รดน้ำ “เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข” ในใจคน

%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87

เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข โดย ติช นัท ฮันห์

“ เมื่อเธอตกหลุมรักครั้งแรก  และรู้สึกชื่นชอบใครคนหนึ่งมาก ๆ นั่นไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ความรักที่แท้จริงหมายถึง  ความรัก ความเมตตา และความกรุณา  เป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไขใดๆ …การทำให้คนๆ หนึ่งมีความสุขเท่ากับเธอได้เรียนรู้ที่จะแสดงความรักของเธอที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย” (จากหนังสือ หน้า 64)

ปิยนาถ ประยูร

จากจุลสารกล้าฝัน  คอลัมน์บนชั้นหนังสือ เขียนเมื่อปี 2544

ฉันแอบอ่านหนังสือเล่มนี้ในห้องประชุม  ขณะที่ผู้อภิปรายกำลังพูดถึงสิทธิชุมชน  ซึ่งเป็นสิทธิในการตัดสินใจจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรบนผืนแผ่นดินที่เขาอาศัยอยู่  สิทธิในการปกปักรักษาต้นไม้ทุกต้น  สายน้ำทุกสายและผู้คนทุกคนในชุมชนของเขา  ไม่ใช่ว่าเรื่องที่ได้ฟังจะน่าเบื่อ  แต่ฉันรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องการละเมิดสิทธิของชุมชนเหล่านี้  ฉันจึงหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน  “เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข”   เขียนโดยท่าน  ติช นัท ฮันห์  แปลโดย ธีรเดช  อุทัยวิทยารัตน์  เป็นหนึ่งในชุดหนังสือสื่อความคิดของสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง  เป็นหนังสือเล่มเล็ก  ที่ทำให้เรามองสิ่งต่างๆ  ด้วยสติมากขึ้น

ฉันรับรู้เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ ครั้งที่สอง ก่อนที่จะตัดสินใจมอบให้เป็นของขวัญวันแต่งงานของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง  และครั้งนี้ก็มีเพื่อนคนหนึ่งอ่านให้ฟัง  ด้วยน้ำเสียงที่น่าฟัง พร้อมบรรยากาศใต้ร่มไม้ใหญ่  เมื่อครั้งที่ฉันอ่านเองนั้นอาจไม่สามารถคิดตามหรือจินตนาการได้เท่าครั้งนี้  การฟังจึงทำให้ถ้อยคำเหล่านั้นซึมซาบเข้ามาสู่เราในอีกรูปแบบหนึ่ง  เมื่อถึงตอนใดที่ทำให้เราคิดถึงบทเพลงบางเพลง  เราก็จะร่วมกันขับขาน  บางเพลงก็เป็นเพลงที่พวกเราเคยช่วยกันแต่งให้เด็กๆ ร้อง  ทำให้เราได้ค้นพบการรดน้ำเมล็ดพันธ์แห่งความสุขของเราอีกวิธีหนึ่ง

ฉันอยากให้ใครต่อใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้  เพื่อที่เขาจะได้รู้จักวิธีเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความสุข  รดน้ำดูแลให้เติบโตแข็งแรงในจิตสำนึก  อย่างที่ ท่าน ติช นัท ฮันท์ กล่าวว่า

“ จิตสำนึกก็เหมือนกับทุ่งนา หรือผืนดินที่เมล็ดพันธุ์ทุกๆ ชนิด จะถูกหว่านลงไปได้  เช่น เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมาน ความสุข ความสดชื่นรื่นเริง ความเศร้าโศกเสียใจ ความหวาดกลัว ความโกรธ และความหวัง  ส่วน จิตใต้สำนึกนั้นถูกเปรียบเป็นห้องเก็บของซึ่งเต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ของเรา เมื่อใดที่เมล็ดพันธุ์อย่างหนึ่งมาปรากฏขึ้นในจิตสำนึกของเรา  มันจะกลับไปยังห้องเก็บของอย่างมั่นคงแข็งแรงขึ้นเสมอ คุณภาพของเรานั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ในจิตใต้สำนึกของเรา” (จากหนังสือ หน้า 14)

ในแต่ละวันนั้นหากเรารดน้ำเมล็ดพันธุ์ชนิดใด  เมล็ดพันธุ์นั้นก็จะแข็งแรง  หากเราโศกเศร้า เสียใจ โกรธ บ่อยๆ  เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็จะแข็งแรงขึ้น และเมล็ดพันธุ์แห่งความสดชื่น ความสุข ก็จะแคระเกร็นลง  แต่หากมีสติ  ทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น  ใช้ความเอาใจใส่ ความกรุณา ความเป็นอิสระมารักษาเยียวยา เราก็จะได้รับความสดชื่นอีกอย่างหนึ่ง  ในหนังสือนั้นบอกว่า ไม่ใช่ว่าเราจะลืมความทุกข์ หรือละทิ้งปัญหา  แต่หากเรามีสติและเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลง ลงมือแก้ปัญหา  ใช้ความรัก ความอ่อนโยนละมุนละไม  ความทุกข์ทรมานที่เคยมีก็จะลดลง  จนกระทั่งเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขของเราก็จะค่อยๆ เติบโตขึ้น

“การเจริญสตินั้น คือการฝึกฝนความรักนั่นเอง  เพื่อที่จะปลุกสติสำหรับคนที่กำลังจะใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น”   (จากหนังสือ หน้า 36 ) การรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขจึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติต่อตัวเอง  แต่เป็นการปฏิบัติต่อคนอื่นด้วย

“เพื่อที่จะรักอย่างเหมาะสม  เธอต้องมีความเข้าใจ  ความเข้าใจหมายถึงการมองเข้าไปในส่วนลึกของความมืดมน  ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานของอีกฝ่ายหนึ่ง  ถ้าเธอมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้  ยิ่งเธอทำอะไรให้เขามากเท่าไหร่  เขาจะยิ่งทุกข์ทรมานมากขึ้นเท่านั้น  การสร้างสรรค์ความสุขนั้นจึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง” (จากหนังสือหน้า 62 )

การรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขให้ทั้งกับตนเองและผู้อื่นจึงต้องทำด้วยความมีสติ ด้วยความจริงใจ  ฉันคิดว่าเมื่อไหร่ที่เราเสแสร้งเพื่อที่จะทำให้คนอื่นรู้สึกดีนั้น  ทั้งตัวเราเองและคนที่เราอยากให้เขาได้รับความสุขอาจทุกข์ทรมานเช่นเดียวกัน  เพราะฉะนั้นการใช้สติ  และทำสิ่งดีดีต่อกันด้วยความรัก ความเข้าใจ ความปรารถนาดีอย่างจริงใจ  จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน  ถ้าเรามองเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรโน้มนำมาสู่ชีวิตจริงๆ เราก็ต้องให้เวลาในการทำความเข้าใจ

“ เมื่อเธอตกหลุมรักครั้งแรก  และรู้สึกชื่นชอบใครคนหนึ่งมาก ๆ นั่นไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ความรักที่แท้จริงหมายถึง  ความรัก ความเมตตา และความกรุณา  เป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไขใดๆ …การทำให้คนๆ หนึ่งมีความสุขเท่ากับเธอได้เรียนรู้ที่จะแสดงความรักของเธอที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย” (จากหนังสือ หน้า 64)

การที่จะสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในใจของเราเอง  คนที่เรารักและชุมชนของเรา  จึงเป็นการทำให้คนรอบๆ ข้างเราพัฒนาขึ้นมาด้วย  เหมือนกับความสุขที่เกิดขึ้นในใจฉัน เมื่อได้บอกเล่าสิ่งดีๆ ให้หลายๆ คนได้รับรู้  ความสุขเล็กๆ ของฉันก็จะได้ขยายกว้างขึ้น  เป็นการช่วยรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขของทุกๆ คนได้เติบโต แข็งแรง  และความสุขของฉันก็แข็งแรงขึ้นด้วยเช่นกัน

 

เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข

ติช นัท ฮันห์  เขียน

ธีรเดช  อุทัยวิทยารัตน์  แปล

สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง  จัดพิมพ์

64  หน้า  ราคา  25 บาท

 

Posted in ล้อมวงอ่าน, Uncategorized | Tagged , , , , , | Leave a comment

การเดินทางของความเข้าใจ

หลายครั้งในการอบรม เราอาจรู้สึกว่า เข้าใจความรู้ด้วยสมองหรือการคิด บ้างก็อาจจะไม่เข้าใจในสาระหรือทักษะที่ฝึกฝน แต่เมื่อใช้ชีวิตและทำงาน เราจะเจอเรื่องราวที่ทำให้เราประจักษ์และเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้มามากขึ้น อย่างเช่นเรื่องราวการบันทึกการนำความรู้ไปใช้ในการทำงานของครูปิ่นโต เกรียงไกร วิหาร จากโรงเรียนต้นกล้า จ. ระยอง ตามความดังต่อไปนี้

หลังจากที่เข้าร่วมอบรมหลักสูตรที่ 1 ภาวะผู้นำเรียนรู้รวมหมู่ และ หลักสูตรที่ 2 การคิดกระบวนระบบ คุณเกรียงไกร  วิหาร จากทีมโรงเรียนต้นกล้าระยอง ได้ทบทวนและบอกเล่าการนำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปใช้กับการพัฒนาการเรียนรู้ในชุมชนครูและเด็กๆ ที่โรงเรียน โดยขอยกตัวอย่าง 3 เรื่อง ดังนี้

1. การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร จากอ่านหนังสือ อบรมสัมมนา ศึกษาเรียนรู้จากการสนทนาและอินเตอร์เน็ต โดยมีการเรียนรู้ 2 รูปแบบ คือ การเรียนรู้รวมเรื่องเดียวกัน และ  การเรียนรู้ตามความสนใจแล้วนำมาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันในองค์

  • การเรียนรู้รวมเรื่องเดียวกัน เป็นโครงการของโรงเรียน เพื่อให้บุคลากรเรียนรู้เรื่องเดียวกันแล้วนำประเด็นที่ได้มาแบ่งปันตามทัศนะของตนเอง ผลที่เกิดขึ้นคือ เกิดการเรียนรู้ร่วมกันจากมุมสะท้อนที่หลากหลาย
%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%86%e0%b8%9d%e0%b8%99

ครูเมฆฝน กันหาบัว นำเสนอหนังสือ โจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล ในโครงการ Book Club  

การเรียนรู้ตามความสนใจ เป็นโครงการของโรงเรียน เพื่อให้บุคลากรเรียนรู้เรื่องที่ตนเองสนใจแล้วนำมาแบ่งปันเพื่อนในองค์กร ทำให้บุคลกรในองค์กรมีความรู้ใหม่ที่หลากหลาย

