มิตรภาพงอกงาม การงานงอกเงย

13055051_976209939168420_5771178581716726202_oความรู้จากวิชาภาวะผู้นำเรียนรู้รวมหมู่และคิดกระบวนระบบนำไปใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?

คุณมงคล  ปัญญาประชุม ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนล่าง เขียนสะท้อนบางส่วนของเส้นทางการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง

หลังจากผ่านกระบวนการอบรมหลักสูตรที่1  ผมและทีมงานก็กระโจนเข้าสู่โหมดของการทำงานปกติ  งานของเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนล่าง  บทบาทของพวกเราทีมเจ้าหน้าที่ในองค์กรส่วนใหญ่จะอยู่กับการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและขลุกอยู่กับการประชุมเป็นส่วนใหญ่  หลังๆ ผมเริ่มสังเกตเห็นว่า การประชุมหลายครั้งไปไม่ถึงเป้าหมาย  คนมาประชุมก็รู้สึกเบื่อหน่ายไร้ชีวิตชีวา ทุกอย่างดูเร่งรีบไปหมด สถานการณ์แบบนี้ ผมเคยเข้าร่วมประชุมกับเครือข่ายอื่นๆ ในฐานะของผู้เข้าร่วมก็คิดว่ามันอยู่ในภาวะการณ์เดียวกันนี้ จนหลายครั้งที่ผมตั้งคำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้….? แต่พอเข้าร่วมอบรมครั้งแรกอาจารย์ชัยวัฒน์ ท่านพูดถึงเรื่อง  “ ความศักดิ์สิทธิ์”  โดยเฉพาะ ความศักดิ์สิทธิ์ในสภาวะที่เราดำรงอยู่กับปัจจุบันขณะนั้นสำคัญมาก มันเหมือนคำถามที่เมื่อก่อนวิเคราะห์ไปต่างๆ นาๆ ว่าสาเหตุมันเกิดจากอะไรก็ถูกคลี่คลายลงไปด้วยคำว่า “ศักดิ์สิทธิ์”  เพียงคำเดียว

หลังผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 1  ในการจัดวงประชุมหรือพูดคุยกันในเครือข่าย  พวกเราพยายามสร้างความศักดิ์สิทธิ์ในการพูดคุยกัน  โดยใส่ใจในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอนให้มากขึ้น ทำให้การประชุมช้าลงบ้างและรับฟังเจตจำนงและอุดมการณ์ร่วมของเพื่อนร่วมเครือข่าย เปิดพื้นที่ให้แต่ละคนได้พูดถึงอุดมการณ์เบื้องลึกในการทำงาน  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ เพราะตัวแปรเยอะอยู่เหมือนกัน ทั้งเรื่องเทคโนโลยีที่มักดึงความสนใจของทีมงานและคนอบรมอยู่เสมอๆ  ความคุ้นเคยกันของพวกเราที่แทบจะเรียกได้ว่าแค่อ้าปากก็รู้ว่าจะพูดอะไร

พวกเราในบทบาทของคนนำการประชุมเองหลายครั้งก็ต้องทำงานกับตัวเองทั้งภายนอกภายในอยู่ตลอดเวลา  เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และต้องฝึกฝนอย่างหนักรวมถึงทำให้สม่ำเสมอระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาจนมันกลายเป็นนิสัย และกลายเป็นวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรให้ได้ แต่เครื่องมือที่อาจารย์ชัยวัฒน์  ท่านได้มอบให้เราก็เป็นเครื่องมือในการฝึกฝนอย่างดี

สนามพลังแห่งการสนทนาทั้ง 4 ระดับ    การฟังอย่างลึกซึ่งโดยไม่รีบตัดสิน การปล่อยให้วงประชุมได้หยุดนิ่ง 10 30 วินาที  เพื่อให้ผู้ร่วมประชุมได้อยู่กับตัวเองในแต่ละช่วงขณะของการแลกเปลี่ยน ช่วยให้เราเห็นบรรยากาศการพูดคุยที่ลึกซึ้งและเข้าถึงสภาวะภายในบางอย่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ  ซึ่งผมขอเอาประสบการณ์ตรงที่ได้นำเอาความรู้จากหลักสูตรที่ 1 ที่อาจารย์ได้บ่มเพาะมาแบ่งปัน นะครับ

