวชม ไม่ตำหนิ รับฟังอย่างเดียว สิทธารถะรู้สึกอัศจรรย์ที่มีนักฟังอย่างนี้ นักฟังที่สามารถดูดซับชีวิตเขาไว้ทั้งหมด ทั้งการต่อสู้แสวงหาและความทุกข์โศก

ยิ่งเมื่อสิทธารถะเล่าเรื่องราวชีวิตใกล้จะจบ เมื่อเขาพูดถึงต้นไม้ชายฝั่งน้ำ พูดถึงความเศร้าสุดซึ้งของตัวเอง พูดถึงโอมอันศักดิ์สิทธิ์ และบอกว่าหลังจากได้หลับอย่างยาวนานเขารู้สึกรักแม่น้ำนี้จับใจ ชายแจวเรือตั้งใจฟังเป็นทวีคูณ เขาหลับตาซับทุกคำพูดไว้ในตัว

วาสุเทพลึกยืนขึ้น “ดึกแล้ว ไปนอนเถิดเพื่อนรัก ผมบอกไม่ได้ว่าสิ่งอื่นนั้นคืออะไร คุณจะรู้เอง บางทีคุณอาจรู้แล้วก็ได้ ผมไม่ได้เรียนหนังสือ ผมไม่รู้วิธีพูด ไม่รู้วิธีคิด ผมรู้แต่วิธีฟังและมีศรัทธา ผมไม่เรียนอะไรนอกไปจากนี้ หากผมพูดเป็นและสอนได้ บางทีผมอาจจะเป็นครู แต่ผมเป็นเพียงคนแจวเรือจ้าง และงานของผมคือนำผู้คนข้ามแม่น้ำนี้ ผมเคยนำคนข้ามไปนับพันนับหมื่น ในสายตาของเขาเหล่านั้น แม่น้ำของผมไม่มีอะไรนอกจากเป็นอุปสรรคขวางกั้นการเดินทางเหล่านั้น ต่างเดินทางเพื่อเงินและธุรกิจ ไปงานแต่งงาน ไม่ก็เดินทางไปจาริก แม่น้ำขวางหน้าพวกเขา แต่มีคนแจวเรือจ้างอยู่ตรงนั้น พร้อมจะนำเขาข้ามอุปสรรคไปอย่างเร็วไว แต่ในบรรดาคนนับหมื่นนั้นก็ยังมีบางคนอยู่เหมือนกัน อาจจะมีสักสี่หรือห้าคน ที่ไม่เห็นว่าน้ำเป็นสิ่งกีดกั้น เขาได้ยินเสียงแม่น้ำ ฟังมัน แล้วแม่น้ำก็กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับเขา เหมือนกับที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผม ไปนอนก่อนเถิดสิทธารถะ”

สิทธารถะอยู่กับคนแจวเรือจ้าง ศึกษาวิธีดูแลรักษาเรือยามหมดงานที่ท่าข้าม เขาช่วยวาสุเทพทำนา หาฟืน ตัดเครือกล้วย เขาหัดทำแจว ซ่อมแซม แต่งเรือและสานตะกร้า เขาพอใจทุกสิ่งที่ทำ พอใจทุกอย่างที่ได้เรียน คืนวันผ่านไปเร็ว สิทธารถะเรียนจากแม่น้ำได้มากกว่าที่เรียนจากวาสุเทพ เขาเรียนจากแม่น้ำได้ต่อเนื่องตลอดเวลา เหนืออื่นใด เขาเรียนรู้ว่าจะเรียนอย่างไร ฟังด้วยใจสงบนิ่ง รู้จักรอ เปิดวิญญาณ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีกิเลส ไม่ตัดสินใจ ไม่ใส่ความเห็น

เขาอยู่กับวาสุเทพอย่างผาสุก บางขณะสองสหายพูดคุยกัน แต่วาสุเทพไม่คุ้นเคยกับการใช้คำพูด เขาใช้ถ้อยคำน้อยแต่คิดนาน สิทธารถะพยายามให้วาสุเทพพูด แต่แทบจะไร้ผล

ครั้งหนึ่งสิทธารถะถามเพื่อน “คุณเรียนความลับเรื่องนี้จากแม่น้ำด้วยหรือเปล่า เรื่องไม่มีกาลเวลาน่ะ”

รอยยิ้มแจ่มใสระบายอยู่บนใบหน้าของวาสุเทพ

“เรียนสิ สิทธารถะ คุณหมายความว่าอย่างนี้ใช่มั้ย มีแม่น้ำอยู่ทุกที่พร้อมๆกัน มีอยู่ที่ต้นน้ำ ที่ปากน้ำ ที่น้ำตก ที่ท่าน้ำ ในสายน้ำในมหาสมุทร บนภูเขา และทุกๆที่ ปัจจุบันคือปัจจุบัน ไม่ใช่เงาของอดีต ไม่ใช่เงาของอนาคต”

“นั่นแหละ ถูกแล้ว” สิทธารถะตอบ “และเมื่อผมได้เรียนสิ่งนี้ ผมย้อนมองชีวิตที่ผ่านมาแล้วคิดทบทวน ผมว่าชีวิตก็คือแม่น้ำนั่นเอง สิทธารถะตอนเป็นเด็ก สิทธารถะชายฉกรรจ์ และสิทธารถะผู้ชรา แยกจากกันก็เพียงเงากั้น ไม่ได้แยกกันจริงๆ ชีวิตเก่าก่อนของสิทธารถะไม่ได้อยู่ในอดีต ความตายและการที่เขาจะกลับสู่พรหมก็ไม่ได้อยู่ในอนาคต ไม่มีอะไรอยู่ ไม่มีอะไรเป็น ทุกสิ่งคือความจริงและอยู่ในปัจจุบัน

สิทธารถะพูดอย่างอิ่มเอิบใจ การค้นพบนี้ทำให้เขาเป็นสุข ไม่ใช่ความทุกข์โศกทั้งมวลอยู่ในกาลเวลา ไม่ใช่การทรมานตัวตนทั้งหลายและความกลัวทุกประการอยู่ในกาลเวลาล่ะหรือ ไม่ใช่ความยากลำบากและความชั่วร้ายทั้งหลายในโลกจะถูกพิชิตทันทีที่เราพิชิตกาลเวลาได้ ทันทีที่เราผลักกาลเวลาออกไปได้ดอกหรือ เขาพูดด้วยความยินดี วาสุเทพได้ยิ้มอิ่มเอิบ พยักหน้าเห็นด้วย เขาตบไหล่สิทธารถะ แล้วกลับไปทำงาน

Posted in ผลึกความเข้าใจจาการอบรม, Uncategorized | Tagged , , , | Leave a comment