บรรยากาศในการแบ่งปัน จะยึดรูปแบบ “การสนทนาให้มีแรงปรารถนา ให้มีวิสัยทัศน์” และ “การสนทนาในการนำไปสู่การตั้งคำถาม ครุ่นคิด ลึกซึ้ง ใคร่ครวญ” วัฒนธรรมการเรียนรู้นี้ ถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในองค์กร บุคลากรมีความภาคภูมิใจในการเรียนรู้และแบ่งปัน  ส่งผลให้บุคลากรมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น เนื่องจากสมาชิกในองค์กรเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมห่อหุ้ม (Container) ที่ดี และส่งผลกระทบถึงกันและกัน

 

a001

เด็กหญิงเทียนหอม อายุ 5 ขวบ ระหว่างเล่นลูกโป่ง

2. เข้าใจ “ดวงตาใหม่”ข้าพเจ้าคิดว่าตนเองมีความกระจ่างในคำว่า “ตาใน” และ “การมองที่มีความลึกซึ้งมากขึ้น”  หลังกลับมาจากอบรมหลักสูตรที่ 2 มีเหตุการณ์ที่ทำให้ข้าพเจ้าปักใจเชื่อว่ามีความลึกซึ้งในการมองมากขึ้น คือ การเล่นลูกโป่งของเด็กๆ โดยปกติผมเคยเห็นเด็กนักเรียนเล่นลูกโป่งมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ได้เห็นอะไรมากนอกจากความสนุกของเขา แต่ครั้งหลังๆ นี้  นอกจากเคยมองเห็นความสนุกของเขาแล้ว ข้าพเจ้ายังมองเห็นว่าในการเล่นนั้น “เด็กกับลูกโป่งมีความเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียว โดยไม่ได้มีส่วนใดแยกออกจากกัน” รวมถึงตัวของข้าพเจ้าเองที่ยืนมองอยู่ก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นนั้นด้วย เหตุการณ์นั้นทำให้ผมเข้าใจ การเชื่อมโยง การเชื่อมความสัมพันธ์ ของตนเอง และระบบมากขึ้น

 

3. หนึ่งในสัญชาตญาณการเรียนรู้ของมนุษย์ จากบทความที่ได้ฟังเรื่องของ “สิทธารถะ” เป็นการสนทนาการเรียนรู้จากสายน้ำการให้

ความสำคัญกับการสอนระหว่างวาสุเทพกับสิทธารถะ ประกอบกับคำพูดของวิทยากร อาจารย์ชัยวัฒ์ ถิระพันธุ์ ที่พูดว่า “คนที่เติบโตมากับสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติจะมีทักษะการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับบุคคลหรือระบบต่างๆ ได้ดีกว่าคนที่เติบเติบในเมือง”

ในฐานะที่ทำงานด้านการศึกษา (ประเภทโรงเรียนสร้างเสริมทักษะชีวิต) ประโยคดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้ามีความมั่นใจและชัดเจนกับสิ่งที่ทำอยู่  คือ เรื่องการส่งเสริมการเรียนรู้โดยนำธรรมชาติเข้ามาเชื่อมโยงเข้ากับการเรียนรู้ให้มากที่สุด

e001

เด็กชายแจสเปอร์ 4 ขวบ และการเรียนรู้แบบบูรณาการจากการเพาะต้นข้าว

วันหนึ่งข้าพเจ้าก็สังเกตเห็นสัญชาตญาณการเรียนรู้ของ “เด็กชายแจสเปอร์”  อายุ 4 ขวบ ทันทีที่เขามองเห็นต้นข้าวที่เคยรถน้ำงอกขึ้น เขาเดินไปอุ้มมันขึ้นมาลูบเบาๆ อย่างทะนุถนอม และ ก้มลงจูบปลายยอดอ่อนของต้นข้าวนับครั้งไม่ถ้วน สักพักคำถามต่างๆ ก็เกิดขึ้นจากเขามากมายระหว่างที่เขายืนถือบัวรถน้ำ คำถามมากมายจะไม่เกิดขึ้น หากการเรียนรู้นั้นไม่มี “การสังเกต” ข้าพเจ้าคิดว่า “การสังเกตเป็นสัญชาตญาณการเรียนรู้แบบใคร่ครวญอย่างหนึ่ง”  ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิด “จิตประณีต” ด้วยเช่นเดียวกัน

— สิ่งที่ครูปื่นโตเล่ามาทำให้เห็นวงจรแห่งการเรียนรู้ลึกซึ้ง ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเรียนรู้ คือ สภาวะจิตที่ละเอียดอ่อน นุ่มนวล จดจ่อเป็นสมาธิ จิตที่มีคุณภาพจะพาให้เราเห็นมากกว่าเดิม ได้ยินมากกว่าเดิม สัมผัสโลกและเข้าใจโลกได้มากกว่าเดิม และสำคัญยิ่งกว่า เราจะเรียนรู้ได้ก็เมื่อเราใส่ใจที่จะนำความรู้ไปทดลองปฏิบัติ ใคร่รวญ ทำความเข้าใจต่อด้วยตัวเอง

Posted in บันทึกการเรียนรู้ และการนำไปใช้ | Tagged , , , , , , , , , | Leave a comment

อาชีพ หรือ พันธกิจแห่งชีวิต

photo-1422665717225-1a37f226c92aบางคนบอกว่า “เขาพิชิตภูเขาได้” ในขณะที่อีกคนอาจบอกว่า “ภูเขาร้องเรียกให้เขาขึ้นไปหา”

คนทั้งสองต่างขึ้นไปอยู่ที่ยอดเขา แต่วิธีที่เขามองตนเองและสิ่งที่เขาทำนั้นต่างกัน (mindset ต่างกัน)

แม่ชีเทเรซาเคยกล่าวว่า สิ่งต่างๆ ที่ตัวท่านทำนั้น เป็นเพราะตัวท่านเป็นดินสอให้พระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า ให้พระผู้เป็นเจ้าเขียนพระประสงค์ผ่านตัวท่านไป หรือนักบุญฟรานซิส แห่งอัสสิซี กล่าวว่า ท่านเป็นเครื่องมือของสันติภาพ หรือ พระอาจารย์พุทธทาสน้อมยอมตนเป็นทาสของพระพุทธเจ้า เป็นต้น

เราจะเลือกมองตัวเองว่าอย่างไร?

“ขอให้เรามองว่า พวกเราเป็นผู้ถูกเลือกให้มาอยู่ในยุคที่ปั่นป่วนนี้ ถูกเลือกให้ทำงานที่เราทำเพื่อดูแลเพื่อนร่วมโลก” อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ กล่าว

สาระในเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงบทความที่อาจารย์เคยส่งให้อ่าน เหตุที่ภาวะการนำของอเมริกาล้มเหลว (Why America’s Leadership Fails) จากเดอะ นิวยอร์ค ไทมส์ (The New York Times) เขียนโดยคอลัมนิสต์นักการศึกษาชื่อดัง เดวิด บรู๊คส์ 

ในบทความชื้นนี้ เดวิด บรู๊คส์ วิเคราะห์ความตกต่ำล้มเหลวของภาวะการนำในการเมืองและระบบการบริหารงานของภาครัฐในอเมริกา ที่มาจากปัญหาเชิงมโนทัศน์ (mindset)

ระบบการเมืองของอเมริกาล้มเหลว ไม่เพียงเพราะการเมืองเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น อีกทั้งชนชั้นนำไม่ยี่หระต่อความเป็นไปในสังคม แต่เดวิด บรู๊คส์ กล่าวว่า ที่สำคัญและลึกซึ้งกว่านั้น คือ คนดีๆ ที่มีความรู้ มีไฟและอุดมการณ์ในการทำงาน เมื่อเข้าไปอยู่ในภาครัฐแล้ว พวกเขารู้สึกถูกมัดตรึงด้วยระบบจนทำให้ความหมายของการดำรงอยู่และการทำงานที่มีอยู่นั้นเหือดหายไป

นักการศึกษา เดวิด บรู๊คส์ ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างคำ 2 คำ ที่เรามักใช้อธิบายถึงสิ่งที่ทำ (ตัวตนของเราด้วย) นั้นคือ คำว่า career ที่ขอแปลว่า อาชีพ กับคำว่า vocation ซึ่งขอแปลว่า พันธกิจของชีวิต หรือ เสียงเรียกจากภายใน (ในหนังสือชื่อ Let your life speak ของ ปาร์คเกอร์ เจ พาล์มเมอร์ นักการศึกษาคนสำคัญ พูดถึงคำว่า vocation ว่ามีรากศัพท์มาจากคำว่า voice แปลว่า เสียง ดังนั้น vocation คือ สิ่งที่เราทำตามเสียงเรียกจากข้างในตน)

เดวิด อธิบายต่อว่า อาชีพ เป็นสิ่งที่เราเลือก คนที่แสวงหาอาชีพจะถามว่า “เราจะหางานที่ดีที่สุดได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะได้ทำงานที่ดี มีอาชีพที่ดี”

ส่วนผู้ที่รู้สึกว่าตนเองถูกเพรียกหาให้รับใช้พันธกิจของชีวิต จะถามว่า “เราจะนำศักยภาพในตัวของเราไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวมได้อย่างไร”

อาชีพการงานคือสิ่งที่เราทำตราบเท่าที่ได้รับผลประโยชน์ที่เราปรารถนา แต่พันธกิจแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่เราตกหลุมรัก มีความเชื่อความศรัทธา และพันธกิจนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างตัวตนและบุคลิกของตัวเรา

พันธกิจของชีวิตเกี่ยวเนื่องกับการยึดถือแนวคิดอุดมการณ์บางอย่าง เป็นสิ่งที่นำความเบิกบานมาให้ในการดำเนินชีวิตตามอุดมการณ์นั้น และไม่ใช่สิ่งที่เราจะทอดทิ้งไปได้ง่ายๆ แม้จะเผชิญกับปัญหาความยากลำบาก

ผู้ที่มีพันธกิจในชีวิตจะมองเป้าหมายในระยะไกล ไม่หวาดหวั่นกับอุปสรรคเบื้องหน้า พวกเขาพร้อมที่จะมอบตนให้กับเป้าหมายด้วยความกล้าหาญและความหวัง

ในขณะที่ผู้ที่ทำงาน (โดยเฉพาะในบทความนี้ที่จะวิพากษ์ผู้ที่ทำงานการเมืองและภาครัฐ) พวกเขาถูกระบบทำให้ลืมอุดมการณ์ และเป้าหมายระยะไกล แต่จะสาละวนกับเป้าหมายระยะใกล้ๆ ปกป้องตัวเอง ซึ่งหลายครั้ง หมายถึงการไม่ทำอะไรใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยความกล้าที่จะแตกต่าง การทำแบบเดิมๆ ที่เป็นๆ มาก็ปลอดภัยดี ไม่เสี่ยง —- สิ่งนี้ เดวิด บรู๊คส์กล่าวว่า เป็นนิสัยเสีย ที่ทำให้ภาวะการนำของประเทศตกต่ำ และหากประเทศจะกลับมามีภาวะการนำอันสง่างามและเจริญก้าวหน้า เราต้องปลุกไฟในหัวใจและวิญญาณของพันธกิจในชีวิตของผู้คน

นิ่ง สงบ แล้วฟังเสียงภายในของคุณ

“เสียงภายในเรียกร้องให้คุณทำอะไร”

“พันธกิจในชีวิตของคุณคืออะไร”   

“คุณจะนำศักยภาพในตัวเองไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวมได้อย่างไร”

Posted in Uncategorized | Tagged , , , , , | Leave a comment

มิตรภาพงอกงาม การงานงอกเงย

13055051_976209939168420_5771178581716726202_oความรู้จากวิชาภาวะผู้นำเรียนรู้รวมหมู่และคิดกระบวนระบบนำไปใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?

