เรือจ้าง สายน้ำ และการฟังของเรา

_DSC0496เช้าวันที่สามของการอบรมคิดกระบวนระบบ เรานั่งสมาธิ หลับตา กายนิ่ง เพื่อนำพาใจให้สงบ เมื่อกายและใจนิ่งสักพัก ทีมพี่เลี้ยงอ่านความบางตอนจากวรรณกรรมคลาสสิก “สิทธารถะ” โดย เฮอร์มานน์ เฮสเส

ความตอนที่เลือกมาอ่าน คือ “คนแจวเรือจ้าง” เป็นการพบกันและสนทนาระหว่าง สิทธารถะกับวาสุเทพ ชายแจวเรือจ้าง

หลังจากนั้น ทุกคนแลกเปลี่ยนความคิดและความรู้สึกที่ได้รับจากการฟังข้อความนี้

  • เราคิดว่าเรารู้แลมองคนทะลุ เวลาใครพูดอะไรให้เราฟัง เรารีบสอน บอก ด้วยความหวังดี แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นในทางตรงกันข้าม ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า เราต้องฟังอย่างวาสุเทพ
  • สะกิดใจการฟังสายน้ำ ตัวเองได้ประสบการณ์จากน้ำ เมื่อวานลงเล่นน้ำและทดลองทำท่าไทเก๊กที่อาจารย์ฉั่ว (ศรชัย) สอน รู้สึกว่า สายน้ำสัมพันธ์กับเรา สายน้ำมีคลื่นพลัง ทำให้เรานิ่ง เหมือนกับเราส่งถ่ายพลังซึ่งกันและกัน ความเคลื่อนไหวของพลังในตัวเราถ่ายทอดสู่น้ำและน้ำสู่เรา
  • ในฐานะนักทำงานทางสังคม เราเรียนรู้เข้าใจพลังการฟังอยู่แล้ว เราสามารถฟังผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ อย่างตั้งใจ แต่มันยากที่จะฟังคนที่คิดต่างจากเรา การฟังต้องมีสภาวะจิตบางอย่าง ที่นิ่ง การฟังคือการหาเพื่อนร่วมทาง เดินเคียงข้างกัน ผู้ฟังเป็นเสมือนเรือจ้าง ไม่มีเรื่องสถานะ แต่การฟังเป็นเครื่องมือที่เราได้เพื่อน
  • เราไม่ได้ฟังเฉพาะคำพูด น้ำเสียง วาจา แต่เราฟังอย่างอื่นด้วย การเรียนรู้ด้วยใจที่น้อมลงต่ำ เมื่อเราเปิดใจรับ น้อมใจลง ชอบบรรยากาศการแลกเปลี่ยนในกลุ่ม ที่ปลดเปลือย เราเห็นความเป็นมนุษย์ในกันและกัน
  • การฟังเป็นพลังที่เชื่อมสายสัมพันธ์และนำไปสู่การเรียนรู้ อย่างที่การฟังของวาสุเทพทำให้สิทธารถะรู้สึกอบอุ่นใจ และสิ่งนี้ทำให้เกิดการเชื่อมมิตรภาพและเรียนรู้ร่วมกัน

ลองอ่านความตอนที่เลือกมาอ่านในการอบรม แล้วดูว่า เราได้ข้อคิด หรือรู้สึกอย่างไรกับการอ่านข้อความตอนนี้ แล้วลองทบทวนการฟังของเราในชีวิตประจำวัน เราฟังใคร อย่างไร คุณภาพการฟังของเราก่อให้เกิดผลอย่างไรกับตัวเรา และผู้พูด

 

64240ความตอนที่เลือกมาอ่าน “คนแจวเรือจ้าง”

            ………………………………

วาสุเทพตั้งใจฟังกำเนิด วัยเยาว์ การศึกษา การแสวงหาชีวิตสำราญ และความปรารถนาของสิทธารถะ ชายแจวเรือมีคุณธรรมล้ำเลิศที่น้อยคนจะมี นั่นคือ เขารู้วิธีที่จะฟัง เขาไม่พูด ไม่เอ่ยสอดแทรกเลยสักคำ จนผู้พูดรู้สึกเหมือนวาสุเทพดูดซับทุกคำพูดไว้อย่างสงบ ราวกับคาดหวังว่าจะไม่ปล่อยให้แต่ละคำพูดหลุดไปได้แม้คำเดียว เขารอคอยทุกถ้อยคำอย่างอดทน ไม่กล่าวชม ไม่ตำหนิ รับฟังอย่างเดียว สิทธารถะรู้สึกอัศจรรย์ที่มีนักฟังอย่างนี้ นักฟังที่สามารถดูดซับชีวิตเขาไว้ทั้งหมด ทั้งการต่อสู้แสวงหาและความทุกข์โศก

ยิ่งเมื่อสิทธารถะเล่าเรื่องราวชีวิตใกล้จะจบ เมื่อเขาพูดถึงต้นไม้ชายฝั่งน้ำ พูดถึงความเศร้าสุดซึ้งของตัวเอง พูดถึงโอมอันศักดิ์สิทธิ์ และบอกว่าหลังจากได้หลับอย่างยาวนานเขารู้สึกรักแม่น้ำนี้จับใจ ชายแจวเรือตั้งใจฟังเป็นทวีคูณ เขาหลับตาซับทุกคำพูดไว้ในตัว

