คุณค่าชีวิตอยู่ที่ใจเห็น  

 

บันทึกของ Bare-heart journalist  กรรณจริยา สุขรุ่ง

ในวัย 20 ปี จักรพันธ์ พรหมฉลวย เมินมูลค่าที่ดินหลักล้านที่เขาอาจจะได้รับ เพื่อแสวงหาคุณค่าความหมายของแผ่นดินและชีวิต แม้จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเกษตรมาก่อน แต่เขาก็มุ่งมั่นที่จะแปลงที่ดิน 6 ไร่ของบรรพบุรุษ ให้มีคุณค่าสูงสุดเท่าที่เขาจะทำได้

“ถ้าเรามองพื้นที่ที่มูลค่าการขาย จิตใจของเราก็จะโลภ อยากได้เงิน แต่ถ้าเราเห็นคุณค่าของผืนดิน เราก็จะสามารถแปลงมันให้มีคุณค่า ด้วยกิจกรรมที่เราใส่ลงไปในพื้นที่” จักรพันธ์ พรหมฉลวย หรือ เจรจา กล่าว

เจรจาเริ่มลงหน่อความฝันของเขาตั้งแต่ยังเรียนชั้นปีที่ 2 ภาควิชาสังคมวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เขาแปรที่ดินจำนวน 2 ไร่ (จาก 6 ไร่ 2 งาน) ให้เป็นสวนกล้วยน้ำว้า เขาแสวงหาความรู้เรื่องการปลูกกล้วย และวิถีเกษตรกรรมต่างๆ จาก ยูทูป เข้าอบรมตามแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมต่างๆ เข้าหาผู้คนที่จะให้ความรู้กับเขาได้ แล้วลงมือทำ ผ่านการทดลองทำผิดซ้ำๆ จนเกิดความเข้าใจ และทำเป็นและทำได้ จนวันนี้อาจกล่าวได้ว่า เขามีความรู้พอที่จะแบ่งปัน และขยายพันธุ์ความคิดของเขาต่อไป รวมทั้งขยายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกล้วย

“ผมปลูกกล้วยพันธุ์พื้นเมือง กล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่ายที่สุดแล้ว เขาจึงเปรียบกันว่า เรื่องกล้วยๆ” เจรจาหัวเราะ แต่ก็ใช่ว่าจะง่าย  ช่วง 2-3 ปี แรก เจรจาต้องเรียนรู้ อดทน และเฝ้ารอดอกผลของความตั้งใจของเขา “ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ พื้นที่ตรงนี้จะต้องถูกแปลงให้เป็นเงิน ซึ่งเราไม่ยอม ผมจึงพยายามศึกษาค้นคว้า มองปัญหาเป็นความท้าทาย ค่อยๆ แก้ไขกันไป” ท้ายที่สุด สวนกล้วยแห่งนี้ไม่เพียงงอกงามให้รายได้กับเขาเดือนละหลายๆ หมื่น แต่ยังบ่มเพาะตัวเขาให้เติบโตไปด้วยพร้อมๆ กัน

“ตอนแรกที่เริ่มปลูกกล้วย ผมไม่วาดฝันว่าจะเป็นแบบไหน เพียงไม่อยากให้พื้นที่นี้เป็นหญ้ารก เปล่าประโยชน์”

สวนกล้วยยังมีคุณค่าเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้น เมื่อต้นปี 2559 หลังจากได้ปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาที่ภาควิชาสังคมวิทยา เจรจาก็ลงมือแปลงสวนกล้วยของเขาให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกษตร ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมถิ่น

นอกจากสวนกล้วย เขายังอยากปลูกพืชอื่นๆ เช่น ไผ่ ไม้ใหญ่ แปลงผัก ขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ไข่ — ตามแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง “ตั้งแต่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 สวรรคต ผมปลูกต้นไม้ทุกวัน วันละต้นอย่างน้อย” เจรจา กล่าวถึงความตั้งใจที่จะสานพระราชปณิธาน

เจรจาเล่าให้ฟังต่อว่า เขากำลังทดลองน้ำปลีกล้วย เพื่อบำรุงน้ำนมแม่ เขาได้สูตรมาแล้ว แต่ต้องมาทดลองเรียนรู้ให้ได้สูตรที่ใช่และเหมาะกับลิ้นผู้บริโภค ตอนนี้ เขาทดลองตลาดโดยให้เพื่อนๆ ที่มีลูกได้ทดลองชิมฟรีว่าเป็นอย่างไร ซึ่งผลการทดลองผลิตภัณฑ์น้ำปลีบำรุงน้ำนมนี้ดูจะได้ผลดีทีเดียว

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่เจรจาเริ่มลองทำ คือ การทำกระดาษสาจากต้นกล้วย และบางส่วนของต้นกล้วยก็เอามาถักเป็นเสื่อ ซึ่งมีความนุ่มกว่าเสื่อที่พอด้วยวัสดุอื่น และสิ่งที่เขากำลังคิดต่อยอดต่อไป คือ การทำบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากกล้วย