คุณมงคล  ปัญญาประชุม ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนล่าง เขียนสะท้อนบางส่วนของเส้นทางการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง

หลังจากผ่านกระบวนการอบรมหลักสูตรที่1  ผมและทีมงานก็กระโจนเข้าสู่โหมดของการทำงานปกติ  งานของเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนล่าง  บทบาทของพวกเราทีมเจ้าหน้าที่ในองค์กรส่วนใหญ่จะอยู่กับการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและขลุกอยู่กับการประชุมเป็นส่วนใหญ่  หลังๆ ผมเริ่มสังเกตเห็นว่า การประชุมหลายครั้งไปไม่ถึงเป้าหมาย  คนมาประชุมก็รู้สึกเบื่อหน่ายไร้ชีวิตชีวา ทุกอย่างดูเร่งรีบไปหมด สถานการณ์แบบนี้ ผมเคยเข้าร่วมประชุมกับเครือข่ายอื่นๆ ในฐานะของผู้เข้าร่วมก็คิดว่ามันอยู่ในภาวะการณ์เดียวกันนี้ จนหลายครั้งที่ผมตั้งคำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้….? แต่พอเข้าร่วมอบรมครั้งแรกอาจารย์ชัยวัฒน์ ท่านพูดถึงเรื่อง  “ ความศักดิ์สิทธิ์”  โดยเฉพาะ ความศักดิ์สิทธิ์ในสภาวะที่เราดำรงอยู่กับปัจจุบันขณะนั้นสำคัญมาก มันเหมือนคำถามที่เมื่อก่อนวิเคราะห์ไปต่างๆ นาๆ ว่าสาเหตุมันเกิดจากอะไรก็ถูกคลี่คลายลงไปด้วยคำว่า “ศักดิ์สิทธิ์”  เพียงคำเดียว

หลังผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 1  ในการจัดวงประชุมหรือพูดคุยกันในเครือข่าย  พวกเราพยายามสร้างความศักดิ์สิทธิ์ในการพูดคุยกัน  โดยใส่ใจในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอนให้มากขึ้น ทำให้การประชุมช้าลงบ้างและรับฟังเจตจำนงและอุดมการณ์ร่วมของเพื่อนร่วมเครือข่าย เปิดพื้นที่ให้แต่ละคนได้พูดถึงอุดมการณ์เบื้องลึกในการทำงาน  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ เพราะตัวแปรเยอะอยู่เหมือนกัน ทั้งเรื่องเทคโนโลยีที่มักดึงความสนใจของทีมงานและคนอบรมอยู่เสมอๆ  ความคุ้นเคยกันของพวกเราที่แทบจะเรียกได้ว่าแค่อ้าปากก็รู้ว่าจะพูดอะไร

พวกเราในบทบาทของคนนำการประชุมเองหลายครั้งก็ต้องทำงานกับตัวเองทั้งภายนอกภายในอยู่ตลอดเวลา  เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และต้องฝึกฝนอย่างหนักรวมถึงทำให้สม่ำเสมอระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาจนมันกลายเป็นนิสัย และกลายเป็นวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรให้ได้ แต่เครื่องมือที่อาจารย์ชัยวัฒน์  ท่านได้มอบให้เราก็เป็นเครื่องมือในการฝึกฝนอย่างดี

สนามพลังแห่งการสนทนาทั้ง 4 ระดับ    การฟังอย่างลึกซึ่งโดยไม่รีบตัดสิน การปล่อยให้วงประชุมได้หยุดนิ่ง 10 30 วินาที  เพื่อให้ผู้ร่วมประชุมได้อยู่กับตัวเองในแต่ละช่วงขณะของการแลกเปลี่ยน ช่วยให้เราเห็นบรรยากาศการพูดคุยที่ลึกซึ้งและเข้าถึงสภาวะภายในบางอย่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ  ซึ่งผมขอเอาประสบการณ์ตรงที่ได้นำเอาความรู้จากหลักสูตรที่ 1 ที่อาจารย์ได้บ่มเพาะมาแบ่งปัน นะครับ

ครั้งนั้นผมและทีมจากเครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานล่าง ได้รับการทาบทามจากหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง  ให้ไปช่วยจัดกระบวนการพูดคุยเพื่อยกระดับการทำงานของพวกเขา  ผู้เข้าร่วมเป็นเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการในสังกัดของหน่วยงาน 22  อำเภอ คนประมาณ 60  คน  ที่มาร่วมประชุม

การประชุมกำหนดไว้ 2 วัน โดยวันแรกให้แต่ละหน่วยงานได้นำเสนอผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา และมีผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลาง 1 ท่านมาให้ข้อเสนอแนะ (โดยวันแรกเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานผู้จัดเป็นผู้ดำเนินการประชุม และพวกผมถูกชวนให้ร่วมสังเกตการณ์ประชุมเพื่อดำเนินการต่อในวันถัดไป)  ตัวแทนหน่วยงานแต่ละอำเภอผลัดเปลี่ยนกันขึ้นนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงาน อำเภอ ละ 20 นาทีและให้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อเสนอแนะ

วันนั้นพวกเรานั่งฟังได้ครึ่งวันก็เริ่มมองหน้ากัน  ความรู้สึกตอนนั้นเริ่มเบื่อกันสุดๆ  พอนำเสนอผ่านไปประมาณ 6-7 กลุ่มข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญก็เริ่มซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีอะไรแปลกใหม่  ยิ่งสร้างความน่าเบื่อในการฟัง (แต่เราก็ฟังกันจนจบ)  การประชุมวันนั้นเลิกตอนสามทุ่ม การประชุมครั้งนั้นทำให้ผมรู้สึกได้ว่าการนั่งฟังการประชุมแบบไร้ชีวิตชีวาแค่เพียง 1 วันนั้น  มันน่าเบื่อและเหนื่อยสุดๆเลยครับ…

   “วิชาความรู้และเครื่องมือที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์ชัยวัฒน์ทั้งหลักสูตรที่ 1 และ 2 หลายอย่างถูกงัดออกมาใช้อย่างเต็มที่  เครื่องมืออย่างเช่น TIME LINE ถูกมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เราเห็นพัฒนาการของขบวนงานของเรา  เห็นรากเหง้าและเป้าหมายข้างหน้าร่วมกัน  การให้ความสำคัญกับการทำงานข้ามเครือข่าย และเห็นจุดร่วม ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนสังคมให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไรโดยเราต่างทำหน้าที่เป็นระบบย่อยในระบบใหญ่  เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมๆ กัน หลายอย่างเรามีความชัดเจนมากขึ้นเพราะการได้ผ่านการพัฒนาจากหลักสูตร Leaders by Heart

วันที่ 2 ของการประชุม วันนี้พวกเราเป็นทีมกระบวนกรที่จัดกระบวนการเอง  เราเริ่มการประชุมโดยการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ในการประชุม  หลังจากที่เริ่มสร้างบรรยากาศให้ทุกอย่างเข้าที่  พวกเราปล่อยให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้นิ่งๆ ประมาณ ห้านาที  และค้นหาคุณค่าหรืออุดมการณ์ในการทำงานในบทบาทที่แต่ละคนได้รับผิดชอบมันอยู่  หลังจากนั้นเราปล่อยให้แต่ละคนได้เล่าสู่เพื่อนในกลุ่มย่อย ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 45 คนได้ฟัง ตลอดการเล่าเราได้ให้สมาชิกในกลุ่มหยุดนิ่งเพื่อเช็คอินเป็นระยะๆ ประมาณ 20 วินาที (ถือเป็นการให้คนเล่าได้เตรียมตัวเล่า และคนฟังได้เตรียมตัวในการฟัง)  และให้แต่ละกลุ่มได้แบ่งปันเรื่องราวที่ฟังให้กับวงใหญ่

ตอนนั้น ผมรู้สึกได้ว่าพวกเขาอยากเล่าเรื่องของตัวเองและอยากแบ่งปันให้เพื่อนๆได้ฟัง และคนเล่าเองก็เล่าอย่างมีความสุข  ซึ่งสังเกตได้จากสีหน้าและแววตา ผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งเพราะในระบบราชการคงไม่ค่อยได้มีใครสนใจเรื่องสภาวะภายในของพวกเขาเท่าไหร่ แต่คงเน้นการทำงานผ่านระบบโครงสร้างเป็นหลัก

ตลอดทั้งวันพวกเราได้ประยุกต์วิชาที่เรียนมาจากอาจารย์ชัยวัฒน์  ผมสมผสานกับความรู้เก่าที่พอมีอยู่ในตัวของพวกเราทำให้การประชุมวันนั้นมันมีชีวิตชีวาและเป็นเวทีการพูดคุยที่ทำให้คนทำงานได้ปรับจูนการทำงานทั้งสภาวะภายในภายนอก จากคนไปสู่เครือข่าย เป็นภาพองค์กร

เวลาเพียง 1 วันที่เราได้รับมอบหมายให้ทำกระบวนการคงน้อยเกินไปที่จะทำให้เราพาเขาไปสู่เป้าหมายที่อยากได้  แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้พวกเขาได้เห็นทิศทางและแนวทางที่จะไปชวนกันคิด และทำงานต่อในอนาคต และพวกผมเองก็เห็นว่าเราทำได้ และเราจะทำได้ดีกว่านี้ถ้าพวกเราหมั่นฝึกฝนจนเกิดเป็นทักษะที่ติดเนื้อติดตัวของเรา

          สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ  ห้องเรียน Leaders by Heart  ทำให้เราเกิดมิตรภาพใหม่ๆ ที่ดีกับพี่ๆคนทำงานทางสังคม เราไปเจอกันที่ไหนก็รับรู้ได้ถึงมิตรภาพที่มีต่อกัน แม้ว่าเราจะเพิ่งเจอกันในห้องเรียนเพียงสองหลักสูตร  แต่เหมือนเรามีมิตรภาพที่ดีต่อกันมายาวนาน มิตรภาพเหล่านี้คือขุมพลังสำคัญที่ช่วยขับและเปลี่ยนแปลงสังคมทีดีได้ในอนาคต

หลังจากที่เราได้เข้ารับการบ่มเพราะวิชาในหลักสูตรที่ 2 “การคิดกระบวนระบบ” สิ่งผมได้เรียนรู้และเป็นประโยชน์มากๆ คือเรื่องการมอง 4 ระดับ ที่ทำให้เราสามารถมองและทำความเข้าใจกับปรากฎกการณ์ที่เกิดขึ้นได้ลึกซึ้ง และเห็นความเชื่อมโยง  เข้าใจถึงความสลับซับซ้อนของบางเหตุการณ์ได้แจ่มชัดขึ้น  เห็นได้ว่าเพียงแค่หนึ่งความเชื่อ (mental models) ก็อาจสร้างระบบหรือโครงสร้างมากมายขึ้นมารองรับ  และสร้างแบบแผนการปฎบัติต่างๆ นาๆ ขึ้นมารับใช้ตัวมันเอง จนทำให้เกิดปรากฎการณ์หรือเหตุการณ์ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน  และไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือเรื่องเลวร้ายทุกอย่างล้วนมีเบื้องหลังความเชื่อของตัวมันเองทั้งนั้น  เพียงแต่เราทำความเข้าใจกับมันได้ลึกซึ้งเพียงใด

อีกประการหนึ่ง ถ้าผมนำเอาหลักการมอง 4 ระดับ  ไปปรับใช้กับการทำงานโดยเฉพาะงานเรื่องการจัดการความรู้  ที่ผมมีโอกาสได้รับมอบหมายจากพี่ๆในสำนักงานให้ทำหน้าที่นี้อยู่บ่อยๆ  ผมมั่นใจอย่างมากว่าการมอง 4 ระดับจะช่วยทำให้ผมมองเห็นเนื้อทองของแท้ในแต่ละเรื่องที่ผมพยายามจะค้นเข้าไปได้ดียิ่งขึ้น

อีกเรื่องที่ผมได้เรียนรู้และเป็นประโยชน์มาก คือการทำให้เห็นว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของหนึ่งระบบ  ที่เชื่อมโยงกับอีกหลายๆ ระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบเล็กหรือระบบใหญ่ หากเราเข้าใจแห่งหนที่ทางที่เราอยู่  อาจจะช่วยให้เราหาจุดคานงัดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ดียิ่งขึ้นได้ดีกว่าที่เราจะทำงานเพียงแค่ทำตามหน้าที่ไปวันๆ

หลังจากที่ผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 2 “การคิดกระบวนระบบ” เครือข่ายองค์กรงดเหล้าได้มีโอกาสในการจัดงานใหญ่ๆ ที่เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายคนทำงานทางสังคมอยู่ 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 คือ มหกรรมสานงานเสริมพลัง 10 ปีขบวนการงดเหล้าภาคอีสานตอนล่าง  (งานใหญ่ไม่ใหญ่ไม่รู้นะครับ แต่คิดดูซิครับแค่ชื่อก็บอกว่างานแบบนี้เพิ่งมีจัดครั้งแรกในรอบ 10 ของเครือข่ายงดเหล้าอีสานล่าง แต่ผมเพิ่งมาทำงานในเครือข่ายงดเหล้าปีนี้ย่างปีที่ 4 นะครับ…)  งานนี้เป็นการรวมเอาบรรดาคนที่ทำงานงดเหล้าและปัจจัยเสี่ยงใน 8 จังหวัดอีสานตอนล่าง  มาร่วมแสดงศักยภาพและหาแนวทางความร่วมมือในการทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต

ครั้งที่ 2 คือ สานงานเสริมพลังเสริมพลังร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ “วัฒนธรรมสร้างปัญญานำพาสุขภาวะคนอีสาน” จัดอยู่ที่จังหวัดของแก่น  ซึ่งเป็นงานที่รวมเอาเครือข่ายทางสังคมทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสานมาเจอกัน  โดยทีมงานของเครือข่ายงดเหล้าได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เป็นหนึ่งในทีมผู้จัดงาน

วิชาความรู้และเครื่องมือที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์ชัยวัฒน์ทั้งหลักสูตรที่ 1 และ 2 หลายอย่างถูกงัดออกมาใช้อย่างเต็มที่  เครื่องมืออย่างเช่น TIME LINE ถูกมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เราเห็นพัฒนาการของขบวนงานของเรา  เห็นรากเหง้า และเป้าหมายข้างหน้าร่วมกัน  การให้ความสำคัญกับการทำงานข้ามเครือข่าย และเห็นจุดร่วม  ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนสังคมให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไรโดยเราต่างทำหน้าที่เป็นระบบย่อยในระบบใหญ่  เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมๆกัน  หลายอย่างเรามีความชัดเจนมากขึ้นเพราะการได้ผ่านการพัฒนาจากหลักสูตร Leaders by Heart

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ  ห้องเรียน Leaders by Heart  ทำให้เราเกิดมิตรภาพใหม่ๆที่ดีกับพี่ๆคนทำงานทางสังคม  เราไปเจอกันที่ไหนก็รับรู้ได้ถึงมิตรภาพที่มีต่อกัน แม้ว่าเราจะเพิ่งเจอกันในห้องเรียนเพียงสองหลักสูตร  แต่เหมือนเรามีมิตรภาพที่ดีต่อกันมายาวนาน    มิตรภาพเหล่านี้คือขุมพลังสำคัญที่ช่วยขับและเปลี่ยนแปลงสังคมทีดีได้ในอนาคต

Posted in Uncategorized | Leave a comment

คุณสมบัติแห่งภาวะผู้นำ 6 ประการ

 

photo-1433878455169-4698e60005b1ผู้นำเป็นผู้รังสรรค์อนาคต และอนาคตไม่ได้อยู่ภายนอกหรืออยู่ข้างหน้าเรา หากแต่อนาคตอยู่ในหัวใจและชีวิตด้านในของผู้นำเอง เดวิด โบห์ม นักฟิสิกส์ทฤษฎีผู้โด่งดังกล่าวว่า “อนาคตเป็นสิ่งที่เราก่อร่างสร้างขึ้นอยู่ทุกๆ ขณะ”

เราตระหนักหรือไม่ว่า สิ่งที่เราเป็น ทำ และพูด เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตของตัวเราและของโลก

โจเซฟ จาวอสกี้  ผู้เขียนหนังสือ Synchronicity: the Inner Path of Leadership พูดถึงคุณลักษณะแห่งภาวะผู้นำที่จะร้งสรรค์อนาคต 6 ประการ ที่ทุกคนสามารถบ่มเพาะให้มีในตนเอง กล่าวคือ

  • มีเป้าหมายที่ชัดเจน

ผู้นำต้องเดินสู่โลกภายใน ค้นหาเป้าหมายในชีวิตของตนเอง “เรามีชีวิตอยู่ไปทำไม และเพื่อทำอะไร” หลายครั้ง เวลาเราคุยเรื่องเป้าหมาย หลายคนมักสับสนเอาเป้าหมายของงานมาเป็นเป้าหมายชีวิต เช่นเป้าหมายทำให้คนในชุมชนลด เลิกสุรา — เป้าหมายนี้ไม่ผิด แต่เป็นเป้าหมายชีวิตหรือ? เป้าหมายของงานอาจเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายชีวิต ยกตัวอย่างตามข้างต้น ผู้นั้นอาจมีเป้าหมายชีวิตที่ต้องการให้ผู้คนรอบข้างมีความสุข เข้าถึงความสุขแท้ในใจตน ซึ่งหมายถึงมีสุขภาพที่ดี มีความสุขในครอบครัวและชุมชนที่ไม่มีความรุนแรง เศรษฐกิจครัวเรือนดี เป็นต้น และด้วยเป้าหมายนี้ เขา/เธอจึงเลือกทำงานรณรงค์งดเหล้าและมีเป้าหมายในงานเช่นนั้น นอกจากงานงดเหล้า เขา/เธอก็สามารถทำอีกหลายเรื่องหลายอย่างเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายชีวิต

การค้นพบเป้าหมายไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับหลายคนเส้นทางนี้อาจเจ็บปวดเกินกว่าที่จะก้าวไปเสียด้วยซ้ำ ส่วนผู้ที่เริ่มจาริกบนหนทางแล้ว ก็อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อค้นพบเป้าหมายภายใน อย่างไรก็ตาม การพบเป้าหมายที่ชัดเจนจากภายในตน นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่ง

“คุณมีเป้าหมายอะไรในชีวิต มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร” หากยังตอบไม่ได้ หรือยังไม่ชัด ก็ไม่เป็นไร ออกเดินทางเข้าสู่โลกภายใน ค้นหาความหมายและคำตอบต่อไป

  •  มุ่งมั่นตั้งใจ

เมื่อมีเป้าหมายแล้ว การเดินทางสู่เป้าหมายล้วนต้องอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจ อุทิศตนต่อความฝัน ซึ่งผุดขึ้นจากส่วนลึกในความเป็นตัวตนของเรา ดี ฮอค ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของบริษัทวีซ่านานาชาติ เปรียบว่า “เป็นความมุ่งมั่นตั้งใจชนิดที่ต้องทุ่มจ่ายหมดหน้าตักล่วงหน้าเลยทีเดียว”

อย่างไรก็ดี ความมุ่งมั่นตั้งใจเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ จำต้องบวกด้วยการลงมือทำเข้าไปด้วย คือ ต้องตกลงปลงใจที่จะเดินก้าวข้ามพรมแดนที่คุ้นเคยสู่ดินแดนที่ยังไม่รู้จัก (risk zone) ไร้แผนที่ และไม่มีข้อรับประกันใดๆ ว่าจะสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงถอนตัวนับแต่ก้าวแรก แต่หากใครกล้าก้าวเดินไปยังดินแดนที่ไม่คุ้นนี้ มุ่งมั่นสู่เป้าหมาย เขา/เธอก็อาจไปพบสิ่งที่ปรารถนา

เราอาจนึกถึง การเดินทางออกจากพระราชวังของเจ้าชายสิทธัตถะเพื่อแสวงหาความจริงสูงสุด การเดินทางที่ไร้แผนที่ เต็มไปด้วยอุปสรรคท้าทายนานา แต่เมื่อไม่ท้อ ไม่ถอย เจ้าชายก็กลายเป็นพระพุทธเจ้า

