เปิด แผนที่เมล็ดพันธุ์ชีวิตบูรณาการ (2)

 

ปก เมล็ดพันธุ์ชีวิตบูรณาการ

 

ตัวอย่าง เนื้อหาบางบทในหนังสือเมล็ดพันธุ์ชีวิตบูรณาการ

(คัดลอกมาจากบทที่ 1)

เราจะเรียนรู้สิ่งใด เราต้องแง้มใจ เปิดให้สิ่งใหม่เข้ามาในประตูใจของเราได้บ้าง เราจึงเริ่มบทแรกของหนังสือเล่มนี้ ด้วยการชวนให้ทุกท่าน “เปิด” ทั้งเปิดจิต เปิดใจ และเปิดเจตจำนงชีวิต

 

การเปิดเกี่ยวข้องกับการบูรณาการอย่างมาก เรามักกล่าวถึง บูรณาการในความหมายว่า หลอมรวมการหลอมรวมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรา เปิดให้สิ่งต่าง ๆ ไหลเข้าหากัน และคนแรกที่เราต้องเริ่มเปิดเข้าหา คือ ตัวของเราเอง

การบูรณาการเป็นกระบวนการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภายใน และภายนอก เราคือผู้บูรณาการสิ่งต่าง ๆ ดังนั้น งานแรกที่ต้องทำ คือ บูรณาการตนเอง เปิดเข้าสู่โลกภายใน ทำความรู้จักตนเอง ค้นหาความหมายของชีวิตและการงาน — เรามีชีวิตเพื่ออะไร อะไรคือความหมายของงาน (บูรณาการ) ที่ทำอยู่ ความหมายของชีวิตกับงานสอดคล้องกันหรือไม่ งานที่ทำมีความหมายอย่างไรต่อสังคมที่เกื้อกูลชีวิตของเรา

การพบความหมายในชีวิตและดำเนินชีวิตตามความหมายนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เพียงต่อตัวเราเอง แต่ต่อสังคมด้วย โดยเฉพาะสังคมไทยในเวลานี้ ที่เต็มไปด้วยวิกฤตนานา เมื่อเราพบความหมายภายใน เราจะพบกับความปิติใจ เกิดพลังความมุ่งมั่นในการดำเนินชีวิต และนำพลังนั้นออกมารับใช้สังคม ความปิติใจและพลังของบุคคลแต่ละคนนั่นเองคือพลังของสังคม

ในโลกยุคกดปุ่ม ผู้คนมักแสวงหาเทคนิควิธีที่ง่ายและเร็ว เพื่อแก้ปัญหาหรือทำเรื่องต่าง ๆ ให้ทันใจ ทว่าหลายเรื่องในชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ตามใจเรา และไม่มีสูตรสำเร็จ หลักสูตรเวทีเรียนรู้บูรณาการจึงไม่เน้นเทคนิคและวิธีการ (know-how) แต่เน้นหลักคิด (know-why) เพื่อให้เรานำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนอยู่เสมอ สิ่งที่อาจารย์ชัยวัฒน์เน้นมากในหลักสูตรการอบรม คือ ปรัชญาและชีวิตวิถีบูรณาการ

ปรัชญา คือ แก่นความรู้ หลักความจริงอันเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตและทำงาน ทั้งในส่วนบุคคลและการอยู่ร่วมกันในสังคม

เมื่อเราน้อมนำหลักปรัชญามาปฏิบัติ เราก็จะเข้าใกล้ เข้าถึงแก่นความจริงของปรัชญานั้น ๆ อย่างปรัชญาพุทธศาสนาให้หลักความจริงของธรรมชาติ ซึ่งหากเรานำไปปฏิบัติ ก็จะเข้าถึงวิถีแห่งพุทธะขึ้นไปเป็นลำดับ หลักปรัชญเต๋าให้แนวทางที่เราจะนำไปประยุกต์ในชีวิตเพื่อเข้าถึงสภาวะแห่งเต๋า คือ ความสมดุลกลมกลืนกับโลก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แนวคิดหลักการดำเนินชีวิต ที่จะสร้างความมั่นคงและการพึ่งพาตัวเองได้ให้กับผู้ที่น้อมปรัชญานี้ไปปฏิบัติ —ปรัชญาทั้งหลายจึงเป็นหลักแห่งปฏิบัติการ มากกว่าที่จะเป็นหลักให้เราพูดคุย ถกเถียง

