Touch Point Leadership ภาวะผู้นำ ณ จุดสัมผัส

new2

new

ได้ดูคลิปของ Mahidol Channel ตอน เปิดใจคุณลุงเอก อดีตคนขับรถ เรียนแค่ ป.4 ชีวิตพลิกผัน ได้เรียนต่อจนจบปริญญาตรี ม.มหิดล เป็นข้าราชการ ก.สาธารณสุข เพราะ ในหลวง ร.9 ทรงรับสั่ง “ให้เรียนต่อ”

เมื่อได้ฟังเรื่องราวของคุณศรีวิชัย ทรงสุวรรณ ข้าราชการบำนาญกระทรวงสาธารณสุข ที่เล่าความหลังเมื่อครั้งได้พบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทำให้เห็นภาพและเข้าใจทฤษฎี Touch Point Leadership: ภาวะผู้นำ ณ จุดสัมผัส ที่อาจารย์ชัยวัฒน์บรรยายให้ฟังในการอบรมหลักสูตร “ภาวะผู้นำสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้” (Advanced Leadership) ที่พอะสรุปหลักได้ว่า

          “ทุกหนทุกแห่งที่ไป ทุกขณะ ทุกคน ทุกสถานการณ์ ที่ตัวเราเข้าไปสัมผัสสัมพันธ์ด้วย เป็นโอกาสอันงามที่เราอาจแปรเปลี่ยนชีวิตผู้อื่นและสร้างความเจริญงอกงามให้กับตัวเอง เป็นโอกาสอันมหัศจรรย์ที่เราจะรังสรรค์การเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับกลุ่ม/ชุมชน/องค์กร/สังคม … เพียงเราตระหนักในโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลง (moment of constructive change) ที่รอให้เรา “ให้กำเนิด” (give birth) เราก็จะไม่ปล่อยให้การพบและสนทนากับใครๆ ในสถานการณ์ใดๆ ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไปตามยถากรรม ล่องลอยและไร้ความหมาย แต่เราจะฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้ตัวเรามีสมรรถนะและศักยภาพ ที่จะนำออกมาใช้สร้างสรรค์ความหมายที่ดีงามให้กับผู้อื่นและสังคมได้ทุกเมื่อ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่างแห่งภาวะผู้นำผู้รับใช้ ผู้ฟูมฟักความเจริญงอกงามให้กับแผ่นดินสยามและพสกนิกรของพระองค์ ทุกที่ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไป ทุกคนที่พบพระองค์ ไม่ว่าคนเล็กคนน้อยหรือมีบรรดาศักดิ์ ทุกที่ ทุกคนเกิดความเปลี่ยนแปลง ระบบในสังคมหลายเรื่องก็เปลี่ยนแปลง ดังโครงการพระราชดำริราว 4,000 โครงการ และอีกหลายเรื่องราวประทับใจที่ได้ยินได้ฟังนับไม่ถ้วน

…. แม้วันนี้ พระองค์จะไม่อยู่กับเราแล้ว แต่จุดสัมผัสอันงดงามที่พระองค์ทรงประทับไว้ในใจปวงชนและแผ่นดินตลอด 70 ปี จะยังคงส่งพลังต่อไปอีกนานเท่านาน … ตราบที่ยังคงมีผู้เดินตามรอยเท้าพ่อ ภาวะผู้นำ ณ จุดสัมผัส ที่เราทุกคนสามารถบ่มเพาะให้มีในตัวเราได้

เข้าใจ Touch Point Leadership: ภาวะผู้นำ ณ จุดสัมผัส

ภาวะผู้นำ ณ จุดสัมผัส เป็นเรื่องกระบวนทัศน์ใหม่แห่งภาวะผู้นำ ที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่เหนี่ยวนำสนามพลังบวก บ่มเพาะความเจริญงอกงามในตัวมนุษย์ หลอมรวมความแตกต่างหลากหลายของผู้คนให้เกิดความร่วมไม้ร่วมมือในการทำสิ่งที่มีคุณค่าความหมายร่วมกัน เกิดนวัตกรรมใหม่