คุณมีความมุ่งมั่น ทุ่มเทเพื่อเป้าหมายมากเพียงใด คุณทำอะไรบ้าง แต่ถ้าคุณยังไม่มีความมุ่งมั่นหรืออุทิศตัวต่อเป้าหมายพอ นั่นเป็นเพราะอะไร

  • สดับรับฟัง

photo-1440557958969-404dc361d86f

http://magdeleine.co/browse/

ผู้นำมีความสามารถที่จะรับฟังด้วยความตื่นรู้อย่างกระจ่างชัด ได้ยินเสี้ยวขณะและจังหวะแห่งโอกาสที่ปรากฏ ผู้นำต้องฝึกฝนทักษะการรับฟังอย่าลึกซึ้ง ได้ยินเสียงของสิ่งที่รอคอยจะผุดบังเกิดขึ้นในโลก เพื่อจะได้ร่วมมือกับสิ่งนั้นหรือกระบวนการนั้น เพื่อเข้าไปร่วมกำหนดทิศทางของอนาคตที่กำลังจะมาถึง

เดวิด โบห์ม อธิบายว่า “อนาคตและความจริงบางอย่างในระบบชีวิตก็รอคอยให้เราทำคลอดมันออกมาเหมือนกัน” อธิบายง่ายๆ ได้ว่า ผู้นำมีความสามารถในการอ่านทิศทาง อ่านอนาคต อ่านสิ่งที่กำลังจะเกิด เหมือนขงเบ้งอ่านดินฟ้าอากาศ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การรบ เป็นต้น

นี่เป็นความสามารถที่จะสร้างเงื่อนไขปัจจัยให้เกิด “ปาฏิหาริย์ที่คาดเดาได้” เป็นคุณลักษณะที่ละเอียดอ่อนที่สุดของภาวะผู้นำ ซึ่งผู้นำจะฟังได้อย่างนี้สภาวะภายในใจต้องละเอียดลึกซึ้ง ผ่านการฝึกฝนสภาวะจิตมาอย่างดี

 คุณได้ยินเสียงแห่งอนาคตหรือไม่ อะไรที่รอคอยจะบังเกิดขึ้นในโลก ในงานของคุณ ในตัวคุณเอง คุณฝึกฟังแต่ไหน ฟังตัวคุณเอง ฟังเสียงของผู้คนรอบข้าง ฟังเสียงของธรรมชาติ ฯลฯ

  • ศิโรราบต่อเจตจำนงอันยิ่งใหญ่

การพัฒนาความเป็นผู้นำ คือ การศิโรราบต่อเจตจำนงอันยิ่งใหญ่และให้เจตจำนงนั้นนำทางเราไป การยอมรับเจตจำนงอันยิ่งใหญ่เป็นเรื่องที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะเราหลายคนที่ถูกหล่อหลอมเลี้ยงดูด้วยกระบวนทัศน์แบบตะวันตก ที่เน้นการบังคับควบคุมและเราสั่งการสิ่งต่างๆ หรือความรู้สึกว่า “กูใหญ่ กูแน่” อัตตาคับแก้ว แบบนี้การศิโรราบก็เกิดได้ยาก

การที่จะยอมรับเจตจำนงอันยิ่งใหญ่ได้นั้น เราจำต้องเปิดใจอย่างลึกซึ้งและกล้าที่จะให้เจตจำนงนำทางเราไปข้างหน้า เรายังต้องรอคอยด้วยใจจดจ่อ ในขณะเดียวกันก็ปล่อยวางเพื่อให้เจตจำนงอันยิ่งใหญ่เผยตัวต่อเรา

อย่างไรก็ดี การเปิดใจยอมรับเจตจำนงไม่ได้หมายถึงไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วเจตจำนงจะปรากฏขึ้นเอง จริงๆ แล้ว เราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเพื่อให้เจตจำนงนั้นเปิดเผยออกมา

มีผู้ถามว่า การศิโรราบ กับ ศรัทธา ต่างหรือเหมือนกัน? เป็นคำถามที่น่าสนใจ เราไม่ตอบ แต่ขอให้ผู้อ่านใคร่ครวญด้วยหัวใจว่า เมื่อคุณศิโรราบ กับเมื่อคุณศรัทธา ความรู้สึกข้างใน อาการที่แสดงออกเหมือนหรือต่างกัน ท่านพระอาจารย์พุทธทาสศรัทธา หรือ ศิโรราบ ต่อพระพุทธเจ้า จึงตั้งชื่อตนใหม่ว่า “พุทธทาส” และเมื่อท่านตั้งฉายาให้ตนใหม่แล้ว ท่านดำเนินชีวิตอย่างไร ทำอะไร เพื่ออะไร

  • ลงเล่นในสนามเดียวกับผู้อื่น

เมื่อเราค้นพบเป้าหมายชีวิต มุ่งมั่นเดินทางสู่เป้าหมาย ก้าวข้ามธรณีประตูออกจากที่ที่คุ้นเคยสู่เขตแดนแห่งการผจญภัยและความหมาย เรียนรู้ให้เจตจำนงที่ยิ่งใหญ่นำทาง เมื่อนั้น เราจะพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในสนามพลังสนามเดียวกันกับเพื่อนอีกหลายคนที่ร่วมเป้าหมายเดียวกันกับเรา พูดง่ายๆ คือ เราจะพบเพื่อนร่วมทาง ที่เหนี่ยวนำเราไปสู่เป้าหมายอย่างมีพลัง

เดวิด โบห์ม พูดถึงสิ่งนี้ว่าเป็น “สนามพลังของมวลมนุษยชาติ” ความว่าง (อวกาศ) เป็นโลกที่เต็มไปด้วยสื่อเหนี่ยวนำความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ สนามพลังในความหมายนี้ คือ ปัจจัยที่เชื่อมโยงและส่งผลอิทธิพลต่อกัน เราไม่อาจมองเห็นสนามพลังแต่รับรู้ผลสะท้อนของสนามพลังเหล่านี้ได้ สนามพลังเหล่านี้เปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ที่สำคัญ เดวิด โบห์ม เชื่อว่า ความมุ่งมั่นตั้งใจและสิ่งที่เราเป็นส่งผลและอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อสนามพลังเหล่านี้ ดังนั้น เมื่อเราพัฒนาภาวะผู้นำมาถึงระดับนี้ เราจะพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในสนามพลังของคนอื่นๆ ที่ร่วมความหมายและเป้าหมายเดียวกันกับเรา เราไม่ได้ทำอะไรคนเดียวแบบปัจเจกชนอีกต่อไป แต่เราทั้งหมดกำลังทำสิ่งต่าง ๆ ไปในทางเดียวกันตามระบบแห่งอนาคตที่กำลังก่อตัวขึ้น

คุณพอบอกได้ไหมว่า ในเวลานี้ มีใครบ้างที่อยู่ในสนามเดียวกันกับคุณ เขา/เธอร่วมเป้าหมาย ความหมายเดียวกันหรือไม่ และหากคุณรู้สึกว่า มีเพื่อนร่วมสนามเดียวกัน มันมีพลังอย่างไร ผลของการมีเพื่อนในสนามนี้เป็นเช่นไร

  • ประตูที่เปิดออกสู่โอกาสอันมหัศจรรย์

ถึงขั้นนี้ ภาวะปัจจัยและสถานการณ์พร้อมแล้ว ความเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย ในจังหวะที่ใช่ ก็จะทำให้เกิดความมหัศจรรย์นานาประการ นี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะสมบูรณ์ ที่นำสิ่งต่างๆ มารวมกันเข้าอย่างไม่น่าเชื่อ เหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้ ก็จะบังเกิดขึ้นและนำเราไปบนหนทางของเรา

ในห้วงเวลาแบบนี้ เราจะรู้สึกถึงความไหลเลื่อนรอบๆ ตัว สิ่งต่างๆ ดูเหมือนจะเกิดขึ้นได้เอง งานที่เหมือนว่าเราจะต้องใช้ความพยายามและลงแรงอย่างยิ่งยวดเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ กลับทำได้ โดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม คาร์ล ยุง เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Synchronicity” (บางคนอาจเรียกว่า้“ธรรมจัดสรร” — ผู้แปล) โจเซฟ แคมเบล เรียกว่า “พลังผู้ช่วยเหลือเหนือธรรมชาติ” ส่วน บิล มอยเยอร์ส เรียกว่า “การได้รับความช่วยเหลือจากมือที่ซ่อนอยู่”

ไม่ว่าเราจะเรียกสิ่งนี้ว่าอย่างไร ความเลื่อนไหลในห้วงเวลานี้เปิดช่องทางให้คนต่างๆ เดินเข้ามาหาเรา เป็นผู้ที่เราต้องการและจำเป็นที่จะช่วยทำให้ฝันของเราเป็นจริงขึ้นมา แม้สิ่งที่ผมกล่าวไปนั้นจะยังอยู่ในช่วงก่อร่างทางความคิด หากความคิดเหล่านี้ก็ช่วยพัฒนากรอบความเข้าใจธรรมชาติของผู้นำสรรสร้างอนาคต

ข้อเขียนนี้มีบางส่วนที่ผู้เขียนเสริมเติมเข้ามาเพื่ออธิบายขยายความให้ผู้อ่านเข้าใจ แต่ส่วนใหญ๋นำมาจากข้อเขียนของโจเซฟ จาวอสกี้ ผู้เขียนหนังสือ Synchronicity: the Inner Path of Leadership เป็นหนังสือบอกเล่าการเดินทางด้านในของผู้นำ ในอันที่จะหยั่งลึกถึงความจริงและพัฒนาศักยภาพในการสร้างสรรค์อนาคต

 

Posted in ผลึกความเข้าใจจาการอบรม, Uncategorized | Tagged , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

เมื่อตัวเราเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยน

เมื่อเรามีสติ ใส่ใจสัมพันธ์กับผู้คนตรงหน้า การสนทนาก็ดีขึ้นและส่งผลกับประสิทธิภาพของงาน นี่คือสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งจากบันทึกเส้นทางการเรียนรู้ของคุณกฤดาญชลี เพ็ญภาค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

สปสช

ทีม สปสช. กำลังช่วยกันทำแบบฝึกหัดเรื่องเส้นแห่งกาลเวลาเพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวขององค์กรและบริบทสังคมที่เกี่ยวข้องกับงานขององค์กร

ทีมงาน สปสช. ( 5 คน) มีข้อสรุปว่าจะใช้วิธีการ สนทนาโดยเลือกเป้าหมายการสนทนาให้เห็นภาพใหญ่ทั้งหมดที่สัมพันธ์กับงาน โครงการ แผนงาน องค์กรของเรา (เห็น big picture) ซึ่งแต่ละคนจะมีเวทีประชุมจัดทำยุทธศาสตร์ปี 2560- 2564 ขององค์กรแบบไต่ระดับ พวกเราในทีมจะได้ทำในระดับของสำนักที่แต่ละท่านสังกัดอยู่ โดยเลือกใช้รูปแบบวิธีที่ 1 (สนทนาให้มีแรงปรารถนา) และเลือกใช้วิธีที่ 4 (สนทนานำไปสู่การตั้งคำถามและใคร่ครวญให้ลึกซึ้ง) มาปรับใช้เป็นกระบวนการการทำงานร่วมกัน

