คุณสมบัติแห่งภาวะผู้นำ 6 ประการ

 

photo-1433878455169-4698e60005b1ผู้นำเป็นผู้รังสรรค์อนาคต และอนาคตไม่ได้อยู่ภายนอกหรืออยู่ข้างหน้าเรา หากแต่อนาคตอยู่ในหัวใจและชีวิตด้านในของผู้นำเอง เดวิด โบห์ม นักฟิสิกส์ทฤษฎีผู้โด่งดังกล่าวว่า “อนาคตเป็นสิ่งที่เราก่อร่างสร้างขึ้นอยู่ทุกๆ ขณะ”

เราตระหนักหรือไม่ว่า สิ่งที่เราเป็น ทำ และพูด เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตของตัวเราและของโลก

โจเซฟ จาวอสกี้  ผู้เขียนหนังสือ Synchronicity: the Inner Path of Leadership พูดถึงคุณลักษณะแห่งภาวะผู้นำที่จะร้งสรรค์อนาคต 6 ประการ ที่ทุกคนสามารถบ่มเพาะให้มีในตนเอง กล่าวคือ

  • มีเป้าหมายที่ชัดเจน

ผู้นำต้องเดินสู่โลกภายใน ค้นหาเป้าหมายในชีวิตของตนเอง “เรามีชีวิตอยู่ไปทำไม และเพื่อทำอะไร” หลายครั้ง เวลาเราคุยเรื่องเป้าหมาย หลายคนมักสับสนเอาเป้าหมายของงานมาเป็นเป้าหมายชีวิต เช่นเป้าหมายทำให้คนในชุมชนลด เลิกสุรา — เป้าหมายนี้ไม่ผิด แต่เป็นเป้าหมายชีวิตหรือ? เป้าหมายของงานอาจเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายชีวิต ยกตัวอย่างตามข้างต้น ผู้นั้นอาจมีเป้าหมายชีวิตที่ต้องการให้ผู้คนรอบข้างมีความสุข เข้าถึงความสุขแท้ในใจตน ซึ่งหมายถึงมีสุขภาพที่ดี มีความสุขในครอบครัวและชุมชนที่ไม่มีความรุนแรง เศรษฐกิจครัวเรือนดี เป็นต้น และด้วยเป้าหมายนี้ เขา/เธอจึงเลือกทำงานรณรงค์งดเหล้าและมีเป้าหมายในงานเช่นนั้น นอกจากงานงดเหล้า เขา/เธอก็สามารถทำอีกหลายเรื่องหลายอย่างเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายชีวิต

การค้นพบเป้าหมายไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับหลายคนเส้นทางนี้อาจเจ็บปวดเกินกว่าที่จะก้าวไปเสียด้วยซ้ำ ส่วนผู้ที่เริ่มจาริกบนหนทางแล้ว ก็อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อค้นพบเป้าหมายภายใน อย่างไรก็ตาม การพบเป้าหมายที่ชัดเจนจากภายในตน นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่ง

“คุณมีเป้าหมายอะไรในชีวิต มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร” หากยังตอบไม่ได้ หรือยังไม่ชัด ก็ไม่เป็นไร ออกเดินทางเข้าสู่โลกภายใน ค้นหาความหมายและคำตอบต่อไป

  •  มุ่งมั่นตั้งใจ

เมื่อมีเป้าหมายแล้ว การเดินทางสู่เป้าหมายล้วนต้องอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจ อุทิศตนต่อความฝัน ซึ่งผุดขึ้นจากส่วนลึกในความเป็นตัวตนของเรา ดี ฮอค ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของบริษัทวีซ่านานาชาติ เปรียบว่า “เป็นความมุ่งมั่นตั้งใจชนิดที่ต้องทุ่มจ่ายหมดหน้าตักล่วงหน้าเลยทีเดียว”

อย่างไรก็ดี ความมุ่งมั่นตั้งใจเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ จำต้องบวกด้วยการลงมือทำเข้าไปด้วย คือ ต้องตกลงปลงใจที่จะเดินก้าวข้ามพรมแดนที่คุ้นเคยสู่ดินแดนที่ยังไม่รู้จัก (risk zone) ไร้แผนที่ และไม่มีข้อรับประกันใดๆ ว่าจะสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงถอนตัวนับแต่ก้าวแรก แต่หากใครกล้าก้าวเดินไปยังดินแดนที่ไม่คุ้นนี้ มุ่งมั่นสู่เป้าหมาย เขา/เธอก็อาจไปพบสิ่งที่ปรารถนา

เราอาจนึกถึง การเดินทางออกจากพระราชวังของเจ้าชายสิทธัตถะเพื่อแสวงหาความจริงสูงสุด การเดินทางที่ไร้แผนที่ เต็มไปด้วยอุปสรรคท้าทายนานา แต่เมื่อไม่ท้อ ไม่ถอย เจ้าชายก็กลายเป็นพระพุทธเจ้า