ในบทนี้ เราพยายามทำความเข้าใจปรัชญาพื้นฐานของการบูรณาการ ด้วยเชื่อว่า เมื่อเราเข้าใจหลักปรัชญา เราจะเห็นแนวทาง วิถีปฏิบัติที่จะพาเราสร้างสรรค์งานเชิงบูรณาการได้สมตรงตามความหมายและเป้าหมายที่ตั้งใจ

การทำความเข้าในปรัชญาบูรณาการสัมพันธ์กับวิธีที่เรามองโลก (โลกทัศน์) ด้วย เมื่อเราพูดว่า “เราต้องบูรณาการกัน” จินตภาพของโลกการบูรณาการของเราเป็นอย่างไร ในบทนี้ เราจะสำรวจโลกทัศน์ภายในทั้งของบุคคล และสังคมว่า เรามีโลกทัศน์ในการมองสิ่งต่าง ๆ อย่างไร และโลกทัศน์ที่เป็นเหมือนแว่นตาส่องมองสิ่งต่าง ๆ ที่เราสวมอยู่นั้น เอื้อต่อการทำงานเชิงบูรณาการหรือไม่ เพียงใด — หรือเราต้องเปลี่ยนแว่นใหม่ ?

การงานต่าง ๆ เกิดขึ้นจากมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้ปฏิบัติการงานต่าง ๆ ดังนั้น การงานจะมีคุณภาพ เกิดผลสมดังที่ปรารถนาหรือไม่ ก็ขึ้นกับศักยภาพและสภาวะความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ทำการงานนั้น ๆ ศักยภาพและสภาวะที่เราพูดถึงในที่นี้ คือ ภาวะความเป็นผู้นำ ยิ่งมนุษย์มีภาวะผู้นำลึกซึ้งเท่าไร ภาวะการนำก็จะยิ่งกว้างขวางและสร้างผลสะเทือนกว้างไกลเท่านั้น

ภาวะผู้นำบนวิถีบูรณาการที่มีชีวิต ที่เราหมายถึง คือ ผู้นำที่นำความเจริญงอกงามสู่ชีวิตตนเองและผู้อื่น ผู้ที่สามารถประสานรอยร้าวและปลูกรักในใจผู้คน ให้ร่วมกันทำในสิ่งที่มีความหมายต่อส่วนรวม และที่สุดของภาวะผู้นำ คือ ความเป็มมนุษย์ที่แท้

เราทุกคนมีศักยภาพในการเป็นผู้นำ (มนุษย์ที่แท้) เพราะผู้นำที่แท้ที่กล่าวไปนั้น ไม่ได้ติดอยู่กับยศ ตำแหน่ง เครื่องแบบใด ๆ ไม่เกี่ยวกับเงินในธนาคาร อำนาจหน้าที่จากองค์กรสถาบัน ไม่ต้องติดอาวุธ เราเป็นผู้นำได้ด้วยอำนาจภายในตน ซึ่งก็คือ อำนาจทางใจและจิตวิญญาณ อันได้แก่ เจตจำนงมุ่งมั่นในสิ่งที่เป็นความหมายของชีวิต อำนาจอันเกิดจากการฝึกฝนอบรมตนอยู่เสมอ อำนาจจากปัญญาที่เข้าในโลกและความเป็นจริง และอำนาจของจิตใจที่เสียสละรับใช้ผู้อื่นและรับใช้สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง เช่น พระพุทธเจ้า พระผู้เป็นเจ้า

