เก้าอี้ขาที่ 4 พลังชีวิตประชาธิปไตย

“การเลือกตั้งแบบเดิมๆ ทำลายความหวังและความใฝ่ฝันของประชาชนที่ตื่นแล้ว ขอให้พวกเรายกจิตใจให้สูงเข้าไว้ อย่ายอมลดภาพฝันให้ลงมาอยู่แค่ยอมรับกติกาธรรมดาๆ ที่สร้างการเมืองที่เราสิ้นหวังกันมานับสิบปี ด้วยวาทกรรมประชาธิปไตยให้เหลือแค่นักเลือกตั้งและการเลือกตั้ง
ประชาธิปไตยของประชาชนมีแก่นแท้อยู่ที่กระบวนการและการทำงานด้วยความหวังและศรัทธาต่อสิ่งที่ดีงาม ด้วยความรักความผูกพันต่อบ้านเกิดเมืองนอน ด้วยความกตัญญูรู้คุณต่อสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ให้เราและด้วยความรักและไมตรีต่อพี่น้องร่วมชาติเดียวกัน”   ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์

20161102_135744เมื่อปี 2547  ชุมชนบ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ ผู้คนล้มตายหลายร้อยชีวิต บ้านพังเสียหายกว่า 1,500 หลัง เหลือเพียง 210 หลัง ในเวลานั้น การให้ความช่วยเหลือจากภายนอก โดยเฉพาะภาครัฐยังไม่เข้าไม่ถึง และไม่ทันทุกข์ที่เผชิญ ผู้คนในชุมชนบ้านน้ำเค็มที่เหลือรอดจึงลุกขึ้นมากอบกู้ชีวิตตัวเอง รวมตัวกันที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านบางม่วง ที่ซึ่งทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ถึงการฟื้นฟูชุมชนทีละก้าวทีละขั้น จนออกแบบสร้างสรรค์ชุมชนเล็กๆ ให้อยู่ร่วมกันในแบบที่ต้องการได้

วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ จังหวัดน่าน ก็เช่นกัน เราจะเห็นปฏิบัติการของชุมชนที่ลุกขึ้นมาแก้ทุกข์ตัวเอง ช่วยเหลือกันและกันอย่างขันแข็งและรวดเร็วด้วยศักยภาพและความรู้ที่มี ชุมชนหลายแห่งประสบปัญหาภาวะหนี้สินก็ได้รวมตัวกันทำสัจจะออมทรัพย์ เพื่อดูแลสวัสดิการชุมชนกันเอง หรืออย่างกลุ่มพลเมืองในเมืองหลวงที่รวมตัวกันรักษาต้นไม้ใหญ่ในเมือง Big Tree ฯลฯ

ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่เล่าเรื่องราวของกลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาชุมชน เป็นกระบวนการของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนโดยแท้ – เป็นสิ่งที่นักวิจัยด้านการเมืองและประชาธิปไตยในโลกตะวันตกเรียกว่า “เก้าอี้ขาที่ 4” อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย

เราจำเป็นต้องฟูมฟักและเอื้ออำนวยให้เกิดเก้าอี้ขาที่ 4 อันเป็นพลังที่มีชีวิตชีวาของแผ่นดิน เป็นพลังอันเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีใจในประเด็นต่างๆ มารวมตัวกันทำงานเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงามในสังคม

ทำไม เก้าอี้ขาที่ 4 จึงสำคัญ?

ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ในหลายประเทศไม่อาจแก้ปัญหาของผู้คนได้ทันการณ์ ไม่เท่าทันกับปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น หาไม่ก็เป็นเหตุแห่งปัญหานั้นเสียเอง อย่างที่เราเห็นจากวิกฤตที่ผ่านๆ มา คนเล็กๆ ปราดเปรียวแก้ปัญหาได้ไวกว่า ระบบภาครัฐที่อุ้ยอ้าย มีระบบระเบียบมาก ก่อนจะเคลื่อนตัวทำอะไร — เห็นได้ชัดเจนว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของคนจำนวนน้อยในสภา ไม่ใช่แค่รัฐธรรมนูญ หรือกระบวนการเลือกตั้ง หากแต่หัวใจของประชาธิปไตยคือผู้คนที่รวมตัวกันเพื่อแก้ทุกข์และสร้างสุข เพื่อประโยชน์ในการอยู่ร่วมกัน