อนึ่ง ในช่วงการปฏิบัติงานแต่ละวัน แต่ละเดือน ข้าพเจ้าจะมีวงสนทนาระหว่างทีมงานในสำนักอยู่เป็นประจำทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งสามารถนำหลักการ วิธีการที่ได้เรียนรู้การสนทนา นำไปปรับใช้ได้ทุกวัน นอกจากนี้ยังได้นำวิธีการฟัง การครุ่นคิด การนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริง ( I statement) แลกเปลี่ยนความเห็นและมีข้อเสนอในวงประชุมมากขึ้น และตั้งใจฟังคนอื่นมากขึ้น โดยใช้หลักของการวางตัวเป็นกลางและไม่กล่าวโทษผู้อื่น โดยไม่มีข้อมูลที่เป็นจริง หรือจะฟังอย่างนิ่ง โดยไม่แสดงความเห็นคิดหรือกล่าวโทษใคร

จากที่ลองฝึกปฏิบัติตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้ง ทำให้การสนทนาระหว่างทีมงานมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้น บรรยายกาศในวงประชุมทุกเดือน สนุกสนาน ผ่อนคลาย ตั้งใจ ตอบสนองการพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็นได้ตั้งแต่ระดับปฏิบัติงาน (ข้าพเจ้า) กับผู้บริหาร ยกตัวอย่างเช่น ข้าพเจ้าจะวางทุกสิ่งไว้ก่อน และสนใจฟังทีมงาน สายตาประสานเพื่อให้คู่สนทนารับทราบว่าเรื่องที่นำมาพูดคุยกับข้าพเจ้านั้น เป็นหัวข้อสำคัญและข้าพเจ้าควรให้ความสำคัญกับคู่สนทนาด้วยการสนใจ และตั้งใจฟัง สนองตอบด้วยการพยักหน้าและตั้งคำถามบ้างในบางครั้ง หรือ หากต้องมีการพิจารณาเรื่องสำคัญ จะพยายามวางตัวเป็นกลางไม่อคติกับบุคคลที่กำลังเสนองาน พิจารณาจากข้อมูลเป็นลำดับแรก เป็นต้น ข้าพเจ้าได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากการได้นำไปปรับใช้ เห็นว่าวงประชุมให้ความสำคัญระหว่างกันมากขึ้น การพูดแทรกระหว่างการประชุมน้อยลง หากต้องการแสดงความคิดเห็น จะยกมือขึ้นมาก่อนทุกครั้งเพื่อให้ประธานประชุมเห็นและอนุญาตให้บุคคลที่ยกมือได้แสดงความเห็นได้

ข้าพเจ้า พบว่าการนำวิธีการเรียนรู้จากหลักสูตรภาวะผู้นำฯ มาปรับใช้ได้ทุกวัน เริ่มต้นจากการปรับสติให้อยู่กับปัจจุบัน มุ่งผลสำเร็จของงาน แต่ต้องมุ่งความสัมพันธ์กับทีมงานในสำนักด้วย การตั้งใจฟัง มองหน้าคู่สนทนา วิเคราะห์อย่างใคร่ครวญและมีสติอยู่กับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงนั้น และนำหัวข้อการสนทนามาปรับปรุง พัฒนาการทำงานให้เกิดผลสำเร็จ ยกเว้นสิ่งที่ได้รับมอบหมายมากเกินกำลังหรือเกินความสามารถของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะใช้วิธีการคือนำหัวข้อ หรือโจทย์งานที่ได้รับไปสนทนาหารือกับผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะกับข้าพเจ้าต่อ พร้อมตั้งคำถามเพื่อการพัฒนางานมากกว่าตั้งปัญหา

หวังในใจลึกๆ ว่า หากทุกคนได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แบบมีสติ ใคร่ครวญไตร่ตรอง สาเหตุและผลที่เกิด ต้องดี เชื่อว่าทุกคนในองค์กรพื้นฐานเป็นคนดีทุกคน แต่ในบางครั้งการทำงานอาจเกิดความขัดแย้งกันบ้าง ไม่เข้าใจกันบ้าง

ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าอีกข้อหนึ่งว่า มองความแตกต่างในแง่ดีถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะความแตกต่างอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ต้องใช้คำพูดเชิงบวก ความขัดแย้งจะน้อยลง ควรทำข้อตกลงที่ตกลงร่วมกันไว้ หากเจอปัญหาต้องพูดคุยกันแบบเห็นหน้า เพราะการสื่อสารแบบไม่เห็นหน้าจะทำให้ปัญหาบานปลายกว่าที่เป็นอยู่ กล่าวขอบคุณบ่อยๆ ที่สำคัญคือ ต้องไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดง่าย เชื่อว่าทุกคนเป็นคนดี เพราะทุกคนอยากเห็นองค์กรบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ที่วางร่วมกันไว้

สุดท้ายนี้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์หลังจากได้เข้าอบรมภาวะผู้นำเรียนรู้หมู่ (Team learning& Mental Model) ข้าพเจ้าหยิบหนังสือมาอ่านมากขึ้น ตั้งเป้าหมายเดือนละ 1 เล่มซึ่งทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ พร้อมนี้ข้าพเจ้าได้เริ่มจดบันทึกตารางงานเรียงลำดับความสำคัญของงานแต่ละวันสิ่งไหนต้องทำก่อนและหลัง.

Posted in บันทึกการเรียนรู้ และการนำไปใช้ | Tagged , , , , , , , , | Leave a comment

องค์กรมีชีวิตด้วยเรื่องเล่า

อีกหนึ่ง…องค์กรเล็กๆที่หัวใจไม่เล็ก..สถาบันอาศรมศิลป์

ภาพและบันทึกการนำความรู้หลังจากการอบรมครั้งที่ ๒ โดย น.ส.กาญจนาถ อุดมสุข

LrMobile2204-2016-10115122540550127จากที่ “ตัวฉัน” นำพาความรู้จากการอบรมเรื่อง การคิดกระบวนระบบ กลับไปใช้กับสถาบันฯ หวังหอบประสบการณ์ที่เจอมากับตัวไปถ่ายทอดกับกลุ่มเพื่อนน้องพี่ที่ทำงานด้วยไฟอันเต็มเปี่ยม

เป็นจังหวะดีที่สัปดาห์นั้น อาศรมฯกำลัง เลือกหากิจกรรมสำหรับกลุ่มพนักงานสำหรับวงสนทนา ชื่อว่า “Meta-skill staff” ที่จัดขึ้นในวันศุกร์อยู่พอดี  โดยทุกทีจะเป็นการเวียนกันนำกิจกรรม โดยสุ่มเลือกและความสมัครใจ

ในครั้งนี้ ฉันจึงอาสาเอง และบอกเป้าหมายว่าต้องการถ่ายทอดสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการไปอบรมภายนอกมาสู่เพื่อน โดยฉันซุ่มออกแบบกิจกรรมที่จะช่วยให้คนมีระบบคิดที่กว้างขึ้น เพื่อให้ทุกคนรู้จักสถาบันฯ มากขึ้นผ่านมุมมองของเพื่อนร่วมงาน ตั้งแต่แม่บ้าน บัญชี เจ้าหน้าที่ ช่าง หัวหน้า ลูกน้อง ปะปนกัน และเลือกใช้เครื่องมือลัด ในเรียนรู้ คือ ฟลิปชาร์ตที่ทีมช่วยกันเขียน Timeline ในการอบรม มาติดไว้บนกระดานเพื่อเรียนรู้ร่วมด้วย พร้อมตั้งชื่อกิจกรรมว่า “เส้นเวลา (Time line)กับการโคจรมาของชาวอาศรมฯ”

ยกเหตุการณ์สำคัญบางช่วงของชีวิต  (ทั้งที่เกี่ยวข้องกับอาศรมฯและชีวิตของตนเอง)

ช่วง 3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นฉันกำลัง……………………   (ราวปี 56-59)

ช่วง 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นฉันกำลัง……………………..  (ราวปี 51-55)

ช่วง 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นฉันกำลัง……………………..(ราวก่อนปี 49-50)

เล่าสั้นๆว่า  : ฉันกำลังทำ(การงาน)อะไร ที่ไหน (ทำงานอาศรมฯรึยัง)

เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง  เรารู้สึกอย่างไรบ้าง)

 

พอวันจริง (๒๗ พค.๕๙) หลังจากเกริ่นจุดประสงค์ของกิจกรรมแล้ว ฉันจึงเริ่มให้ทุกคน  (ราว ๓๑ คน) ทบทวนว่า เราเป็นอะไรมาก่อนที่จะมาอยู่ที่อาศรมฯ อาศรมฯเป็นอย่างไรก่อนที่เราเข้ามาทำงาน  แล้ว “โลกของเรา” กับ “โลกของอาศรมฯ” สัมพันธ์กันอย่างไร โดยทุกคนจะต้องไปยืนตรง “เส้นเวลา” บนพื้นที่ฉันขีดไว้ริมห้องไปจนสุดห้อง มีเส้นเล็กๆขั้นแต่ละช่วง พ.ศ เหมือนก้างปลา ที่แต่ละคนต้องยืนให้ตรงกับพศ. ที่ตนเองเข้ามาทำงานครั้งแรก (สถาบันอาศรมศิลป์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๐เส้นจึงยาวตั้งแต่ปี ๔๐จนถึงปีปัจจุบัน)  พร้อมนำกระดาษรูปคน เขียนชื่อ ที่มีการตอบคำถาม ๓ ข้อ ดังนี้

 

จากนั้นจับคู่คนที่มาทำงานใหม่ที่สุดกับคนเก่าที่สุด คุยกันในหัวข้อข้างต้น ๓ นาทีจึงมานั่งล้อมวง (นั่งพื้น) แลกเปลี่ยนกันในกลุ่มใหญ่

20160715_105451ผลจากกิจกรรม  คนส่วนใหญ่ต่างเล่าเรื่องอย่างมีชีวิตชีวา บางคนบอกว่า ตอนพี่คนนั้นทำงานที่นี่ หนูยังแต่งชุดนักศึกษาไปเรียนบ้าง บางคนพึ่งพบรัก แต่งงาน เรียน มีลูก หรือประสบการณ์ทำงานในที่ต่างๆ  ส่วนคนที่อยู่มานานก็บอกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนทำงานกับอาศรมศิลป์แต่ละช่วง เช่น ตอนเลือกทำเลตั้งสถาบันฯอาศรมศิลป์ครั้งแรก โดยนักการศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิหัวก้าวหน้าที่ต้องการให้เกิดมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมขึ้น