ครั้งนั้นผมและทีมจากเครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานล่าง ได้รับการทาบทามจากหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง  ให้ไปช่วยจัดกระบวนการพูดคุยเพื่อยกระดับการทำงานของพวกเขา  ผู้เข้าร่วมเป็นเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการในสังกัดของหน่วยงาน 22  อำเภอ คนประมาณ 60  คน  ที่มาร่วมประชุม

การประชุมกำหนดไว้ 2 วัน โดยวันแรกให้แต่ละหน่วยงานได้นำเสนอผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา และมีผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลาง 1 ท่านมาให้ข้อเสนอแนะ (โดยวันแรกเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานผู้จัดเป็นผู้ดำเนินการประชุม และพวกผมถูกชวนให้ร่วมสังเกตการณ์ประชุมเพื่อดำเนินการต่อในวันถัดไป)  ตัวแทนหน่วยงานแต่ละอำเภอผลัดเปลี่ยนกันขึ้นนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงาน อำเภอ ละ 20 นาทีและให้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อเสนอแนะ

วันนั้นพวกเรานั่งฟังได้ครึ่งวันก็เริ่มมองหน้ากัน  ความรู้สึกตอนนั้นเริ่มเบื่อกันสุดๆ  พอนำเสนอผ่านไปประมาณ 6-7 กลุ่มข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญก็เริ่มซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีอะไรแปลกใหม่  ยิ่งสร้างความน่าเบื่อในการฟัง (แต่เราก็ฟังกันจนจบ)  การประชุมวันนั้นเลิกตอนสามทุ่ม การประชุมครั้งนั้นทำให้ผมรู้สึกได้ว่าการนั่งฟังการประชุมแบบไร้ชีวิตชีวาแค่เพียง 1 วันนั้น  มันน่าเบื่อและเหนื่อยสุดๆเลยครับ…

   “วิชาความรู้และเครื่องมือที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์ชัยวัฒน์ทั้งหลักสูตรที่ 1 และ 2 หลายอย่างถูกงัดออกมาใช้อย่างเต็มที่  เครื่องมืออย่างเช่น TIME LINE ถูกมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เราเห็นพัฒนาการของขบวนงานของเรา  เห็นรากเหง้าและเป้าหมายข้างหน้าร่วมกัน  การให้ความสำคัญกับการทำงานข้ามเครือข่าย และเห็นจุดร่วม ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนสังคมให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไรโดยเราต่างทำหน้าที่เป็นระบบย่อยในระบบใหญ่  เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมๆ กัน หลายอย่างเรามีความชัดเจนมากขึ้นเพราะการได้ผ่านการพัฒนาจากหลักสูตร Leaders by Heart

วันที่ 2 ของการประชุม วันนี้พวกเราเป็นทีมกระบวนกรที่จัดกระบวนการเอง  เราเริ่มการประชุมโดยการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ในการประชุม  หลังจากที่เริ่มสร้างบรรยากาศให้ทุกอย่างเข้าที่  พวกเราปล่อยให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้นิ่งๆ ประมาณ ห้านาที  และค้นหาคุณค่าหรืออุดมการณ์ในการทำงานในบทบาทที่แต่ละคนได้รับผิดชอบมันอยู่  หลังจากนั้นเราปล่อยให้แต่ละคนได้เล่าสู่เพื่อนในกลุ่มย่อย ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 45 คนได้ฟัง ตลอดการเล่าเราได้ให้สมาชิกในกลุ่มหยุดนิ่งเพื่อเช็คอินเป็นระยะๆ ประมาณ 20 วินาที (ถือเป็นการให้คนเล่าได้เตรียมตัวเล่า และคนฟังได้เตรียมตัวในการฟัง)  และให้แต่ละกลุ่มได้แบ่งปันเรื่องราวที่ฟังให้กับวงใหญ่

