Coaching # 2 หนทางฝึกตนสู่ความเป็นโค้ช

picresize_web-01เขียน :กรรณจริยา สุขรุ่ง  / ภาพ : ปิยนาถ ประยูร

หลักสูตรการอบรม Coaching and Mentoring ไม่ได้สอนเราให้เป็นโค้ชมืออาชีพหรือเป็นอาชีพ แต่เราเรียนการเป็นโค้ชเพื่อทำให้มันเป็นวิถีชีวิตของเรา ที่บำรุงความเจริญงอกงามในตัวเราและผู้อื่นอยู่เสมอ

เราไม่ได้เรียนทฤษฎี เทคนิต วิธีการ หรือเครื่องมืออะไรที่ยุ่งยาก ซับซ้อนแต่อย่างใด แต่เรียนเรื่องเรื่องพื้นฐาน ซึ่งหากเข้าใจและทำได้อย่างลึกซึ้งแล้ว ก็จะพาเราเข้าสู่หนทางของการเป็นโค้ชตามความหมายข้างต้น

สมรรถนะในการมีประสบการณ์ คือ กุญแจดอกสำคัญ

เราพูดกันบ่อยๆ ว่า “เราเรียนรู้จากประสบการณ์” จริงหรือ? ที่คนที่ได้รับประสบการณ์บางอย่าง แล้วเติบโต เรียนรู้ ฉลาดขึ้น? — เราเคยเจอกับเรื่องราวซ้ำๆ วนเวียนในชีวิต ที่ก้าวไม่พ้นหรือไม่ ปัญหาในสังคมที่ยังวนเวียนอยู่นับเป็นสิบๆ ปี บอกอะไรเราบ้างเกี่ยวกับ “ประสบการณ์” และ “ปัญญา”

เคิร์ท ทูลชอลสกี้ (Kurt Tulcholsky) นักเขียน-นักข่าวชาวเยอรมัน เคยกล่าวว่า “ประสบการณ์นะเหรอ? คนบางคนผิดซ้ำซากเป็น 20 ปี” การมีประสบการณ์บางอย่างไม่ได้รับประกันว่า เราได้เรียนรู้แล้ว บางคนมีประสบการณ์เดิมๆ ซ้ำๆ ไม่เรียนรู้ก็เป็นได้ การมีประสบการณ์การอบรมมากมายก็ไม่ได้การันตีว่า คนๆ นั้น “รู้” หรือ เข้าใจสาระในการอบรม

แล้วเราเรียนรู้จากอะไร

ในการอบรมพัฒนาศักยภาพในโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ มักยกคำที่มีผู้อ้างว่า พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ ความว่า “We don’t learn from experience, but by capacity to experience.” แปลว่า “เราไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ หากแต่เรียนรู้จากสมรรถนะในการมีประสบการณ์”

สมรรถนะในการมีประสบการณ์ คืออะไร หมายถึงอะไร

คน 2 คน ที่มีสมรรถนะในการมีประสบการณ์ที่ต่างกัน ทำให้พวกเขาตีความหรือมีประสบการณ์ที่ต่างกัน เรานึกถึง สมรรถนะในการมีประสบการณ์ของเจ้าชายสิทธัตถะก็ได้ เมื่อท่านพบกับการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย หัวจิตหัวใจของท่านก็สั่นไหว ตั้งคำถาม และเดินทางแสวงหาคำตอบอันยิ่งใหญ่ ส่วนพวกเราหลายคนเห็นสิ่งเหล่านี้อยู่ทุกวันในสื่อ แต่ก็ไม่ได้เกิดความตื่นรู้ชนิดพลิกชีวิตจิตใจอะไร

สมรรถนะในการมีประสบการณ์ อยู่ที่ไหน จะทำให้งอกงามได้อย่างไร

พวกเราในการอบรมเดินทางไปกับคำถามและการพยายามเข้าใจ “สมรรถนะในการมีประสบการณ์” ไม่เพียงผ่านการใคร่ครวญ ทวนถามตัวเอง สังเกตตัวเอง สภาวะจิตในประสบการณ์ที่เรากระทำการต่างๆ