คำอธิบายย่อๆ นี้อาจดูธรรมดาและรู้กันอยู่ แต่สิ่งที่ธรรมดานี่เองที่เรามักมองข้ามและไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ ผู้นำและเราหลายคนมักมองข้ามหรือไม่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ดูเหมือนเล็กๆ น้อยๆ หรือเสี้ยวนาทีที่พบ-ผ่านผู้คน ทั้งที่รู้จักในการทำงาน หรือคนที่ไม่คุ้นเคย แต่ทฤษฎีภาวะผู้นำ ณ จุดสัมผัส กำลังบอกเราว่า การพบปะผู้คน ทุกครั้ง ทุกขณะนั้น ทุกที่ มีความหมายและสำคัญ ที่อาจเป็นโอกาสในการส้รางผลสะเทือนและสร้างคุณค่าสู่เป้าหมายที่ผู้นำปรารถนา อย่างการเอ่ยคำทักทายทีมงาน “สวัสดี” ก็เป็นจุดสัมผัสที่สร้างพลังได้ รอยยิ้มก็อาจจุดประกายให้คนที่กำลังสิ้นหวังรู้สึกมีพลัง หรือการกอด คำพูดที่เหมาะกับกาละเทศะ การยื่นความช่วยเหลือ การให้ความคิด สร้างกระบวนการ ฯลฯ ต่างๆ เหล่านี้เป็น “จุดสัมผัส” อันหลากหลาย ที่เราจะสร้างพลังให้กันและกัน และสร้างพลังในระบบได้

หากเราตระหนักในเรื่องนี้ เราจะใช้ชีวิตให้เต็มเปี่ยมด้วยความตระหนักรู้ ฝึกฝนตนเองให้มีพลัง เพื่อสามารถเหนี่ยวนำความสร้างสรรค์ได้ทุกที่ กับทุกคน ในทุกเวลาที่เราปรากฏตัว และแปรเปลี่ยนห้วงเวลาที่ดูสามัญธรรมดาในชีวิตให้เป็นความสร้างสรรค์และนวัตกรรมอันทรงพลัง และเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ “ฝึกได้”

  • ในระดับปัจเจก ทุกคนสามารถพัฒนาจุดสัมผัสในตน ด้วยการให้ความสำคัญกับการฝึกฝนใจ ความคิด (หัว) และการกระทำ (มือ) ผู้นำต้องมีจิตนุ่มนวล ควรแก่งาน ละเอียด ว่องไว รู้ตัว และแจ่มกระจ่างในเป้าหมายหรือคุณค่าในชีวิตตนและสิ่งที่ปรารถนาจะทำ
  • ในระดับความสัมพันธ์กับผู้คน เราต้องมีสติ ตื่นตัว เท่าทันตัวเองและอยู่กับปัจจุบัน เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับผู้อื่น และจุดประกายพลังบวก
  • ในระดับโครงสร้างและระบบ เราต้องมีดวงตาที่เข้าใจและเห็นระบบที่มีชีวิตที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกันและกัน เพื่อให้เห็นว่า เราจะต้องสร้างความร่วมมือที่ตรงไหน อย่างไร

(สรุปความและอ้างอิงจาก http://www.touchpointleaders.com/whatis.php)

แนวทางแห่งภาวะผู้นำ ณ จุดสัมผัส 

ก่อนจะพบใคร “ตั้งนะโม” ก่อน

การ “ตั้งนะโม” เป็นการเปรียบเพื่อบอกให้รู้ว่า ก่อนจะออกไปทำอะไร กับใคร ให้เราตั้งสติก่อน บ่มเพาะสมาธิ แจ่มชัดในเป้าหมายชีวิตของตน คุณค่าความหมายของชีวิต เป้าหมายของงาน และสิ่งที่จะทำ เพื่อที่เราจะสามารถสื่อสารและสร้างพลังให้คนอื่นเข้าใจถึงเป้าหมายที่เราปรารถนาได้ จากความกระจ่างชัดในตน และจะทำให้เราตั้งมี่นอยู่ในหลักการของตน ไม่หวั่นไหว มีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่บุคลิกท่าทางที่ส่งผลสะเทือนเชิงบวกให้กับผู้ที่เราพบปะด้วย