ตอนนั้น ผมรู้สึกได้ว่าพวกเขาอยากเล่าเรื่องของตัวเองและอยากแบ่งปันให้เพื่อนๆได้ฟัง และคนเล่าเองก็เล่าอย่างมีความสุข  ซึ่งสังเกตได้จากสีหน้าและแววตา ผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งเพราะในระบบราชการคงไม่ค่อยได้มีใครสนใจเรื่องสภาวะภายในของพวกเขาเท่าไหร่ แต่คงเน้นการทำงานผ่านระบบโครงสร้างเป็นหลัก

ตลอดทั้งวันพวกเราได้ประยุกต์วิชาที่เรียนมาจากอาจารย์ชัยวัฒน์  ผมสมผสานกับความรู้เก่าที่พอมีอยู่ในตัวของพวกเราทำให้การประชุมวันนั้นมันมีชีวิตชีวาและเป็นเวทีการพูดคุยที่ทำให้คนทำงานได้ปรับจูนการทำงานทั้งสภาวะภายในภายนอก จากคนไปสู่เครือข่าย เป็นภาพองค์กร

เวลาเพียง 1 วันที่เราได้รับมอบหมายให้ทำกระบวนการคงน้อยเกินไปที่จะทำให้เราพาเขาไปสู่เป้าหมายที่อยากได้  แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้พวกเขาได้เห็นทิศทางและแนวทางที่จะไปชวนกันคิด และทำงานต่อในอนาคต และพวกผมเองก็เห็นว่าเราทำได้ และเราจะทำได้ดีกว่านี้ถ้าพวกเราหมั่นฝึกฝนจนเกิดเป็นทักษะที่ติดเนื้อติดตัวของเรา

          สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ  ห้องเรียน Leaders by Heart  ทำให้เราเกิดมิตรภาพใหม่ๆ ที่ดีกับพี่ๆคนทำงานทางสังคม เราไปเจอกันที่ไหนก็รับรู้ได้ถึงมิตรภาพที่มีต่อกัน แม้ว่าเราจะเพิ่งเจอกันในห้องเรียนเพียงสองหลักสูตร  แต่เหมือนเรามีมิตรภาพที่ดีต่อกันมายาวนาน มิตรภาพเหล่านี้คือขุมพลังสำคัญที่ช่วยขับและเปลี่ยนแปลงสังคมทีดีได้ในอนาคต

หลังจากที่เราได้เข้ารับการบ่มเพราะวิชาในหลักสูตรที่ 2 “การคิดกระบวนระบบ” สิ่งผมได้เรียนรู้และเป็นประโยชน์มากๆ คือเรื่องการมอง 4 ระดับ ที่ทำให้เราสามารถมองและทำความเข้าใจกับปรากฎกการณ์ที่เกิดขึ้นได้ลึกซึ้ง และเห็นความเชื่อมโยง  เข้าใจถึงความสลับซับซ้อนของบางเหตุการณ์ได้แจ่มชัดขึ้น  เห็นได้ว่าเพียงแค่หนึ่งความเชื่อ (mental models) ก็อาจสร้างระบบหรือโครงสร้างมากมายขึ้นมารองรับ  และสร้างแบบแผนการปฎบัติต่างๆ นาๆ ขึ้นมารับใช้ตัวมันเอง จนทำให้เกิดปรากฎการณ์หรือเหตุการณ์ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน  และไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือเรื่องเลวร้ายทุกอย่างล้วนมีเบื้องหลังความเชื่อของตัวมันเองทั้งนั้น  เพียงแต่เราทำความเข้าใจกับมันได้ลึกซึ้งเพียงใด

