ภาวะผู้นำที่สาน “ความเป็นเรา”

b009เขียนและภาพโดย ครูปิ่นโต เกรียงไกร วิหาร โรงเรียนต้นกล้าระยอง (ข้อเขียนตอนที่ 1 เรื่องการนำความรู้จากการอบรมไปทดลองในพื้นที่ชีวิตและการงาน)

จากการเข้าร่วมอบรม “ภาวะองค์กรผู้นำสมัยใหม่ (Leaders by Heart) ทั้ง 3 ครั้ง  ผมรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงภายในของตัวเอง เช่น ด้านการเรียนรู้จะมีความละเอียดลึกซึ้ง มองเห็นภาพการเชื่อมโยงของเหตุการณ์ที่จะผลกระทบถึงกันในเชิงระบบมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ผมก็แค่ตั้งใจทำงานในส่วนของตัวเองให้สุดความสามารถ เรียนรู้ข่าวสารเฉพาะในแวดวงของอาชีพครู การศึกษา และพัฒนาตนเองเฉพาะที่ผมสนใจให้ลึกซึ้ง  ผมไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องน้ำมัน ขึ้น-ลง ไม่ได้สนใจการเมือง   หรือเรื่องอื่นๆ เพราะคิดว่าบางเรื่องรู้ไปก็เปลือง แต่พอมาคิดแบบเชิงระบบตามที่อบรมมา  ก็จะมองเห็นกลไกเล็กๆ ในภาพใหญ่ว่าจริงๆ แล้ว ทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับผมทั้งระบบ จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง

a004การนำความรู้จากการอบรมเข้ามาใช้ในการทำงานภายในองค์กรของเรา ไม่ใช่เรื่องง่าย  จากคำถามของเพื่อนผู้เข้าร่วมอบรมที่ถามในวงใหญ่ตอน Check out วันกลับ ว่า “เมื่อทุกคนที่เข้าร่วมอบรมบอกว่ามันดี แต่ทำไมเอากลับไปทำที่องค์กรแล้ว หลายคนทำไม่ได้” 

ผมคิดว่า “การเปลี่ยนข้างใน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้ยาก” เราจะนำเอาแต่ “ความรู้” ที่เป็นเอกสารหรือคำพูดที่ได้จากการอบรมเพียงอย่างเดียว มาใช้กับคนทั้งองค์กรไม่ได้  เราต้องจดจำความรู้สึกของเราในวันนั้น แล้วนำ “ความรู้สึก” กลับมาร่วมใช้คู่กันกับความรู้ด้วย เป็นปกติธรรมดาที่ชีวิตจะมีแป๊ก มีเป๋ เหมือนที่อาจารย์ชัยวัฒน์บอก เราจึงมีความจำเป็นต้องทบทวนลมหายใจ  ใคร่ครวญความรู้สึก เพื่อนึกถึงความรู้สึกที่ดีของเราในวันอบรม แล้วนำมาเป็นเครื่องมือในการตั้งเป้าหมายต่อไป

สำหรับผม การนำความรู้เข้ามาใช้ในองค์กร  ผมไม่ได้ใช้วิธีเล่าเรื่องหรือบอกกล่าวทันที  เพราะยังมีสมาชิกองค์กรที่ไม่ได้ไปร่วมเรียนรู้กับเรา  นึกดูสิครับขนาดผมไปนั่งอบรมเอง  ผมยังต้องใช้เวลาในการปรับความเข้าใจ  แต่ผมจะรอให้มีสถานการณ์ตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับทีม  แล้วค่อยยกตัวอย่างชุดความรู้จากการอบรมเข้ามาทดลองใช้  ถ้าสมาชิกได้ทดลองทำแล้วเกิดความรู้สึกดี  ก็จะนำมาใช้และพัฒนากันต่อไป เช่น เรื่อง่ายๆ การ Check in กันก่อนเริ่มกิจกรรม  ก็ขยายผลจากครูไปสู่เด็กในชั้นเรียน ทำให้เกิดบรรยากาศอยากเรียนรู้มากขึ้น