คุณมีความมุ่งมั่น ทุ่มเทเพื่อเป้าหมายมากเพียงใด คุณทำอะไรบ้าง แต่ถ้าคุณยังไม่มีความมุ่งมั่นหรืออุทิศตัวต่อเป้าหมายพอ นั่นเป็นเพราะอะไร

  • สดับรับฟัง

photo-1440557958969-404dc361d86f

http://magdeleine.co/browse/

ผู้นำมีความสามารถที่จะรับฟังด้วยความตื่นรู้อย่างกระจ่างชัด ได้ยินเสี้ยวขณะและจังหวะแห่งโอกาสที่ปรากฏ ผู้นำต้องฝึกฝนทักษะการรับฟังอย่าลึกซึ้ง ได้ยินเสียงของสิ่งที่รอคอยจะผุดบังเกิดขึ้นในโลก เพื่อจะได้ร่วมมือกับสิ่งนั้นหรือกระบวนการนั้น เพื่อเข้าไปร่วมกำหนดทิศทางของอนาคตที่กำลังจะมาถึง

เดวิด โบห์ม อธิบายว่า “อนาคตและความจริงบางอย่างในระบบชีวิตก็รอคอยให้เราทำคลอดมันออกมาเหมือนกัน” อธิบายง่ายๆ ได้ว่า ผู้นำมีความสามารถในการอ่านทิศทาง อ่านอนาคต อ่านสิ่งที่กำลังจะเกิด เหมือนขงเบ้งอ่านดินฟ้าอากาศ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การรบ เป็นต้น

นี่เป็นความสามารถที่จะสร้างเงื่อนไขปัจจัยให้เกิด “ปาฏิหาริย์ที่คาดเดาได้” เป็นคุณลักษณะที่ละเอียดอ่อนที่สุดของภาวะผู้นำ ซึ่งผู้นำจะฟังได้อย่างนี้สภาวะภายในใจต้องละเอียดลึกซึ้ง ผ่านการฝึกฝนสภาวะจิตมาอย่างดี

 คุณได้ยินเสียงแห่งอนาคตหรือไม่ อะไรที่รอคอยจะบังเกิดขึ้นในโลก ในงานของคุณ ในตัวคุณเอง คุณฝึกฟังแต่ไหน ฟังตัวคุณเอง ฟังเสียงของผู้คนรอบข้าง ฟังเสียงของธรรมชาติ ฯลฯ

  • ศิโรราบต่อเจตจำนงอันยิ่งใหญ่

การพัฒนาความเป็นผู้นำ คือ การศิโรราบต่อเจตจำนงอันยิ่งใหญ่และให้เจตจำนงนั้นนำทางเราไป การยอมรับเจตจำนงอันยิ่งใหญ่เป็นเรื่องที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะเราหลายคนที่ถูกหล่อหลอมเลี้ยงดูด้วยกระบวนทัศน์แบบตะวันตก ที่เน้นการบังคับควบคุมและเราสั่งการสิ่งต่างๆ หรือความรู้สึกว่า “กูใหญ่ กูแน่” อัตตาคับแก้ว แบบนี้การศิโรราบก็เกิดได้ยาก

การที่จะยอมรับเจตจำนงอันยิ่งใหญ่ได้นั้น เราจำต้องเปิดใจอย่างลึกซึ้งและกล้าที่จะให้เจตจำนงนำทางเราไปข้างหน้า เรายังต้องรอคอยด้วยใจจดจ่อ ในขณะเดียวกันก็ปล่อยวางเพื่อให้เจตจำนงอันยิ่งใหญ่เผยตัวต่อเรา

อย่างไรก็ดี การเปิดใจยอมรับเจตจำนงไม่ได้หมายถึงไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วเจตจำนงจะปรากฏขึ้นเอง จริงๆ แล้ว เราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเพื่อให้เจตจำนงนั้นเปิดเผยออกมา

มีผู้ถามว่า การศิโรราบ กับ ศรัทธา ต่างหรือเหมือนกัน? เป็นคำถามที่น่าสนใจ เราไม่ตอบ แต่ขอให้ผู้อ่านใคร่ครวญด้วยหัวใจว่า เมื่อคุณศิโรราบ กับเมื่อคุณศรัทธา ความรู้สึกข้างใน อาการที่แสดงออกเหมือนหรือต่างกัน ท่านพระอาจารย์พุทธทาสศรัทธา หรือ ศิโรราบ ต่อพระพุทธเจ้า จึงตั้งชื่อตนใหม่ว่า “พุทธทาส” และเมื่อท่านตั้งฉายาให้ตนใหม่แล้ว ท่านดำเนินชีวิตอย่างไร ทำอะไร เพื่ออะไร

