จิตวิญญาณบรรพบุรษในตัวเรา

ทบทวนตัวเอง ด้านความเชื่อ พลัง และ ความศรัทธา

เขียนและภาพโดย ครูปิ่นโต เกรียงไกร วิหาร โรงเรียนต้นกล้าระยอง

“เรามีความสามารถในการสื่อสารระหว่างตนเองกับบรรพบุรุษไหม” เป็นคำถามจากอาจารย์ชัยวัฒน์ ที่ถามขึ้นเมื่อตอนอบรมครั้งที่ 2 (คิดกระบวนระบบ : Systems Thinking) ผมยังไม่ได้ตอบอาจารย์ตอนนั้น  จนกระทั่งกลับมาที่บ้านระยอง  แล้วได้ทบทวนคำถามของอาจารย์กับสิ่งที่ผมทำ  เริ่มตั้งแต่ชีวิตลูกหลานชาวนาอยู่กับตายายเติบโตจากสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ตัดสินใจออกจากบ้านเข้ากรุงเทพฯ คนเดียว ตั้งแต่อายุ 15 ปี เพื่อทำงานหาเงินเรียนหนังสือ ด้วยความคิดถึงบ้าน ผมนำไม้ฝาจากบ้านคุณยายมาตีทับผนังห้องที่ผมนอน เพื่อให้รู้สึกอยู่เสมอว่าไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน บรรพบุรุษก็ยังโอบกอดเรา  ด้วยความคิดว่าไม่มีวาสนาได้อยู่บนแผ่นดินผืนที่ตนเองเกิด ผมก็กำดินใส่จากบ้านเกิดมาใส่กระถางปักธูปกราบไหว้ก่อนนอน และ ขอพรกำลังใจจากบรรพบุรุษทุกคืน

ทุกครั้งที่เดินทางกลับบ้านเกิด  ในเมืองตัวจังหวัดมีตึกรามบ้านช่องเกิดขึ้นใหม่ๆ และ ผมก็คิดว่าบ้านในเมืองเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่กลับบ้าน  เมื่อถึงบ้านผมเดินข้ามเขาเข้าป่าทางผ่านเพื่อไปดูผืนดินที่ทำมาหากินของตากับยายต้นไม้ทุกต้นก็เปลี่ยนจนผมจำแทบไม่ได้ ดอกหญ้าก็ไม่ใช่ต้นเดิม แต่ผมกลับรู้สึกว่า “ป่านั้นไม่เคยเปลี่ยน” ผมถามตัวเองว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้น?

จนกระทั่งการอบรมครั้งที่ 3 ผมได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Amistad ตอนหนึ่ง “ระหว่างที่ ซินเค หนุ่มผิวหมึกที่ถูกทำให้เป็นทาส เป็นจำเลยถูกจับข้อฆ่าลูกเรือชาวผิวขาว สนทนาอยู่กับทนายของเขา จอนห์ ควิน ซี อดัมส์อดีตประธานาธิบดีคนที่ 6 ของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ซินเค มองเห็นดอกไม้สีม่วงดอกหนึ่ง แววตาเขาเป็นประกายมีความหวัง และเขาบอกกับอดัมส์ว่า เห็นดอกไม้นี้แล้วทำให้เขาคิดถึงบ้าน คิดถึงบรรพบุรุษ ในสถานการณ์คับขันที่เขากำลังจะถูกศาลตัดสินให้เป็นนักโทษฆ่าคนเช่นนี้ เขาจะเรียกหาวิญญาณเหล่าบรรพบุรุษให้นำปัญญาญาณจากอดีตมากอบกู้สถานการณ์ปัจจุบันอันมืดมนให้คลี่คลาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษทั้งหลายท่านเคยดำรงอยู่จริง”

ความในตอนภาพยนตร์เรื่องนี้ ยืนยันความรู้สึกของผมทุกครั้งเมื่อกลับบ้าน เดินเข้าป่าแล้วได้พบกับดอกไม้ที่ตากับยายเคยชี้ให้ผมดูเมื่อตอนเป็นเด็ก  “ซินเค” เป็นคำตอบให้ผมทุกเรื่องเกี่ยวกับบรรพบุรุษว่า ทำไมผมจึงต้องเอาไม้จากบ้านเกิดมาตีติดผนังห้องนอน ทำไมผมจึงต้องเอาดินจากบ้านเกิดมาใส่กระถางธูป ทำไมผมจึงมีความรู้สึกว่าป่าตรงนั้นไม่เคยเปลี่ยน ทำไมผมเห็นดอกไม้แล้วคิดถึงตากับยาย

(ดอกไม้ป่าและหน่อไม้ ที่ผมจะกลับไปถ่ายรูปและเยี่ยมเยือนทุกครั้งที่กลับบ้าน )

สิ่งที่ผมเล่ามา  อาจามองไม่เห็นตาเปล่า แต่เป็นความเชื่อ ความศรัทธา ที่ส่งผลต่อ “พลัง” ในการดำเนินชีวิตของผมมาก  มันอยู่ในเนื้อในตัวและจะแสดงออกให้เห็นเป็นรูปแบบต่างๆ ของการดำรงชีวิต เช่น ผมเติบโตมากับธรรมชาติ ก็ส่งผลถึงการทำงานด้านครูในตัวของผม เช่นการสร้างโรงเรียน ออกแบบหลักสูตรการสอน ผมก็มักจะโยงธรรมชาติเข้ามาหานักเรียน หรือ พานักเรียนออกไปเรียนรู้กับธรรมชาติมากที่สุด แม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน ผมก็จะใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติมากที่สุด เช่นการปลูกต้นไม้ การถ่ายรูปต้นไม้ เพราะผมมีความเชื่อ ความรู้สึกด้วยตัวเองว่าธาตุภายในของผมเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ  และผมก็เชื่อที่กรีนลีฟพูดว่า “ภาวะผู้นำนั้นเป็นเรื่องของการ ‘เป็น’ เสียมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของ ‘การกระทำ’ เป็นเรื่องของแนวโน้มบุคลิกภาพภายใน” 

(ภาพการเรียนรู้เรื่องจำนวนตัวเลขและสี โดยใช้วงจรชีวิตผีเสื้อที่มีอยู่รอบๆ โรงเรียน)

และไม่เคยลืมสิ่งที่ อาจารย์ชัยวัฒน์ สอนไว้เลยว่า “ชีวิตต้องมีความงามและความสุนทรี ร่วมไปกับการดำเนินชีวิต ความรู้ ความงาม สมอง หัวใจ เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน”

(โรงเรียนและคุณครู เด็กๆ เขาชอบรดน้ำต้นไม้ก่อนกลับบ้านครับ)

Advertisements
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s