อีกประการหนึ่ง ถ้าผมนำเอาหลักการมอง 4 ระดับ  ไปปรับใช้กับการทำงานโดยเฉพาะงานเรื่องการจัดการความรู้  ที่ผมมีโอกาสได้รับมอบหมายจากพี่ๆในสำนักงานให้ทำหน้าที่นี้อยู่บ่อยๆ  ผมมั่นใจอย่างมากว่าการมอง 4 ระดับจะช่วยทำให้ผมมองเห็นเนื้อทองของแท้ในแต่ละเรื่องที่ผมพยายามจะค้นเข้าไปได้ดียิ่งขึ้น

อีกเรื่องที่ผมได้เรียนรู้และเป็นประโยชน์มาก คือการทำให้เห็นว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของหนึ่งระบบ  ที่เชื่อมโยงกับอีกหลายๆ ระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบเล็กหรือระบบใหญ่ หากเราเข้าใจแห่งหนที่ทางที่เราอยู่  อาจจะช่วยให้เราหาจุดคานงัดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ดียิ่งขึ้นได้ดีกว่าที่เราจะทำงานเพียงแค่ทำตามหน้าที่ไปวันๆ

หลังจากที่ผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 2 “การคิดกระบวนระบบ” เครือข่ายองค์กรงดเหล้าได้มีโอกาสในการจัดงานใหญ่ๆ ที่เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายคนทำงานทางสังคมอยู่ 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 คือ มหกรรมสานงานเสริมพลัง 10 ปีขบวนการงดเหล้าภาคอีสานตอนล่าง  (งานใหญ่ไม่ใหญ่ไม่รู้นะครับ แต่คิดดูซิครับแค่ชื่อก็บอกว่างานแบบนี้เพิ่งมีจัดครั้งแรกในรอบ 10 ของเครือข่ายงดเหล้าอีสานล่าง แต่ผมเพิ่งมาทำงานในเครือข่ายงดเหล้าปีนี้ย่างปีที่ 4 นะครับ…)  งานนี้เป็นการรวมเอาบรรดาคนที่ทำงานงดเหล้าและปัจจัยเสี่ยงใน 8 จังหวัดอีสานตอนล่าง  มาร่วมแสดงศักยภาพและหาแนวทางความร่วมมือในการทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต

ครั้งที่ 2 คือ สานงานเสริมพลังเสริมพลังร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ “วัฒนธรรมสร้างปัญญานำพาสุขภาวะคนอีสาน” จัดอยู่ที่จังหวัดของแก่น  ซึ่งเป็นงานที่รวมเอาเครือข่ายทางสังคมทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสานมาเจอกัน  โดยทีมงานของเครือข่ายงดเหล้าได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เป็นหนึ่งในทีมผู้จัดงาน

วิชาความรู้และเครื่องมือที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์ชัยวัฒน์ทั้งหลักสูตรที่ 1 และ 2 หลายอย่างถูกงัดออกมาใช้อย่างเต็มที่  เครื่องมืออย่างเช่น TIME LINE ถูกมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เราเห็นพัฒนาการของขบวนงานของเรา  เห็นรากเหง้า และเป้าหมายข้างหน้าร่วมกัน  การให้ความสำคัญกับการทำงานข้ามเครือข่าย และเห็นจุดร่วม  ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนสังคมให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไรโดยเราต่างทำหน้าที่เป็นระบบย่อยในระบบใหญ่  เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมๆกัน  หลายอย่างเรามีความชัดเจนมากขึ้นเพราะการได้ผ่านการพัฒนาจากหลักสูตร Leaders by Heart

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ  ห้องเรียน Leaders by Heart  ทำให้เราเกิดมิตรภาพใหม่ๆที่ดีกับพี่ๆคนทำงานทางสังคม  เราไปเจอกันที่ไหนก็รับรู้ได้ถึงมิตรภาพที่มีต่อกัน แม้ว่าเราจะเพิ่งเจอกันในห้องเรียนเพียงสองหลักสูตร  แต่เหมือนเรามีมิตรภาพที่ดีต่อกันมายาวนาน    มิตรภาพเหล่านี้คือขุมพลังสำคัญที่ช่วยขับและเปลี่ยนแปลงสังคมทีดีได้ในอนาคต

Advertisements
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s