ช่วงวิกฤตน้ำท่วม ที่อาศรมฯจัดตั้งครัวชุมชนขึ้น โดยใช้พื้นที่อาศรมฯและโรงเรียนรุ่งอรุณเป็นแหล่งผลิตอาหารให้ผู้ประสบภัยในที่ต่างๆ และดึงจิตอาสามาช่วยส่งข้าวส่งน้ำในพื้นที่   ขณะเดียวกับพนักงานอาศรมฯต้องช่วยตัวเอง ช่วยองค์กรโดยระดมคนขนย้ายข้าวของสำนักงานหรือหนังสือห้องสมุดไม่ให้เสียหาย โดยสถาบันฯจัดบ้านเช่าให้อยู่ที่อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

ช่วงการเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตร์ที่มุ่งจะพัฒนาครูโรงเรียนรุ่งอรุณให้เติบโตทางวิชาการ โดยครูไม่ต้องขาดการดูแลเด็กในชั้นเรียนสามารถเดินมาเรียนในสถาบันฯ ที่รั้วติดกัน  การพัฒนาสถาปนิกแนวเดิม ให้กลายเป็นสถาปนิกแนวใหม่ที่ทำงานเพื่อชุมชน โดยสร้างสังคมไปด้วยผ่านการกระบวนการมีส่วนร่วมให้ตอบโจทย์ความต้องการและปัญหาของพื้นที่เป็นหลัก ช่วงชุมนุมรัฐประหารที่ทุกคนต้องมาช่วยกันทำกับข้าวเป็นร้อยกล่องเพื่อช่วยเหลือผู้ชุมนุม การนำทีม FA ไปตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อช่วยรับฟังปัญหาของครูและหาแนวทางแก้ไขในระดับนโยบายช่วงปฏิรูปการศึกษา ฯลฯ

นอกจากนั้นจะเป็นบรรยากาศเรื่องการทำงานในแต่ละยุคสมัย ซึ่งตลอดกิจกรรมฉันจะคอยเสริมด้วยการชี้ Timeline บนกระดาน ตั้งคำถาม และให้ข้อมูลประกอบเพื่อเพิ่มความเข้าใจเป็นระยะ

พอถึงช่วยสะท้อนความรู้สึกหลังกิจกรรม  ภาพรวมส่วนใหญ่ชอบกิจกรรมนี้ สนุกสนานกับสถานการณ์ของเพื่อนและขององค์กรคละเคล้ากันไป  อาทิ

“เป็นเวลาสั้นๆที่ได้ประโยชน์มหาศาล”

“ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ อาศรมเราเคยเป็นแบบนี้ ทำอย่างนี้ด้วยเหรอ”

“ได้รู้จักชีวิตเพื่อนมากขึ้น”

“สนุกนะ ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้”

“เราได้ทบทวนชีวิตตัวเอง และได้รู้จักอาศรมในมุมใหม่ๆ”

“ความเป็นอาศรมศิลป์ทำงานเกี่ยวกับเรื่องสังคมมาตลอดเลยนะ”

“พึ่งรู้ว่า สถาบันฯพึ่งเริ่มก่อตั้งและเบ่งบานจากโรงเรียนรุ่งอรุณมาก่อน

“ฯลฯ”

ส่วนตัวฉัน สรุปการเรียนรู้ของตัวเองว่า กิจกรรมนี้ มีความพอดี ไม่มุ่งหวังให้ข้อมูลสถาบันฯ เยอะเกินไป ซึ่งใช้การสลับกับการรับรู้ข้อมูลส่วนตัวของเพื่อนพี่น้อง ที่สร้างความสนุกสนานและเรียนรู้พวกเขาในมุมที่ไม่ค่อยได้รู้จัก สามารถสร้างบรรยากาศให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเห็นภาพชีวิตตนเองคู่ไปกับภาพองค์กรให้ห้วงเวลาเดียวกัน โดยระหว่างที่แต่ละคนออกมาเล่า มันช่วยฉายภาพให้คนที่เข้ามาใหม่ได้รู้จักที่มาที่ไปของสถาบันฯ และ รู้สึกถึงวิถีความเป็นองค์กรนี้ตั้งแต่รากในยุคแรกๆ

ส่วนคนเก่าก็สามารถประติดประต่อเรื่องราวภาพเติบโตขององค์กรได้ชัดขึ้น โดยข้อสรุปเหล่านี้เกิดจากการถามหลายๆคน และพี่คนที่พึ่งเข้ามา ๑ สัปดาห์ก็รู้สึกว่าได้ประโยชน์อย่างยิ่งที่มากกว่าการปฐมนิเทศหรือนั่งอ่านประวัติองค์กร

และหากประมวลเข้ากับทฤษฎีที่เรียน คิดว่ากิจกรรมนี้  ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับเหตุการณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นในอาศรมตลอด ๑๐ ปี เห็นที่มาที่ไป ความเชื่อและจุดยืนขององค์กร ซึ่งพร้อมเผชิญหน้ากับวิกฤตของสังคม โดยเสนอตัวเองออกมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไข และลงมือช่วยเหลือคนในสังคมในทุกเหตุการณ์อย่างไม่ลังเล โดยจัดสรรให้พนักงานมีส่วนร่วมเป็นเบื้องหลังเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะตัวฉัน เห็นความสำคัญของผู้นำทัพกับอุดมการณ์ความมุ่งมั่นเหล่านี้ ฉันเองได้ร่วมกิจกรรม ก็ยิ่งเห็นถึงความกล้าหาญในการลงมือทำของอาจารย์ รศ.ประภาภัทร นิยม และอาจารย์   ธีรพล นิยม บุคคลที่ยืนเคียงข้างสังคม และอาจารย์อาวุโสรุ่นใหญ่ซึ่งเป็นกรรมการสภาฯ อาทิ ศาสตราจารย์ระพี สาคริก เป็นต้น ซึ่งฉันอยากตั้งชื่อองค์กรนี้ว่า “อีกหนึ่ง..องค์กรเล็กๆที่หัวใจไม่เล็ก..สถาบันอาศรมศิลป์”

Posted in บันทึกการเรียนรู้ และการนำไปใช้ | Tagged , , , , , | Leave a comment

หัวใจแห่งภาวะผู้นำ

“อยากให้โลกเป็นอย่างไร จงเป็นคนแบบนั้นก่อน” — มหาตมะ คานธี

_DSC0061-resizeผู้นำ คือ ผู้ที่นำตนเองได้ ตัวตนของเขาและสิ่งที่เขาทำนั้นเองที่จะสร้างผลสะเทือน แรงบันดาลใจให้ผู้อื่นนำตัวเองตามเขาไปด้วย

ผู้นำ มีความมุ่งมั่นตั้งใจ เพียรพยามฝึกฝนตนเองให้มีศักยภาพสูงสุด (personal mastery)  หรืออาจเรียกได้ว่า บ่มเพาะบารมีในตน (perfection) บารมีในที่นี้หมายถึงการเป็นมนุษย์ที่เข้าถึงศักยภาพสูงสุดในตนขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นความหมายอย่างในพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญบารมีมากมาย เช่น การให้ ความเมตตากรุณา ความอดทนอดกลั้น ปัญญา ขันติ เป็นต้น เกิดสภาวะแห่งการตื่น

ปีเตอร์ เซงเก้ ให้คำนิยามถึงภาวะผู้นำพื้นฐานไว้ 2 ประการ คือ

  1. The development and application of self-knowledge พัฒนาความรู้เกี่ยวกับตนเอง 

คือ การรู้จักตัวเองให้ดี รู้ว่า ฉันเป็นใคร จริตนิสัย ข้อดี ข้อด้อย ศักยภาพต่างๆ แล้วพัฒนาศักยภาพในตนให้ยิ่งๆ ขึ้น รู้ว่าจะฝึกฝนตนเองอย่างไร เช่น ตั้งคำถามกับตัวเอง หมั่นสนทนากับตนเองและผู้อื่น เพื่อทำความรู้จักตนเอง เสพสุนทรีย์ในชีวิตบ้าง เช่น ศิลปะ ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ ทำให้รู้จักตนเองให้ดีขึ้น บางคนอาจจะใช้กระบวนการ Nature quest คือการปลีกวิเวกไปในป่า ธรรมชาติ เพื่อค้นพบตัวเอง การเดินทางสู่ความเข้าใจตนและฝึกฝนตนเองมีได้หลายรูปแบบ เราต้องเลิกสิ่งที่เหมาะสมกับจริตนิสัยของตัวเอง

เมื่อรู้ตนแล้ว ผู้นำก็ใช้ตนเป็นด้วย คือ รู้ว่าจะเอาความรู้จักตนเองไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ทำอะไร เพื่ออะไร หรือเพื่อรับใช้เป้าหมาย/ความหมายอะไรในชีวิต

ในระหว่างการดำรงชีวิตและการกระทำใดๆ ก็ต้องมีความรู้เนื้อรู้ตัว (self-awareness) มีสติรู้ตัวเองในการกระทำ/การพูด และในความสัมพันธ์กับผู้อื่น

คุณรู้จักตนเองเพียงใด ลองทบทวนดูว่า ตัวตนของคุณเป็นเช่นใด สิ่งที่ถนัด ข้อดี ข้ออ่อน ฯลฯ แล้วคุณได้ใช้ตนเองเพื่อทำประโยชน์ใดบ้าง เพื่ออะไร คุณมีวิธีการในการฝึกฝนพัฒนาศักยภาพของตนหรือไม่ ทำอะไรและอย่างไร ทำบ่อยแค่ไหน และเห็นพัฒนาการในตนหรือไม่ อย่างไร

Concept of teamwork: Close-Up of hands business team showing un

Concept of teamwork: Close-Up of hands business team showing unity with putting their hands together.