กว่า 20 ปี บนเส้นทางการเมืองภาคพลเมือง อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ได้ตระเวนไปสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจกับพี่น้องนักพัฒนาสังคม ประชาสังคม ชาวบ้าน นักธุรกิจ ข้าราชการ (หัวใจพลเมือง) เยาวชน ฯลฯ ทั่วประเทศ และพบว่า มีความรักและศักยภาพมากมายในแผ่นดินนี้

“เราพบศักยภาพและความสามารถของสามัญชนคนเล็กๆ บนแผ่นดินไทย ที่ดูแลสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบการผลิตที่สร้างสรรค์ยั่งยืน ร่วมกันคิดร่วมกันทำงานบนฐานของหลักธรรมะ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อันเป็นสิ่งที่กลไกและอำนาจรัฐทำไม่ได้และทำไม่เป็น” อาจารย์ชัยวัฒน์กล่าว

การเมืองของนักเลือกตั้งอาจผูกพันกันด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง แต่การเมืองภาคประชาชนผูกพันด้วยความรักความเมตตาที่มีต่อเพื่อนร่วมชาติและแผ่นดิน

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์และทีมงานจึงตั้งใจรวบรวมความรู้ ทั้งทฤษฎี หลักปรัชญา ทักษะกระบวนการต่างๆ ในหนังสือ เล็กก็ล้มใหญ่ได้ถ้าใจถึง : วิถีประชาธิปไตยที่มีชีวิต ด้วยพลังใจ พลังปัญญา และพลังปฏิบัติการของพลเมืองคนเล็กๆ ในแผ่นดิน เพื่อชักชวนคนเล็กๆ อย่างเราๆ ท่านๆ ให้มาร่วมกันล้มปัญหาใหญ่ๆ และก่อร่างสร้างแผ่นดินที่เราปรารถนาด้วยประชาธิปไตยแห่งกระบวนทัศน์ใหม่ (New Democracy) ที่ให้หัวใจและจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์เป็นแหล่งพลังอำนาจสำคัญของความสัมพันธ์ทางการเมือง

“หนังสือเล่มนี้พยายามเปิดมุมมองของเรื่องที่เป็นแก่นของประชาธิปไตยในมิติที่ต่างไป แทนที่จะมองว่า แกนกลางที่หมุนวงล้อประชาธิปไตย คือ นักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นประมาณสองสามหมื่นคน และข้าราชการที่เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาตามทฤษฎีให้รับใช้นโยบายของนักการเมือง —- เรากลับมองว่า แท้จริงแล้ว ประชาชนชาวไทยกว่า 67 ล้านคน คือ แกนหมุนวิวัฒนาการประชาธิปไตย” อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ กล่าว

ไม่มีเวลาไหนที่เหมาะสมเท่ากับเวลานี้อีกแล้ว

การชุมนุมของกลุ่มขั้วการเมืองต่างๆ ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา การรัฐประหารในปี 2557 วิกฤตเศรษฐกิจ จนกระทั่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช … ระลอกคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงโถมกระหน่ำสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ยังไม่นับรวมความท้าทายในกระแสโลก ทั้งภัยสงคราม การก่อการร้าย พิษเศรษฐกิจอันเกิดจากระบบทุนนิยมเสรีที่กินรวบผูกขาด วิกฤตสิ่งแดล้อม ฯลฯ

โลกกำลังอยู่ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ในเวลาเช่นนี้ มีทั้งความท้าทายและโอกาส เราจะดิ่งลงเหวหรือทะยานเหนือห้วงฟ้า — ผู้กุมชะตาอนาคต คือ คนทุกคนในแผ่นดินนี้

ใน เล็กก็ล้มใหญ่ได้ถ้าใจถึง อาจารย์ชัยวัฒน์นำเสนอแหล่งแห่งขุมพลัง 3 ส่วนสำคัญ ที่คนเล็กๆ จะรังสรรค์อนาคตชาติที่งดงามด้วยกัน ได้แก่ พลังแห่งหัวใจที่มีความเมตตาต่อกัน พลังปัญญาที่เข้าใจโลกและสังคมของเราเอง และพลังปฏิบัติการเรียนรู้และร่วมลงมือรังสรรค์ฝันให้เป็นจริง เราเชื่อมั่นเหลือกันว่า เมื่อคนเล็กๆ ผนึกกำลังกัน และมีพลังทั้ง 3 ประการข้างต้น เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยจะเติบโตงอกงาม ผลิดอกออกผลเป็นความสุขสมบูรณ์ และความมั่งคั่งมั่นคงให้คนทั้งแผ่นดิน