นอกจากนั้น ต้องวางท่าทีในใจว่า เราตั้งใจจะสร้างสรรค์ความเจริญงอกงามในชีวิตไปด้วยกันกับผู้อื่นผ่านการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เจตจำนงนี้จะสร้างท่าทีของเราต่อผู้อื่น เป็นท่าทีที่เปิดใจ พร้อมที่จะสัมพันธ์และเรียนรู้จาก/กับผู้อื่น

จะเห็นว่า การตั้งนะโม (หรือศาสนาอื่นก็อาจจะเป็นการระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า) เป็นการเตรียมสภาวะจิตของเรา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการเตรียมความพร้อมที่จะนำศักยภาพความสามารถออกมาใช้ได้ในทันที ทุกที่ ทุกสถานการณ์

ภาวะผู้นำ ณ จุดสัมผัส เริ่มต้นที่ตัวเอง เพราะเราเป็นผู้ทำการเปลี่ยนแปลงสังคม อาวุธที่เรามี คือ ตัวเรา ใจ ความคิด การกระทำ/คำพูด เหล่านี้เป็นอาวุธแห่งการเปลี่ยนแปลง ดังคำท่านมหาตมะ คานธี ที่ว่า  “อยากจะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนตัวเองเสียก่อน”

เมื่อเราเตรียมพรัอมตัวเองให้มีศักยภาพเสมอ เวลาที่เราพบปะกับใคร มีวงประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตรงนั้น เราต้องยกระดับการสนทนาและการพูดคุยให้มีศักยภาพสูงสุด คุยเพื่อให้ได้ประเด็น เกิดปัญญา ลุ่มลึก ความหวัง กำลังใจ ซึ่งต่างจากสภาวะการคุยแบบทั่วไป เรื่องนี้ยังเป็นสิ่งที่เราต้องฝึกฝนอีกมาก และเป็นสิ่งที่ฝึกได้ เพราะเป็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน เพียงแต่ที่ผ่านมา เราไม่ได้ใส่ใจ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องใส่ใจและฝึกฝน คือ กระบวนการเรียนรู้ลุ่มลึก มีจังหวะนิ่ง สงบ เงียบ มีสติ สมาธิ เพื่อให้เราสามารถยกระดับการสนทนาให้มีพลังใจและปัญญา

นอกจากนั้น เราต้องสวมแว่นที่มองโลกแห่งปฏิสัมพันธ์หรืออิทัปปัจยตา คือ เห็นการเชื่อมโยงอันไม่แบ่งแยก มองและคิดแบบองค์รวม เราจะไม่มองผู้ที่เราสนทนาด้วยแบบแยกขาดเป็นส่วนๆ เป็นประเด็นๆ เป็นกลุ่มๆ แต่เราจะเห็นผู้คนต่างๆ เชื่อมโยงกันในข่ายใยแห่งปฏิสัมพันธ์ แล้วจะมองออกว่า สื่งใดสัมพันธ์กันอย่างไร แล้วเราจะทำอะไรเพื่อเชื่อม โยง สร้างสัมพันธ์ให้ยิ่งๆ ขึ้นได้ ให้เกิดความร่วมมือกระทำสิ่งต่างๆ อย่างฉลาดและสร้างผลสะเทือนอันมีความหมาย การสวมแว่นอิทัปปัจยาตาทำให้เราเข้าใจและทำงานเครือข่ายหรือสร้างชุมชนที่มีชีวิตและมีพลังได้

ทุกคนสามารถฝึกฝนเป็น “ผู้นำ ณ จุดสัมผัส” ได้ ทุกครั้งที่เราอยู่ในสนามแห่งความสัมพันธ์ พบปะผู้คน ไปปรากฏตัวที่ไหนก็ตาม ขอให้ตระหนักว่า เราจะต้องสร้างประกายเชิงบวกให้ได้ ต้องไม่ทำให้ใครห่อเหี่ยว ท้อแท้ หมดหวัง แต่ต้องสร้างกำลังใจ สร้างพลัง เกิดความหวังร่วมกัน

Advertisements
This entry was posted in ผลึกความเข้าใจจาการอบรม and tagged , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s