  1. The capacity to clarify and create what is most important in your life มีความสามารถในการทำให้ตนเองกระจ่างว่า เกิดมาทำไม อยู่ไปเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิต

เมื่อกระจ่างแจ้งในตนก็จะมีไฟในหัวใจ มีความกล้าหาญ เสียสละที่จะอุทิศตนเพื่อเป้าหมาย นอกจากความชัดเจนในเป้าหมายของชีวิตแล้ว ผู้นำต้องรู้วิธีที่จะเติมไฟในหัวใจ (aspiration) และหากในการดำเนินชีวิต มีบางช่วงที่ท้อแท้ หมดพลัง เราก็มีความสามารถที่จะฟื้นพลังให้กลับขึ้นมาใหม่ อย่าง ท่านมหาตมะ คานธี เวลาท่านรู้สึกล้า อ่อนแรง ท่านจะอ่านหนังสือ ภควัทคีตา แล้วท่านก็จะมีพลังกลับขึ้นมาอุทิศตนเพื่อเป้าหมายของตนต่อไป

คุณกระจ่างในเป้าหมายชีวิตหรือไม่ เป้าหมายของชีวิตคุณคืออะไร อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต

หากคุณกระจ่างชัดในเป้าหมายของตนเองแล้ว คุณได้ทำให้สิ่งใดบ้าง เพื่อให้ความปรารถนาที่เป็นเป้าหมายนั้นเกิดขึ้นจริงในชีวิต

ในวันนี้ คุณเข้าใกล้เป้าหมายในชีวิตเพียงใด รู้สึกอย่างไร และคิดจะทำอะไรหรือฝึกฝนอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

การที่ใช้ชีวิตอย่างกระจ่างชัดในเป้าหมายแตกต่างอย่างไรหรือไม่กับการใช้ชีวิตโดยไม่ตระหนักถึงเป้าหมายชีวิต

คุณสามารถตั้งคำถามสืบค้นตนเองกับหลัก 2 ประการนี้ไปเรื่อยๆ คำถามที่เราได้ลองชวนคุณครุ่นคิดนั้นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น …. ขอให้คุณเบิกบานกับการรู้จักตนเอง ใช้ตนเองเป็น เพื่อเป้าหมายที่คุณปรารถนา

หมายเหตุ หลายครั้งเวลาที่พูดถึงเป้าหมายในชีวิต เราจะพูดที่เป้าหมายของงานเป็นส่วนใหญ่ อยากให้คุณถามตัวเองอย่างจริงจังและลึกซึ้งว่า คุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร อะไรคือความหมาย/เป้าหมายในชีวิตของคุณ การงานอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเป้าหมายชีวิต แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด หรือบางที หากคุณหาความหมายชีวิตเจอ คุณอาจจะพบว่า งานที่ทำอยู่ยังไม่ตอบโจทย์หรือวิธีการที่ทำงานอยู่นั้นยังไม่ตอบโจทย์ก็ได้

Posted in ผลึกความเข้าใจจาการอบรม, Uncategorized | Tagged , , , , , , , | Leave a comment

คุยแล้วเปลี่ยน ทำอย่างไร?

การสนทนาเป็นกระทำที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ หากเราทำให้การสนทนาของเรามีพลัง เชื่อมความคิดและความสัมพันธ์ของทุกคน การสนทนานั้นก็จะนำไปสู่การลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกัน — นี่คือหัวใจของภาวะผู้นำเรียนรู้รวมสคล ใต้หมู่ที่ผู้เข้าอบรมทุกคนได้รับ

ในข้อเขียนนี้เป็นบันทึกเส้นทางการเรียนรู้ของคุณเจกะพันธ์ พรหมมงคล ที่ได้ทดลองนำกระบวนการ หลักการการสนทนาไปใช้กับงานของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคใต้ตอนบน


“ในการทำงานของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า
ภาคใต้ตอนบน จะมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งจะเป็นช่วงของการเขียนโครงการเพื่อรับงบประมาณสนับสนุนในการทำงาน โดยจะมีแต่ละช่วงคือ ช่วงกำหนดทิศทางการทำโครงการ ช่วงพัฒนาโครงการ ช่วงการสรุปโครงการฉบับสมบูรณ์ และนำเสนอโครงการ โดยในทุกช่วงของการทำโครงการ แน่นอนว่าจำเป็นต้องเกิดวงประชุมขึ้น โดยเฉพาะในปี 2559 ได้มีการประชุมมาแล้ว 3 ครั้ง

ครั้งแรกเกิดก่อนที่จะทีมของเราจะเข้ารับการอบรม และหลังจากที่เราเข้าการอบรมกับอาจารย์ชัยวัฒน์ เราก็มีประชุมกันอีก 2 ครั้ง และยังมีการประชุมในเองอื่นๆ อีก 2 ครั้ง

เราพบว่า หลังจากการเข้าอบรมกับอาจารย์ชัยวัฒน์ การประชุมของเราเปลี่ยนไป

การประชุมครั้งที่ 1 แต่ละคนยังคงวุ่นวายอยู่กับสิ่งเร้าอื่นๆ เช่น โทรศัพท์ การพูดคุยกันเอง ไม่ฟังของคนอื่น  ซึ่งต่างจากการประชุมอีก 2 ครั้ง ที่บรรยากาศในการประชุมเปลี่ยนไป ผู้เข้าร่วมประชุมนิ่งขึ้น ใส่ใจกับวงประชุมมากขึ้นทั้งเรื่องการฟัง การตั้งคำถาม และช่วยกันเสนอแนะ

ทั้งนี้เนื่องจากการประชุม 2 ครั้งหลัง ผู้ที่ผ่านการอบรมชุดวิชา ครั้งที่ 1 มีทั้งหมด 5 คน จากแกนหลักทั้งหมด 9 คน  โดยแยกเป็นศูนย์ภาค 3 คน ประชาคมจังหวัด 2 คนจากทั้งหมด 6 คน ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมอบรม โดยหลังจากการอบรม เราเกิดข้อตกลงร่วมกันว่า จะสร้างการประชุมของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคใต้ตอนบนให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ภายใต้การสร้างข้อตกลงร่วมกัน และเลือกที่จะใช้การสนทนาแบบให้เกิดการครุ่นคิด ใคร่ครวญ และลึกซึ้ง และเน้นการช่วยกันตั้งคำถาม แต่ไม่ให้ใครต้องรู้สึกว่าเป็นผู้ผิด

ในการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ในการประชุม สิ่งที่ดำเนินการคือ การสร้างกติกาหรือข้อตกลงร่วมกัน เช่นการงดใช้โทรศัพท์มือถือ การอยู่ร่วมประชุมครบเวลา และการร่วมคิด ร่วมทำ ไปพร้อมๆกัน ในรูปขบวน และการรักษาเวลาในการประชุม โดยแกนหลักในการประชุมเองก็เกิดการตั้งคำถาม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันทั้งของตนเองและของคนอื่น

ผลสำเร็จจากการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ในการประชุมคือ โครงการของแต่ละจังหวัด มีการออกแบบตามบริบทของตัวเอง มียุทธศาสตร์ของตัวเอง มีกลยุทธ์เฉพาะ มีกิจกรรมที่สอดคล้องกัน และมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน และที่สำคัญ มีการออกแบบงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และสามารถผลักดันให้จังหวัดภูเก็ต ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ประสานงาน โครงการไม่มีประสิทธิภาพ จนเกิดผู้ประสานงานคนใหม่ และมีโครงการรับงบสนับสนุนต่อเนื่อง

โดยสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดผลสำเร็จคือ ผู้ที่เข้าอบรมก็มีความรู้สึกเบื่อกับการประชุมแบบเก่า คือประชุมเพื่อประชุม ไม่ได้ผลลัพธ์หรือเกิดการพัฒนาใดๆ ทั้งสิ้น และมองว่าเสียเวลามากมายไปกับการประชุม แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ หรือมองว่าพูดไปก็ไม่มีใครฟัง ทำให้คุณภาพใหม่ๆไม่เกิดจากการประชุมแบบเดิม

โดยทิศทางต่อไปหลังจากการอบรมในแต่ละครั้ง ผู้ที่เข้าร่วมคงต้องมีการสรุปการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อออกแบบการถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้กับเครือข่าย รวมทั้งการทบทวนข้อตกลงหรือกติกาทุกครั้ง และทำซ้ำๆ จนเกิดความเคยชิน

Posted in บันทึกการเรียนรู้ และการนำไปใช้ | Tagged , , , , , , | Leave a comment

ปิดเครื่องมือสื่อสาร เปิดใจสนทนา

aidsnet2

คุณเพ็ญประภา ปาคำดี กำลังชี้ภาพ stock and flow วิเคราะห์ปัจจัยขององค์กรเอดส์เนทร่วมกับทีม

หลายครั้ง ในเวลาประชุม เราคุยกันผ่านโน๊ตบุ๊ค รับโทรศัพท์บ้าง เช็คไลน์ต่างๆ ที่เข้ามา สิ่งเหล่านี้กลายเป็นกำแพงกั้นระหว่างคนในทีมที่กำลังนั่งอยู่ด้วยกันในที่ประชุม คนที่อยู่ตรงหน้า การสนทนาเช่นนี้บั่นทอนการสื่อจากใจถึงใจในทีมองค์กรไปไม่น้อย และนี่คือสื่งหนึ่งที่เป็นข้อคิดภายหลังการอบรมภาวะเรียนรู้รวมหมู่ จากคุณเพ็ญประภา ปาคำดี มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์ สานักงานภาคอีสาน

“ทีมของเอดส์เนทได้ฝึกการสนทนาแบบใช้ใจในการรับฟัง อาจจะไม่ได้สนทนาในกลุ่มใหญ่ทั้งองค์กร  แต่ใช้ในกลุ่มทีมงานมีขนาดที่เล็กลง เราใช้ใจฟังกันมากขึ้น ไม่ได้เล่นโทรศัพท์มือถือเวลาฟังเพื่อนพูด ทุกคนไม่ได้กางโน๊ตบุ้คปิดกั้นตัวเองจากวงสนทนา

“การฟังด้วยหัวใจ  รับรู้ความคิด อารมณ์ความรู้สึกของทีมงานผ่านสายตา การไม่ตีตรา เปิดใจยอมรับฟังความคิดที่แตกต่างหลากหลาย การให้กำลังใจ โอบอุ้มความรู้สึก เพื่อสร้างพลังภายใน ให้เข้มแข็ง ร่วมหาทางออกในการทำงานร่วมกัน — การสนทนาแบบนี้ทำให้ทีมงานรวมทั้งตัวเองรู้สึกมีพลังภายในในการทำงาน  มีความรักความผูกพันกับทีมงานที่ทำงานด้วย เรารู้สึกว่าเป็นเจ้าของงานร่วมกัน  มีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน อยากร่วมทุกข์ สุข กับทีมงาน เพื่อให้งานที่ทำสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

“ยอมรับว่า บางทีเราก็หลงลืมไปเพราะเราคุ้นชินกับการสนทนาแบบเดิมอยู่ ชินกับการที่ต้องมีเทคโนโลยีอยู่รอบตัว ซึ่งบางทีก็เหมือนปิดกั้นการสนทนากับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งการหาโอกาส  การสร้างพื้นที่การสนทนาและการใคร่ครวญกับทีม จะเริ่มได้จากทีมเล็กที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งได้ลองทำดู เรารู้สึกดีและเกิดแนวคิดใหม่ๆ ที่ค้นพบร่วมกันกับทีม”

Posted in บันทึกการเรียนรู้ และการนำไปใช้ | Tagged , , , , , | Leave a comment