ที่ผ่านมา สมรรถนะในการมีประสบการณ์มีความหมายอย่างยิ่งยวดกับการเรียนรู้ และการฝึกฝนวงจรเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและตลอดชีวิต อันประกอบด้วย 1. สติสัมปชัญญะ 2. ความเชื่อและท่าทีที่เรามีต่อโลกภายในและโลกภายนอก 3. ทักษะสำคัญในการเรียนรู้ อาทิ การฟังอย่างลึกซึ้ง การพูดอย่างมีสติรู้ตัว การตั้งคำถาม การใคร่ครวญ ครุ่นคิด เป็นต้น

จิตที่มีสมรรถนะยิ่งๆ ขึ้น จะให้ความหมายกับประสบการณ์ที่เราสัมผัสยิ่งๆ ขึ้นไปตามสมรรถนะของจิต อย่างนั้นใช่หรือไม่

ออตโต ชาร์มเมอร์ กูรูทางด้านการเรียนรู้ ผู้เขียนถึงทฤษฎีตัวยู (U Theory) เขียนว่า “Experience is not what happens to us, but what we do with what happens to us. It is that inner doing, that inner voice, that inner choice.” แปลและขยายความได้ว่า “ประสบการณ์มิได้เป็นแค่เรื่อง “ภายนอก” ที่มากระทบหรือกระทำกับตัวเรา หากแต่ประสบการณ์เป็นเรื่องที่ตัวเรากระทำ หรือ รับมือ กับสิ่งที่มากระทบและกระทำกับตัวเรา ประสบการณ์เป็นการกระทำจากภายใน เป็นเสียงจากภายใน และเป็นการตัดสินใจจากภายในตัวของเราที่จะเลือกรับมือกับอนาคต ที่โถมเข้ามาท้าทายเรา ระลอกแล้วระลอกเล่า”

ผู้เข้าอบรมท่านหนึ่งเสริมความเห็นในเรื่องนี้ โดยอ้างถึงหลักการพัฒนาตนเองแนว ซาเทียร์ ที่พูดว่า ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ตัวปัญหานั้น หากแต่อยู่ที่มุมมอง ท่าที ของเราที่มีต่อสิ่งที่เกิดขึ้น — มุมมองและท่าทีภายในใจของเรานั่นแหละที่จะพาให้เรามีปฏิกิริยา พฤติกรรมออกมา อาจจะสร้างปัญหาเพิ่ม หรือปรับเปลี่ยนสถานการณ์

เรื่องที่มีความหมายต่อการเรียนรู้ การทำงาน การโค้ช แท้จริงแล้วไปเกินเรื่องของเทคนิค วิธี เครื่องมือ แต่เป็นเรื่องของสภาวะจิต สมรรถนะแห่งจิต การบ่มเพาะสติ ความตระหนักรู้ และความใส่ใจ

pic-1“เราจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพภายในตัวเราให้มีสมรรถนะ มีจิตละเอียดอ่อน เพราะการโค้ชผู้อื่น เราต้องจูนตัวเองเข้ากับผู้อื่น เราจะจูนตัวเองเข้าหาผู้อื่นได้ เราต้องละเอียดพอที่จะสัมผัสรับรู้สภาวะของผู้ถูกโค้ช เห็นบริบทแวดล้อม สถานการณ์ เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง” อาจารย์ชัยวัฒน์กล่าว

นอกจากสภาวะจิตแล้ว ภาษากายก็สำคัญต่อการโค้ช  

เอมี่ คัดดี้ Amy Cuddy นักจิตวิทยาสังคม (social psychologist) และอาจารย์คณะบริหารธุรกิจที่ Harvard Business School ประเทศอเมริกา พูดถึงความสำคัญของภาษากายที่ส่งผลต่อสภาวะจิตของตัวเราและผู้อื่นในรายการ Ted Talk  (Your body language shapes who you are)