ในยุคสมัยแห่งความซับซ้อนปั่นป่วนเช่นนี้ สังคมไทยและสังคมโลกยิ่งต้องการผู้นำในลักษณะนี้มากขึ้น และเราทุกคนสามารถเป็นได้ โดยเริ่มจากการนำตัวเอง เชื่อมสัมพันธ์กับผู้ที่อยู่บนหนทางแห่งการฝึกตนด้วยกัน เกิดเป็นเครือข่ายผู้นำผู้สร้างสรรค์คงามเจริญงอกงามให้สังคม

จากหลักปรัชญาบูรณาการ และความเข้าใจภาวะผู้นำ ในส่วน สู่วิถีบูรณาการ : หลักการและทฤษฎีกระบวนการปฏิบัติ เรานำเสนอทฤษฎีกระบวนการบางอย่าง เพื่อให้เป็นเครื่องมือสำหรับการลงมือปฏิบัติการ ซึ่งท่านผู้อ่านอาจลองนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงานได้

บริบทชีวิตและบ้านเมือง มนุษย์อยู่ในกาละและเทศะเสมอ ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราต้องตระหนักเห็นบริบทแวดล้อม และปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกลมกลืนกับบริบทแวดล้อมนั้น ๆ เป็นการบูรณาการตัวเองกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งในบทนี้ เรานำเสนอ หลักคิด และแนวทางประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน เห็นตัวเรา เห็นผู้อื่น เห็นสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มของอนาคต เพื่อที่เราจะได้วางแผนงานบูรณาการ ให้สอดคล้องกับความจำเป็น และความต้องการของชีวิต ท่ามกลางบริบทบ้านเมือง และโลกที่เป็นอยู่ และกำลังจะเป็นไป

การคิดกระบวนระบบ เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานบูรณาการ และการอยู่ในโลกซับซ้อนเป็นพลวัต การคิดกระบวนระบบ ไม่ใช่การคิดเป็นระบบ แบบตรรกะทางคณิตศาสตร์กลไก แต่หมายถึง การคิดจากการเห็น (เรื่องราวต่าง ๆ) ทั้งระบบ เห็นข่ายใยความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมดทั้งสิ้น

บูรณาการเป็นเรื่องการประสาน เชื่อมร้อยสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งต้องอาศัยมุมมองแบบองค์รวม การฝึกคิดแบบกระบวนระบบจะช่วยให้เราเห็นความเป็นเอกภาพของสิ่งต่าง ๆ ที่สัมพันธ์และส่งผลกระทบถึงกันตลอดเวลา เมื่อเราเห็นเส้นใยแห่งความสัมพันธ์นี้ เราย่อมจะมองเห็นทางที่จะเชื่อมโยงกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อรังสรรค์ปรากฎการณ์ที่ปรารถนา หรือตัดทอนบางอย่างที่สร้างวงจรอุบาทว์ในสังคม

การเปลี่ยนแปลง — เวลาที่เรานึกถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม เรามักนึกไปถึงการลงมือทำแบบปะทะกับสิ่งที่เราไม่ชอบใจ เผาผลาญทำลายสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา เปลี่ยนเอาคนหรือระบบที่ไม่เราไม่ชอบออกไป เพื่อจะได้สร้างสิ่งใหม่ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ต้องใช้พลังมาก และผู้ที่เข้มแข็งกว่าย่อมมีโอกาสที่จะชนะ ทว่า ชัยชนะและผลที่เกิดขึ้นก็มักจะไม่ยั่งยืน

ในบทพลังแห่งปฏิบัติการอันนุ่มนวล เราจึงนำเสนอปฏิบัติการเล็ก ๆ ที่มีความหมาย เป็นพลังปฏิบัติการอันนุ่มนวลที่ซึมซาบ หยั่งลึกเข้าไปถึงวิธีคิด วิถีชีวิต สร้างผลสะเทือนยิ่งใหญ่ กว้างไกล และยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในพลังนี้ก็คือพลังการสนทนา