วาสุเทพลึกยืนขึ้น “ดึกแล้ว ไปนอนเถิดเพื่อนรัก ผมบอกไม่ได้ว่าสิ่งอื่นนั้นคืออะไร คุณจะรู้เอง บางทีคุณอาจรู้แล้วก็ได้ ผมไม่ได้เรียนหนังสือ ผมไม่รู้วิธีพูด ไม่รู้วิธีคิด ผมรู้แต่วิธีฟังและมีศรัทธา ผมไม่เรียนอะไรนอกไปจากนี้ หากผมพูดเป็นและสอนได้ บางทีผมอาจจะเป็นครู แต่ผมเป็นเพียงคนแจวเรือจ้าง และงานของผมคือนำผู้คนข้ามแม่น้ำนี้ ผมเคยนำคนข้ามไปนับพันนับหมื่น ในสายตาของเขาเหล่านั้น แม่น้ำของผมไม่มีอะไรนอกจากเป็นอุปสรรคขวางกั้นการเดินทางเหล่านั้น ต่างเดินทางเพื่อเงินและธุรกิจ ไปงานแต่งงาน ไม่ก็เดินทางไปจาริก แม่น้ำขวางหน้าพวกเขา แต่มีคนแจวเรือจ้างอยู่ตรงนั้น พร้อมจะนำเขาข้ามอุปสรรคไปอย่างเร็วไว แต่ในบรรดาคนนับหมื่นนั้นก็ยังมีบางคนอยู่เหมือนกัน อาจจะมีสักสี่หรือห้าคน ที่ไม่เห็นว่าน้ำเป็นสิ่งกีดกั้น เขาได้ยินเสียงแม่น้ำ ฟังมัน แล้วแม่น้ำก็กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับเขา เหมือนกับที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผม ไปนอนก่อนเถิดสิทธารถะ”

สิทธารถะอยู่กับคนแจวเรือจ้าง ศึกษาวิธีดูแลรักษาเรือยามหมดงานที่ท่าข้าม เขาช่วยวาสุเทพทำนา หาฟืน ตัดเครือกล้วย เขาหัดทำแจว ซ่อมแซม แต่งเรือและสานตะกร้า เขาพอใจทุกสิ่งที่ทำ พอใจทุกอย่างที่ได้เรียน คืนวันผ่านไปเร็ว สิทธารถะเรียนจากแม่น้ำได้มากกว่าที่เรียนจากวาสุเทพ เขาเรียนจากแม่น้ำได้ต่อเนื่องตลอดเวลา เหนืออื่นใด เขาเรียนรู้ว่าจะเรียนอย่างไร ฟังด้วยใจสงบนิ่ง รู้จักรอ เปิดวิญญาณ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีกิเลส ไม่ตัดสินใจ ไม่ใส่ความเห็น

เขาอยู่กับวาสุเทพอย่างผาสุก บางขณะสองสหายพูดคุยกัน แต่วาสุเทพไม่คุ้นเคยกับการใช้คำพูด เขาใช้ถ้อยคำน้อยแต่คิดนาน สิทธารถะพยายามให้วาสุเทพพูด แต่แทบจะไร้ผล

ครั้งหนึ่งสิทธารถะถามเพื่อน “คุณเรียนความลับเรื่องนี้จากแม่น้ำด้วยหรือเปล่า เรื่องไม่มีกาลเวลาน่ะ”

รอยยิ้มแจ่มใสระบายอยู่บนใบหน้าของวาสุเทพ

“เรียนสิ สิทธารถะ คุณหมายความว่าอย่างนี้ใช่มั้ย มีแม่น้ำอยู่ทุกที่พร้อมๆกัน มีอยู่ที่ต้นน้ำ ที่ปากน้ำ ที่น้ำตก ที่ท่าน้ำ ในสายน้ำในมหาสมุทร บนภูเขา และทุกๆที่ ปัจจุบันคือปัจจุบัน ไม่ใช่เงาของอดีต ไม่ใช่เงาของอนาคต”

“นั่นแหละ ถูกแล้ว” สิทธารถะตอบ “และเมื่อผมได้เรียนสิ่งนี้ ผมย้อนมองชีวิตที่ผ่านมาแล้วคิดทบทวน ผมว่าชีวิตก็คือแม่น้ำนั่นเอง สิทธารถะตอนเป็นเด็ก สิทธารถะชายฉกรรจ์ และสิทธารถะผู้ชรา แยกจากกันก็เพียงเงากั้น ไม่ได้แยกกันจริงๆ ชีวิตเก่าก่อนของสิทธารถะไม่ได้อยู่ในอดีต ความตายและการที่เขาจะกลับสู่พรหมก็ไม่ได้อยู่ในอนาคต ไม่มีอะไรอยู่ ไม่มีอะไรเป็น ทุกสิ่งคือความจริงและอยู่ในปัจจุบัน

สิทธารถะพูดอย่างอิ่มเอิบใจ การค้นพบนี้ทำให้เขาเป็นสุข ไม่ใช่ความทุกข์โศกทั้งมวลอยู่ในกาลเวลา ไม่ใช่การทรมานตัวตนทั้งหลายและความกลัวทุกประการอยู่ในกาลเวลาล่ะหรือ ไม่ใช่ความยากลำบากและความชั่วร้ายทั้งหลายในโลกจะถูกพิชิตทันทีที่เราพิชิตกาลเวลาได้ ทันทีที่เราผลักกาลเวลาออกไปได้ดอกหรือ เขาพูดด้วยความยินดี วาสุเทพได้ยิ้มอิ่มเอิบ พยักหน้าเห็นด้วย เขาตบไหล่สิทธารถะ แล้วกลับไปทำงาน

Advertisements
This entry was posted in ผลึกความเข้าใจจาการอบรม, Uncategorized and tagged , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s