เรื่องการเป็นผู้นำ ผมเริ่มเปลี่ยนจากการบอก เป็นการทำให้เห็นแทน เป็นการชวนทำ ใช้สถานการณ์ บรรยากาศเรียนรู้ เพื่อให้มีพลังของ WE มากขึ้น แม้ในองค์กรจะมีสมาชิกที่มีหน้าที่แตกต่างกันไป ผมจึงคิดว่าองค์กรต้องมีโครงการหรือกิจกรรมที่ทุกคนจะได้ทำร่วมกันบ้าง เช่น

  1. Learning Hour เป็นกิจกรรมที่สมาชิกในองค์กรมาเรียนรู้ร่วมกัน แล้วสะท้อนความคิดกัน จัดทุกวันศุกร์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง a001
  2. Morning Talk  เป็นกิจกรรมที่สมาชิกนำความรู้ที่ตนเองถนัดมาแบ่งปันในรูปแบบการ Talk ให้ทุกคนฟัง จุดประสงค์เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพและการสื่อสาร จัดทุกวันศุกร์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง
  3. Book Club เป็นกิจกรรมที่สมาชิกอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน แล้วนำกลับมาแลกเปลี่ยนกัน เรื่องการอ่านเราต้องการให้เกิดขึ้นกับเด็ก แต่เราต้องทำให้เกิดขึ้นกับครูให้ได้จริงๆ ก่อน ระหว่างที่ทำเราก็ได้ค้นพบว่า การเรียนรู้ร่วมกันทำให้ทุกคนเห็นความแตกต่างและยอมรับว่ามันเรื่องธรรมชาติ บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนนั้นมีประโยชน์มากกว่าเนื้อหาในหนังสือด้วยซ้ำ  โครงการนี้ จัดเดือนละ 1 ครั้ง
  4. Leaders of Learning เป็นกิจกรรมที่ตัวแทนสมาชิกในองค์กร ออกไปอบรม เรียนรู้ข้างนอก แล้วนำกลับมาอบรมต่อให้สมาชิกในองค์กร ทำได้ทั้งแบบบรรยาย และ Workshop

a002

จากตัวอย่างทั้ง 4 กิจกรรม  ผมก็จะนำความรู้  กระบวนการ เครื่องมือ และ รูปแบบ ที่ได้เรียนรู้จากการอบรม Leaders by Heart มาปรับใช้ในกิจกรรม  เช่น การเต้นรำ การร้องเพลงประสานเสียง การฟังเพลง เรียนรู้จากการดูภาพยนตร์ คลิปวีดีโอ แล้วเชื่อมเข้ากับกิจกรรม

หลังจากนั้นสมาชิกที่ได้รับหน้าที่เป็นวิทยากรก็จะเริ่มเรียนรู้กระบวนการ และมีความละเอียดอย่างเป็นธรรมชาติในการเตรียมงาน Present โดยที่ไม่ต้องบอกด้วยคำพูด (แต่ยังไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมด 100% กับสมาชิกในองค์กร แต่เป็นรูปร่างดีขึ้น แบบค่อยเป็นไปครับ)

จากตัวอย่างทั้ง 4 กิจกรรม สมาชิกจะมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง ทำให้สมาชิกมีพื้นที่แสดงศักยภาพ แล้วเราก็จะพบว่า สมาชิกแต่ละคนเขาเกิดมามีพรสวรรค์เพื่อที่ “จะเป็นอะไร” เพื่อที่เราและสมาชิกของเราจะได้รู้ว่า เขาเหมาะที่จะทำอะไร  ดังที่บทความเรื่อง “จิตวิญญาณ และ ความเป็นเรา” ในเอกสารการอบรมพื้นฐานภาวะแห่งผู้นำตอนหนึ่ง “กรีนลีฟบอกว่าเราต้องรู้ว่า  เราต้องการเป็นอะไรให้ได้เสียก่อน ส่วนการจะทำเป็นอะไรนั้นมาทีหลัง”