การสนทนาให้เกิดพลังและผลิดอกออกผล (งาน) อาจกล่าวได้ว่า เรื่องนี้เป็นหัวใจของงานบูรณาการเลยก็ว่าได้ งานบูรณาการ คือ งานเชื่อมพลัง เราจะเชื่อมพลังกันได้ เมื่อเราเรียนรู้ที่จะสนทนากันให้ “ได้ใจ” สร้างพลัง นำไปสู่การคิดร่วมกัน และลงมือทำการงานต่าง ๆ ร่วมกัน

ในบทนี้เรานำเสนอกระบวนการจัดประชุมที่จะช่วยสร้างสานพลังใจคน ทักษะสำคัญที่ผู้เข้าร่วมประชุม และผู้นำการประชุม ควรฝึกฝนและตระหนักรู้ในเวลาที่สนทนา รวมถึงการดูแลสนามแห่งพลังของการสนทนาเพื่อหล่อเลี้ยงหัวใจของผู้คน

ทีม ชุมชนและเครือข่ายเรียนรู้และปฏิบัตการ เราอยู่ในโลกแห่งเครือข่าย ที่สิ่งมีชีวิต ในโลกแบบนี้ การจัดการและสั่งการจากศูนย์กลางและใช้มาตรฐานกลาง ไม่อาจรับมือกับปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน แตกต่างหลากหลายในแต่ละพื้นถิ่นได้ หนำซ้ำ ความพยายามที่จะจัดการจากศูนย์กลางแบบเป็นมาตรฐานเดียว จะยิ่งทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอีก

เราต้องเปิดโอกาสให้หน่วยเล็ก ๆ ในสังคม — ชุมชน องค์กร เครือข่าย จังหวัด มีศักยภาพและทักษะในการดูแลตนเองและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเองได้ นอกจากนั้น เนื่องจากโลกโยงใยกันทั้งหมด เหตุการณ์ในท้องที่หนึ่งย่อมมีผลทางใดทางหนึ่งกับพื้นที่อื่น ๆ ด้วย ดังนั้น หน่วยย่อย ๆ ต่าง ๆ ในสังคมต้องสามารถเชื่อมโยงกันได้เป็นเครือข่ายที่มีศัยกภาพ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่เป็นตัวอย่างชัด ที่แต่ละท้องที่ต้องสามารถจัดการพื้นที่ของตัวเองได้ ในขณะเดียวกันก็เชื่อมความร่วมมือประสานกันเพื่อให้รับมือน้ำท่วมร่วมกันด้วย อย่างเป็นเอกภาพ

ชุมชนจัดตั้งและจัดการตัวเองไม่ใช่เรื่องของรูปแบบ ระเบียบกฏหมาย โครงสร้างอาคาร หัวใจของชุมชนจัดตั้งตนเองอยู่ที่ความสามารถของชุมชนและเครือข่ายในการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง ยกระดับการเรียนรู้ของตัวเองได้ สื่อสารข้อมูลความรู้ทั่วถึง รู้สึกเชื่อมโยงและสนิทชิดเชื้อกัน และมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ในบทนี้ เราจึงนำเสนอแนวทางต่าง ๆ ที่จะช่วยบ่มเพาะชุมชนเรียนรู้และปฏิบัติการ

เรารู้ว่าโลกกลม แต่โลกของเรายังแบนอยู่ อย่างไร? เรามักมองเรื่องราวต่าง ๆ อย่างแบน ๆ เป็น 1-2 มิติ เราขาดมิติในการมองให้รอบด้านหลากมิติ ทั้งกว้างและลึก อย่าง เวลาทำงาน เรามักมุ่งที่ผลของงาน จนเสียความสัมพันธ์กับทีมและครอบครัว รวมถึงบั่นทอนสุขภาพตัวเองด้วย หลายคนทำงานเรื่องความสุข บนความทุกข์ของตัวเองและครอบครัว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ เราก็ยังห่างจากวิถีบูรณาการ โมเดล ๓ มิติ ๓ ระดับบูรณาการ จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยเราคิด วางแผน และประเมินผลงานให้รอบด้าน เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์ทั่วกัน ทั้งตัวเรา องค์กร ชุมชนและสังคม