  • ลงเล่นในสนามเดียวกับผู้อื่น

เมื่อเราค้นพบเป้าหมายชีวิต มุ่งมั่นเดินทางสู่เป้าหมาย ก้าวข้ามธรณีประตูออกจากที่ที่คุ้นเคยสู่เขตแดนแห่งการผจญภัยและความหมาย เรียนรู้ให้เจตจำนงที่ยิ่งใหญ่นำทาง เมื่อนั้น เราจะพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในสนามพลังสนามเดียวกันกับเพื่อนอีกหลายคนที่ร่วมเป้าหมายเดียวกันกับเรา พูดง่ายๆ คือ เราจะพบเพื่อนร่วมทาง ที่เหนี่ยวนำเราไปสู่เป้าหมายอย่างมีพลัง

เดวิด โบห์ม พูดถึงสิ่งนี้ว่าเป็น “สนามพลังของมวลมนุษยชาติ” ความว่าง (อวกาศ) เป็นโลกที่เต็มไปด้วยสื่อเหนี่ยวนำความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ สนามพลังในความหมายนี้ คือ ปัจจัยที่เชื่อมโยงและส่งผลอิทธิพลต่อกัน เราไม่อาจมองเห็นสนามพลังแต่รับรู้ผลสะท้อนของสนามพลังเหล่านี้ได้ สนามพลังเหล่านี้เปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ที่สำคัญ เดวิด โบห์ม เชื่อว่า ความมุ่งมั่นตั้งใจและสิ่งที่เราเป็นส่งผลและอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อสนามพลังเหล่านี้ ดังนั้น เมื่อเราพัฒนาภาวะผู้นำมาถึงระดับนี้ เราจะพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในสนามพลังของคนอื่นๆ ที่ร่วมความหมายและเป้าหมายเดียวกันกับเรา เราไม่ได้ทำอะไรคนเดียวแบบปัจเจกชนอีกต่อไป แต่เราทั้งหมดกำลังทำสิ่งต่าง ๆ ไปในทางเดียวกันตามระบบแห่งอนาคตที่กำลังก่อตัวขึ้น

คุณพอบอกได้ไหมว่า ในเวลานี้ มีใครบ้างที่อยู่ในสนามเดียวกันกับคุณ เขา/เธอร่วมเป้าหมาย ความหมายเดียวกันหรือไม่ และหากคุณรู้สึกว่า มีเพื่อนร่วมสนามเดียวกัน มันมีพลังอย่างไร ผลของการมีเพื่อนในสนามนี้เป็นเช่นไร

  • ประตูที่เปิดออกสู่โอกาสอันมหัศจรรย์

ถึงขั้นนี้ ภาวะปัจจัยและสถานการณ์พร้อมแล้ว ความเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย ในจังหวะที่ใช่ ก็จะทำให้เกิดความมหัศจรรย์นานาประการ นี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะสมบูรณ์ ที่นำสิ่งต่างๆ มารวมกันเข้าอย่างไม่น่าเชื่อ เหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้ ก็จะบังเกิดขึ้นและนำเราไปบนหนทางของเรา

ในห้วงเวลาแบบนี้ เราจะรู้สึกถึงความไหลเลื่อนรอบๆ ตัว สิ่งต่างๆ ดูเหมือนจะเกิดขึ้นได้เอง งานที่เหมือนว่าเราจะต้องใช้ความพยายามและลงแรงอย่างยิ่งยวดเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ กลับทำได้ โดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม คาร์ล ยุง เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Synchronicity” (บางคนอาจเรียกว่า้“ธรรมจัดสรร” — ผู้แปล) โจเซฟ แคมเบล เรียกว่า “พลังผู้ช่วยเหลือเหนือธรรมชาติ” ส่วน บิล มอยเยอร์ส เรียกว่า “การได้รับความช่วยเหลือจากมือที่ซ่อนอยู่”

ไม่ว่าเราจะเรียกสิ่งนี้ว่าอย่างไร ความเลื่อนไหลในห้วงเวลานี้เปิดช่องทางให้คนต่างๆ เดินเข้ามาหาเรา เป็นผู้ที่เราต้องการและจำเป็นที่จะช่วยทำให้ฝันของเราเป็นจริงขึ้นมา แม้สิ่งที่ผมกล่าวไปนั้นจะยังอยู่ในช่วงก่อร่างทางความคิด หากความคิดเหล่านี้ก็ช่วยพัฒนากรอบความเข้าใจธรรมชาติของผู้นำสรรสร้างอนาคต

ข้อเขียนนี้มีบางส่วนที่ผู้เขียนเสริมเติมเข้ามาเพื่ออธิบายขยายความให้ผู้อ่านเข้าใจ แต่ส่วนใหญ๋นำมาจากข้อเขียนของโจเซฟ จาวอสกี้ ผู้เขียนหนังสือ Synchronicity: the Inner Path of Leadership เป็นหนังสือบอกเล่าการเดินทางด้านในของผู้นำ ในอันที่จะหยั่งลึกถึงความจริงและพัฒนาศักยภาพในการสร้างสรรค์อนาคต

 

Advertisements
This entry was posted in ผลึกความเข้าใจจาการอบรม, Uncategorized and tagged , , , , , , , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s