๑.  พลังแห่งหัวใจ :  ไฟฝัน ความหวัง ความรักบนหนทางประชาธิปไตย

วิคเตอร์ ฮูโก นักประพันธ์วรรณกรรมคลาสสิก “เหยื่ออธรรม” กล่าวว่า “ไม่มีอะไรที่จะรังสรรค์อนาคตได้เท่ากับความใฝ่ฝัน นวัตกรรมต่างๆ ในโลกนี้ล้วนเกิดมาจากความใฝ่ฝัน กระทั่งระบอบประชาธิปไตยก็มาจากความปรารถนาที่จะให้มนุษย์ได้มีศักดิ์ สิทธิ เสมอภาค เพื่อความสมบูรณ์พูนสุขในสังคม

ความหวังและความใฝ่ฝันเป็นแรงผลักให้มนุษย์กระทำแม้ในสิ่งที่เหลือเชื่อหรือเสี่ยงอันตราย หลายประเทศใช้ความฝันในการชักนำผู้คนให้สร้างสรรค์อนาคตชาติ ตัวอย่างความฝันที่สร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก คือ สุนทรพจน์ของ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ “I have a dream.”

ท่านชวนให้คนอเมริกันฝันถึงสังคมที่ทุกคนมีเกียรติศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน คนผิวสีได้เรียนในห้องร่วมกับเด็กผิวขาว มีสิทธิในการงาน การศึกษาที่ทุกคนใฝ่ฝัน โดยไม่ถูกกีดกันเรื่องสีผิว หรือเรื่องอื่นๆ ความฝันของดร. คิง เมื่อทศวรรษ 60 ก้องกังวานจากรุ่นสู่รุ่น จนวันนี้ เราได้เห็นคนผิวสีผงาดเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา หากไม่มีฝันเมื่อ 50 ปีก่อน ก็จะไม่เกิดความเป็นจริงที่ดีขึ้นในวันนี้

ความฝันไม่ใช่สิ่งที่จะฝากให้คนอื่นทำแทน ความฝันของชาติไม่ใช่นโยบายขายฝันของนักการเมือง พรรคการเมือง หรือรัฐบาล แต่ความฝันของชาติต้องมาจากความปรารถนาของเราทุกคน เราต้องเริ่มตั้งคำถาม — อะไรคือความใฝ่ฝันของคนในแผ่นดินนี้ เราอยากมอบแผ่นดินเช่นไรให้ลูกหลาน?  

๒. พลังปัญญา : ประชาธิปไตยในกระบวนทัศน์ใหม่

เราอาจจะไม่พอใจกับรูปการณ์ของระบอบประชาธิปไตยที่ดำเนินอยู่ในประเทศ ที่มีรัฐประหารนับ 20 ครั้งตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา ทว่า สหรัฐอเมริกา ประเทศที่จัดได้ว่ามีเสถียรภาพทางการเมืองมากว่า 200 ปี ไม่เคยมีรัฐประหารหรือแม้กระทั่งความพยายามคิดล้มรัฐบาลด้วยอาวุธ ก็ใช่ว่าชาวอเมริกันจะพอใจกับพรรคการเมือง รัฐสภาและนักการเมืองของเขา เดวิด แมธิวส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเคทเทอร์ริ่ง สถาบันศึกษาประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “ปัญหาที่เราเผชิญเป็นปัญหาของระบบประชาธิปไตยที่พิกลพิการ ทำงานไม่ได้”

ตัวเลขทางเศรษฐกิจในระยะ 50 ปีที่ผ่านมาของอเมริกาสะท้อนให้เห็นว่า ความร่ำรวยไหลไปกระจุกอยู่ในมือของกลุ่มคนที่มีอำนาจเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งเป็นคนเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดในประเทศ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เราจะได้ยินศัพท์ทางการเมืองใหม่ ๆ เช่นกล่าวว่า โลกเสรีประชาธิปไตยตะวันตกนั้นโดยเนื้อแท้แล้ว คือ ธนาธิปไตย (plutocracy) และคณาธิปไตย ที่อำนาจอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย หาได้อยู่ในมือของประชาชนอย่างเท่าเทียมกันไม่

และนี่คือมูลเหตุที่อาจารย์ชัยวัฒน์ชวนให้ทุกคนตั้งคำถามกับกระบวนทัศน์หรือกรอบพิจารณาเรื่องประชาธิปไตยอย่างถึงรากถึงโคน คือ ลึกลงไปยังกระบวนทัศน์