เรามักได้ยินคำว่า “บูรณาการ” จากรัฐ ราชการ คนทำงานในภาคสังคม คำนี้มักถูกยึดโยงกับการทำงาน รูปแบบวิธีปฏิบัติการ ที่ดูเหมือนจะนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหา เช่น บูรณาการการจัดการน้ำ หรือสร้างสรรวิถีอะไรใหม่ ๆ เช่น บูรณาการการศึกษา แต่ลึกไปกว่านั้น เราเห็นหรือไม่ว่า “บูรณาการ” เป็นกระบวนการสร้างทุนทางสังคม

หากเราเข้าใจและปฏิบัติการบูรณาการได้สอดคล้องกับความหมายของปรัชญาบูรณาการแล้ว สังคมจะมีทุนมหาศาล ทุนที่สำคัญ คือ ทุนมนุษย์ที่มีภาวะผู้นำ

การบูรณาการเริ่มจากคนแต่ละคนเข้าถึงศักยภาพภายใน ความหมายของชีวิต ผู้ที่เดินอยู่บนหนทางนี้จะพัฒนาบ่มเพาะความเจริญในตน เกิดภาวะผู้นำที่คิดรับใช้ผู้อื่น สร้างสายสัมพันธ์อันดีในการทำงานร่วมกัน มีความรักเอื้ออาทรต่อกัน เกิดเป็นองค์กร ชุมชน สังคมที่ร่วมมือร่วมใจ และเจริญไปในทิศทางที่มีความหมาย

เราจะมีสังคมที่พัฒนาความฉลาดทั้งในมิติความรู้ อารมณ์ ความเข้าใจสังคม และที่สำคัญ การบูรณาการสูงสุดเข้าไปถึงระดับจิตสำนึกวิญญาณ เป็นทุนทางจิตวิญญาณ ที่พาให้สังคมรอดพ้นวิกฤตต่าง ๆ ที่มีรากเหง้าจากความไม่รู้ ความโกรธ เกลียด และความโลภ

เรามีปรัชญา ความรู้ ทฤษฎีต่าง ๆ มากมาย สิ่งดี ๆ ทั้งหลายจะไม่ช่วยให้ชีวิตและสังคมของเราดีขึ้นเลย หากเราไม่นำความรู้มาสู่การปฏิบัติ ลงมือทำ ฝึกฝนให้เห็นจริงว่า ความรู้เหล่านั้นใช้ได้ และเป็นประโยชน์กับเราจริงหรือไม่

ในบท หนทางแห่งการฝึกตน : ทักษะสำคัญของผู้นำบูรณาการ เราคัดสรรความรู้และทักษะบางอย่างที่เห็นว่า หากทำความเข้าใจและฝึกฝนอย่างเพียงพอแล้ว ก็จะน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เราเข้าสู่วิถีบูรณาการที่มีชีวิต

สิ่งที่นักบูรณาการต้องใส่ใจฝึกฝนที่สุด คือ จิต ฝึกให้มีจิตใจนุ่มนวลควรแก่งาน ให้จิตสงบนิ่งและว่างพอ ที่ความคิดใหม่ ๆ จะผุดพรายขึ้นมาได้

สภาวะจิตเป็นเบื้องต้นและพื้นฐานสำคัญในการประกอบกิจต่าง ๆ ที่ผู้นำบูรณาการต้องฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง การฟัง การสังเกต การครุ่นคิดใคร่ครวญด้วยใจ การตั้งคำถามที่ดี การเล่าเรื่อง การอ่านและการเขียน ท้ายที่สุด สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ วินัยในการฝึกฝนตน วินัยคือการหมั่นฝึกฝนอบรมตนเองนั้น จะเป็นรากฐานให้เกิดความเข้าใจ ความรู้ หรือวิชชาที่ฝังลึกในเนื้อในตัว นั่นเอง