ภาษาท่าทาง “อวจนภาษา” มีอิทธพลทั้งต่อตัวเราเองและผู้อื่น เป็นการสื่อสารระหว่างตัวเราและผู้อื่น และระหว่างภายในของเราเองด้วย ภาษากายของเรามีผลกับใจของเรา เช่น หากเรารู้สึกหมดพลัง เมื่อเราทำท่าทางบางท่า ก็อาจทำให้เรารู้สึกมีพลังขึ้นได้ ตัวอย่างที่ง่ายๆ อันหนึ่ง คือ การยิ้ม  … ใช่ ลองยิ้ม แล้วสังเกตใจว่าเป็นอย่างไร … นี่คือผลของภาษากายที่มีต่อใจเรา

ในการอบรม อาจารย์มักชวนให้เราสังเกตภาษากายของเราว่าเป็นอย่างไร กำลังบอกอะไรกับเรา และบอกอะไรกับผู้อื่น “ภาษากายของเราจะเป็นพลังที่เราส่งไปให้ผู้อื่นได้ ภาษากายของเราทำให้ผู้อื่นรู้สึกอุ่นใจหรือไม่? รู้สึกไม่ถูกตัดสิน? รู้สึกได้กำลังใจ มั่นใจ? เราต้องฝึกภาษากาย ใช้ให้ถูกต้องและเกิดประโยชน์ พยายามดึงศักยภาพสูงสุดจากตัวตนที่แท้ออกมา เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และขยายพลังบวกออกไป ดังนั้น พยายามสังเกตภาษากายของเราเอง ให้เป็นของจริงที่สัมพันธ์กับตัวเรา (ภายในใจ)” อาจารย์ชัยวัฒน์แนะ

ภาษากายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการฝึกบุคลิกภาพ แต่เป็นการฝึกภาษากายให้เข้าไปสร้างบุคลิกภายในใจ ภาษากายแห่งความมั่นใจ เมตตาเป็นมิตรกับผู้อื่น ให้กำลังใจ เป็นต้น และไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ปฏิสัมพันธ์กับใคร เราก็โค้ชผู้อื่นได้ตลอดเวลา โค้ชด้วยภาษากายและภาษาใจ ก่อนภาษาคำพูดเสียด้วยซ้ำ และแน่นอนว่า (ก่อนจะโค้ชผู้อื่น เราก็ได้โค้ชตัวเองก่อนด้วย)

“เมื่อทำโค้ชชิ่ง ภาษากายของโค้ชเป็นสิ่งสำคัญ การโค้ชเริ่มตั้งแต่การยังไม่ได้พูด หาบรรยากาศ สถานที่ เพื่อให้เรามีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันและกัน และเติบโตไปด้วยกัน” อาจารย์ชัยวัฒน์เสริม

การฝึกสมรรถนะภายในใจ และฝึกภาษากายให้มีส่วนสร้างสมรรถนะในใจ และใจสร้างภาษากาย — เป็นการฝึกที่ไปคู่กัน ด้วยกัน และพร้อมกัน — เรื่องนี้ ในการอบรมภาวะผู้นำกับอาจารย์ชัยวัฒน์ เราได้ฝึกอยู่แล้วในทุกการอบรม ขึ้นกับว่า เราได้ฝึกฝนเรื่องนี้ในชีวิตประจำวันของเราเพียงใด

“Be present รู้เนื้อรู้ตัว กายอยู่ ใจอยู่ ในปัจจุบันขณะ” คำพูดที่อาจารย์ชัยวัฒน์ชวนให้เราฝึกตอนเช้าก่อนเริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้ และฝึกเสสมอๆ ในกระบวนการสนทนาและใคร่ครวญ Be Present!

 

Advertisements
This entry was posted in กิจกรรมเรียนรู้ and tagged , , , , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s