บทพลังปัญญาอธิบายให้เห็นภาพของกระบวนทัศน์กลไกที่ก่อตัวตั้งแต่สมัยศิลปวิทยากรในยุโรป (Renaissance) ต่อเนื่องมาจนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจนยุคใหม่ กระบวนทัศน์กลไกและแยกส่วน ที่ให้กำเนิดระบบต่างๆ ในสังคม ไม่ว่า ระบบราชการ ระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจ รวมถึงระบบประชาธิปไตยที่พิกลพิการด้วย โดยย่อ กระบวนทัศน์แบบกลไกเป็นโลกที่เน้นตัวชี้วัด และปริมาณมากกว่าคุณภาพ เห็นมนุษย์เป็นปัจจัยการผลิต ที่ต้องผลิตให้ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ หากไม่ได้ ก็ถือว่าล้มเหลว และต้องถูกแทนที่ นอกจากนั้น กระบวนทัศน์แบบกลไกยังมองทุกอย่างเป็นส่วนๆ แยกจากกัน ทำงานกันเป็นทอดๆ แบบสายพานการผลิต และยังพยายามให้ทุกอย่างเป็นมาตรฐานเดียว เป็นต้น

แต่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านและกระแสแห่งกระบวนทัศน์ใหม่ได้เข้ามาแล้ว เป็นกระบวนทัศน์ที่มองเห็นทุกอย่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างเป็นองค์รวม มีความหลากหลายแตกต่าง แต่เชื่อมโยงส่งผลกระทบต่อกันและกัน — ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเน้นของประชาธิปไตยใหม่ที่หนังสือเล่มนี้ต้องการนำเสนอ

เมื่อมองประชาธิปไตยอย่างมีชีวิต เราจะเห็นความเชื่อมโยงของชีวิตในนั้น เห็นพัฒนาการความงอกงาม การเหี่ยวเฉาของต้นไม้ประชาธิปไตยที่กระจายไปยังประเทศต่างๆ ตามเหตุและปัจจัย เราจะไม่มองประชาธิปไตยเป็นมาตรฐานเดียวแบบกระบวนทัศน์กลไกอุตสาหกรรม ที่คงตัวไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยสายตาแบบนี้ เราจะเห็นประชาธิปไตยของไทยในแบบของเราเอง เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยที่เพาะในแผ่นดินสยามจะเติบโตด้วยอะไร สำรวจเหตุปัจจัยที่ต้นไม้นี้จะงอกงาม เห็นต้นทุนเดิมที่มีอยู่ในแผ่นดิน อย่างที่อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลกล่าวว่า ประชาธิปไตยเป็นวิถีที่มีอยู่แล้วในโลกตะวันออก และหลายชนเผ่า เราอาจไม่ใช้ชื่อ ประชาธิปไตย แต่โดยสาระแล้ว มันคือการเคารพกัน สนทนาเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน และให้ส่วนรวมอยู่อย่างเป็นสุข

ผู้ที่มีอำนาจยังคงกอดกระบวนทัศน์เก่า เพราะพวกเขาได้ประโยชน์แม้จะบนความทุกข์ของคนส่วนใหญ่ ทว่า คนเล็กๆ ที่มีหัวใจและมีปัญญาสามารถนำการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความเข้าใจกระบวนทัศน์ใหม่ที่มีชีวิต

๓. พลังแห่งทักษะปฏิบัติการ : ลงมือสร้างประชาธิปไตยที่มีพลเมืองเป็นศูนย์กลาง

ในอดีตที่สายสัมพันธ์ในชุมชนและโครงสร้างสังคมบนฐานวัฒนธรรมเกษตรกรรมยังมั่นคงอยู่ ชุมชนและกลุ่มคนช่วยเหลือกันทำงาน เช่น “ลงแขก” ล้อมวงพูดคุย แก้ปัญหาร่วมกัน ดูแลกันและกัน แต่เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนแปลง กระบวนทัศน์ที่แยกส่วน ทำให้เราแยกขาดกัน สายสัมพันธ์ที่เคยมีก็ลดทอน พลังแห่งความร่วมไม้ร่วมมือก็จางไป หากจะสร้างพลังประชาธิปไตยใหม่ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ สำคัญอย่างยิ่งที่ต้องรื้อฟื้นทักษะและความสามารถในการอยู่ร่วมกัน