เจรจาไม่ได้เดินทางโดยลำพัง เขามีครอบครัว — ปู่ย่า ที่สนับสนุนความคิด ความฝัน และให้ปัจจัยตั้งต้นกับเขา เจรจามีอาจารย์ที่ปรึกษาในภาควิชาสังคมวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  คือ อาจารย์บุญเชิด หนูอิ่ม, อาจารย์สุภัสตรา เก้าประดิษฐ์ทรัพย์ชูกุล, อาจารย์สุเนตร สุวรรณละออง ที่คอยให้กำลังใจ คำปรึกษาเขาเสมอมา

อาจารย์บุญเชิด หนูอิ่ม เล่าถึงกระบวนการฟูมฟักความฝันของเจรจาว่า “เราให้กำลังใจ สนับสนุน ให้เขา “อดทน เรียนรู้ ไปเรื่อยๆ” ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ การพูดคุยและการถามไถ่กันอยู่เรื่อยๆ เป็นเรื่องสำคัญ เราคอยตั้งคำถามชวนเขาคิดว่า เราจะทำอย่างไรให้คนเห็นว่า สวนนี้มีคุณค่าอย่างไรบ้าง มี impact อย่างไร ให้เทศบาลมาสนับสนุน ขยาย “คุณค่า” ออกไป เวลาเขาคิดจะทำบ้านดิน ก็ชวนคิดว่า จะทำอย่างไรให้เด็กๆ ที่มาร่วมทำบ้านดินได้คุณค่าบางอย่างกลับไป ทุกครั้งเวลาทำกระบวนการเรียนรู้ ให้คุยกันว่า เรียนรู้อะไรจากกระบวนการ ก่อนทำงาน เราจะเช็คอินกัน และเมื่อทำงานเสร็จก็จะถามว่า เป็นอย่างไร เรียนรู้อะไร”

ทีมอาจารย์ไม่เพียงสนับสนุนเจรจาในเรื่องการศึกษาและการทำงานสวนกล้วยของเขา แต่ยังชักนำให้เจรจาเข้ามาร่วมเรียนรู้ด้วยกันในโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในทีม ม. บูรพา (เรียนรุ่นที่ 2) ด้วย เขากล่าวว่า พื้นที่การเรียนรู้นี้เปิดมุมมองของเขา และนำพาเขาให้รู้จักผู้คนหลากหลายที่เขาได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย สานฝันด้านการเกษตรและแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาร่วมกัน นอกจากนั้น กระบวนการของโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ ที่มีการติดตามสนับสนุนการเรียนรู้ (พี่เลี้ยง) ก็ยังมีส่วนช่วยให้เขาได้เติบโต

“ปกติ ผมก็ทำอะไรต่างๆ ที่คิดกับสวนอยู่แล้ว แต่พอมีพี่ๆ ทีมพี่เลี้ยงและอาจารย์มาพูดคุย สนใจ ให้การสนับสนุน แม้จะไม่ได้ให้คำปรึกษาแนะนำเราเป็นประจำนัก แต่มันก็ทำให้เราฮึด เป็นการกระตุ้นให้เราเร่งทำในสิ่งที่คิด รู้สึกมีเพื่อน ทำให้มีแรง กำลังใจทำในสิ่งที่คิดไว้” เจรจากล่าว

“ผมไปการอบรมมาหลายที่ หลายเรื่อง อบรม 2-3 วัน เสร็จแล้ว ก็จบกันไป แต่ในโครงการนี้ เราได้พบเจอกันทุกๆ 3 เดือน เราจะได้ต่อยอดสิ่งที่เราทำมา ต่อยอดความคิดกัน มุมมองของเราเพิ่มมากขึ้น ผมว่า การมีระบบติดตามสนับสนุนเป็นเรื่องสำคัญ มันเป็นการเชื่อมต่อกันระหว่างผู้เข้าอบรมและทีมวิทยากรความรู้ ทำให้เราได้มุมมองต่อยอดจากสิ่งที่เราทำไปเรื่อยๆ”

ปัจจุบัน ในวัย 26 ปี เจรจาได้ลงหลักปักฐานความฝันของเขาแล้ว เขามีรายได้จากสวนกล้วย เป็นอาจารย์พิเศษ ดูแลธุรกิจทางบ้าน และยังไม่หยุดทดลองสิ่งใหม่ๆ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กล้วยของเขาอยู่เสมอ

ติดตามชมบางส่วนของการเดินทางเยี่ยมเยียนสวนเจรจา ตอน 1 และ 2 ได้ ที่ LeadersbyHeart Youtube Channel – พี่เลี้ยงเยี่ยมชมสวนกล้วยของจักรพันธ์ พรหมฉลวย (เจรจา) ในวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ตอนที่ 1 ระหว่างการเยี่มมชม เจรจาได้ชี้ชวนให้ชมผลผลิต พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวแรงบันดาลใจ

 

 

Advertisements
This entry was posted in เยี่ยนเยียนเรียนรู้ and tagged , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s