เวทีเรียนรู้บูรณาการไม่ใช่เป็นเพียงการเรียนรู้ภาคทฤษฎี แต่ยังมีการออกแบบให้ผู้ที่สนใจทดลองนำความรู้ไปใช้ในภาคสนามทั้งการงานและชีวิต ใน บทเรียนจากสนามเรียนรู้และทดลองปฏิบัติการบูรณาการ ผู้ประสานงานกลางของภาคเหนือ คือ คุณสุภาพ สิริบรรสพ ได้บอกเล่าแรงบันดาลใจในการเข้าร่วมทำงานกับภาคประชาสังคม ประสบการณ์การเรียนรู้ของเธอร่วมกับคณะทำงานบูรณาการในแต่ละจังหวัด เรื่องราวความสำเร็จ และสิ่งที่ยังคงท้าทายศักยภาพการบูรณาการของพวกเรา

สุดท้าย วิทยากรกระบวนการ อาจารย์ ชัยวัฒน์ ร่วมเหลียวหลังเรียนรู้วิถีบูรณาการ สะท้อนข้อสังเกตจากกระบวนการอบรม และงานในพื้นที่ภาคสนาม ว่ามีอะไรที่เราควรใส่ใจเรียนรู้ ปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มเติม อาทิ ความพิการทางการเรียนรู้ บูรณาการหลักลอย กำแพงแห่งตัวตน ความประมาทกับชีวิต ความคุ้นชินกับวิธีคิดแบบโลกทัศน์ระบบกลไก ฯลฯ

ทั้งวิทยากรกระบวนการ ผู้จดบันทึกและเขียนหนังสือเล่มนี้ ได้ร่วมเดินทางเรียนรู้ ครุ่นคิด และฝึกฝนวิถีบูรณาการ ไปพร้อม ๆ กับผู้เข้าอบรมทุกคน เราตระหนักว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่เรายังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจได้ไม่แจ่มชัดนัก แต่เราไม่หยุดเรียนรู้ ไม่หยุดเฝ้าสังเกต และไม่หยุดฝึกฝนตนเองให้อยู่บนวิถีบูรณาการที่มีชีวิต

เราจึงอยากเชื้อเชิญให้ทุกท่าน ร่วมครุ่นคิด ต่อยอด เพิ่มพูนความเข้าใจ และทดลองปฏิบัติการบูรณาการอย่างมีชีวิตชีวา เพื่อให้เห็นจริงว่า ความรู้เหล่านี้สามารถช่วยเราเปลี่ยนแปลงตัวเอง และสังคมไปในทางสร้างสรรค์ได้จริงหรือไม่ ผลจากการลงมือปฏิบัติจะเป็นข้อพิสูจน์ความรู้ และการเรียนรู้ร่วมกันของพวกเรา


เมล็ดพันธุ์ชีวิตบูรณาการ : คู่มือเรียนรู้และทดลองปฏิบัติการบูรณาการแบบระบบที่มีชีวิต เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะในสังคม

เขียนโดย ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ สุภาพ สิริบรรสพ และกรรณจริยา สุขรุ่ง

ปรับปรุงใหม่ พิมพ์ครั้งที่ 3, พ.ศ. 2555

จำนวน 442 หน้า ราคา 280 บาท

สนับสนุนการพิมพ์โดย สสส.

สนใจ ติดต่อ ประทุมพร อีเมล์ ch_chinchan@hotmail.com หรือโทร 081-8289469

ที่อยู่ 693 อาคารแพทย์แผนไทยชั้น 2 ห้อง 15 ถ.บำรุงเมือง แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบ กทม. 10100

Advertisements
This entry was posted in ล้อมวงอ่าน, Uncategorized and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s