บทนี้นำเสนอสาระความหมายของอำนาจพลเมืองและทักษะที่พลเมืองจำต้องฝึกฝน อาทิ การเรียนรู้ลึกซึ้งร่วมกัน การสนทนาเพื่อสร้างปัญญาและสานสัมพันธ์ อันเป็นหัวใจของ “สภาประชาชน” หนทางที่จะสร้างชุมชนเรียนรู้และจัดการตนเอง และความเข้าใจในพลังอำนาจของกลุ่มพลเมือง เพื่อที่จะไม่ตกหลุมพรางของทุนหรือโครงการที่รัฐหยิบยื่นให้ ซึ่งทำลายความเข้มแข็งของชุมชนมามากต่อมากแล้ว

บพิเศษ เรื่องเล่าจากสนามพลเมือง

สาระใน 3 ส่วนหลักที่กล่าวมานั้นไม่ได้เป็นแค่ความคิด อุดมคติ หรือทฤษฎีลอยๆ หากแต่เรามีเรื่องราวของพลเมืองที่ลุกขึ้นมาเรียนรู้ จัดการตนเอง แก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อพิสูจน์ว่าคนเล็กๆ มีพลังสร้างความเปลี่ยนแปลงเพียงใด และเราต้องร่วมกันฟูมฟักให้พลังเช่นนี้เติบโตและขยายตัวให้มาก ในหนังสือเล่มนี้ ได้คัดสรรเรื่องเล่าที่สะท้อนอำนาจและศักยภาพของพลเมือง อาทิ

นายเหมือง นายฝาย: วิถีประชาธิปไตยชุมชนในการจัดการน้ำ

วิทยากรกระบวนการแห่งสายน้ำ ข้าราชการที่ปรับบทบาทจากผู้สั่งการมาเป็นผู้อำนวยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับประชาชน

สามคลองสองแดน: วิถีประชาธิปไตยของสามัญชน ที่นำเอาพลังมรดกทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและวิถีพุทธมาเป็นหลักในการฟื้นฟูความเข้มแข็งให้ชุมชนและสำนึกพลเมือง

การเมืองสมานฉันท์ที่ตำบลควนรู: เดิน 3 ขา บนวิถีประชาธิปไตย ปัญหาความร้าวฉานในชุมชนที่ดำเนินมายาวนานทำให้ชาวบ้านไม่อาจทนได้อีกต่อไป จึงลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตัวเอง ปรึกษาหารือ วางกติกาและสร้างระบบที่ทุกฝ่ายร่วมมือเพื่อประโยนชน์ส่วนรวม

ชุมชนบ้านน้ำเค็ม: ประชุมปรึกษาหารือเพื่อกำหนดอนาคตของตนเอง วิกฤตภัยธรรมชาติสึนามิอาจทำลายชีวิตและทรัพย์สินมากมาย แต่สิ่งที่คลื่นยักษ์ให้ คือ โอกาสที่ผู้ประสบกภัยจะได้เรียนรู้ถึงอำนาจในตนที่จะสร้างชีวิตใหม่ ผ่านกระบวนการร่วมคิด ร่วมทำอย่างแท้จริง

เรื่องเล่าเหล่านี้บอกพวกเราว่า งานของพลเมืองเป็นพันธกิจของชีวิต ไม่มีการจ้างวาน ไม่มีการขอร้องบอกให้ทำ แต่เป็นงานที่ออกมาจากหัวใจ ที่อยากแก้ทุกข์ บำรุงสุขให้บ้านเมือง

เราเชื่อว่า ยังมีผู้คน กลุ่มคนอีกมากมายในแผ่นดินนี้ที่มีหัวใจทำเพื่อส่วนรวม ขอเพียงเราเห็นและหากันให้เจอ เชื่อมหัวใจกัน เรียนรู้และสนทนากันให้เกิดปัญญา ลงมือสร้างสรรค์งานเพื่อมอบแผ่นดินที่งดงามให้ลูกหลานในอนาคต

เล็กก็ล้มใหญ่ได้ถ้าใจถึง : วิถีประชาธิปไตยที่มีชีวิต ด้วยพลังใจ พลังปัญญา และพลังปฏิบัติการของพลเมืองคนเล็กๆ ในแผ่นดิน

เนื้อหา ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์

เรียบเรียง กรรณจริยา สุขรุ่ง

พิมพ์ครั้งที่ 1 2558

จำนวน 335 หน้า ราคา 280 บาท

จัดพิมพ์โดย มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม

สนับสนุนโดย สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

สนใจ ติดต่อที่  ประทุมพร โทร 081-8289469

อีเมล์ ch_chinchan@hotmail.com

ที่อยู่ 693 อาคารแพทย์แผนไทยชั้น 2 ห้อง 15 ถ.บำรุงเมือง แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบ กทม. 10100

Advertisements
This entry was posted in ล้อมวงอ่าน and tagged , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s