หลังจากที่สมาชิกได้ร่วมทำกิจกรรมและอยู่ในสภาวะเดียวกัน จึงเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่องค์กรจะพูดถึงเป้าหมายร่วมกัน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ทรงพลังมากที่สุด

a005

 

Posted in บันทึกการเรียนรู้ และการนำไปใช้ | Tagged , , , , , , , , , , , | Leave a comment

คุณค่าชีวิตอยู่ที่ใจเห็น  

 

บันทึกของ Bare-heart journalist  กรรณจริยา สุขรุ่ง

ในวัย 20 ปี จักรพันธ์ พรหมฉลวย เมินมูลค่าที่ดินหลักล้านที่เขาอาจจะได้รับ เพื่อแสวงหาคุณค่าความหมายของแผ่นดินและชีวิต แม้จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเกษตรมาก่อน แต่เขาก็มุ่งมั่นที่จะแปลงที่ดิน 6 ไร่ของบรรพบุรุษ ให้มีคุณค่าสูงสุดเท่าที่เขาจะทำได้

“ถ้าเรามองพื้นที่ที่มูลค่าการขาย จิตใจของเราก็จะโลภ อยากได้เงิน แต่ถ้าเราเห็นคุณค่าของผืนดิน เราก็จะสามารถแปลงมันให้มีคุณค่า ด้วยกิจกรรมที่เราใส่ลงไปในพื้นที่” จักรพันธ์ พรหมฉลวย หรือ เจรจา กล่าว

เจรจาเริ่มลงหน่อความฝันของเขาตั้งแต่ยังเรียนชั้นปีที่ 2 ภาควิชาสังคมวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เขาแปรที่ดินจำนวน 2 ไร่ (จาก 6 ไร่ 2 งาน) ให้เป็นสวนกล้วยน้ำว้า เขาแสวงหาความรู้เรื่องการปลูกกล้วย และวิถีเกษตรกรรมต่างๆ จาก ยูทูป เข้าอบรมตามแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมต่างๆ เข้าหาผู้คนที่จะให้ความรู้กับเขาได้ แล้วลงมือทำ ผ่านการทดลองทำผิดซ้ำๆ จนเกิดความเข้าใจ และทำเป็นและทำได้ จนวันนี้อาจกล่าวได้ว่า เขามีความรู้พอที่จะแบ่งปัน และขยายพันธุ์ความคิดของเขาต่อไป รวมทั้งขยายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกล้วย

“ผมปลูกกล้วยพันธุ์พื้นเมือง กล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่ายที่สุดแล้ว เขาจึงเปรียบกันว่า เรื่องกล้วยๆ” เจรจาหัวเราะ แต่ก็ใช่ว่าจะง่าย  ช่วง 2-3 ปี แรก เจรจาต้องเรียนรู้ อดทน และเฝ้ารอดอกผลของความตั้งใจของเขา “ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ พื้นที่ตรงนี้จะต้องถูกแปลงให้เป็นเงิน ซึ่งเราไม่ยอม ผมจึงพยายามศึกษาค้นคว้า มองปัญหาเป็นความท้าทาย ค่อยๆ แก้ไขกันไป” ท้ายที่สุด สวนกล้วยแห่งนี้ไม่เพียงงอกงามให้รายได้กับเขาเดือนละหลายๆ หมื่น แต่ยังบ่มเพาะตัวเขาให้เติบโตไปด้วยพร้อมๆ กัน

“ตอนแรกที่เริ่มปลูกกล้วย ผมไม่วาดฝันว่าจะเป็นแบบไหน เพียงไม่อยากให้พื้นที่นี้เป็นหญ้ารก เปล่าประโยชน์”

สวนกล้วยยังมีคุณค่าเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้น เมื่อต้นปี 2559 หลังจากได้ปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาที่ภาควิชาสังคมวิทยา เจรจาก็ลงมือแปลงสวนกล้วยของเขาให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกษตร ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมถิ่น

นอกจากสวนกล้วย เขายังอยากปลูกพืชอื่นๆ เช่น ไผ่ ไม้ใหญ่ แปลงผัก ขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ไข่ — ตามแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง “ตั้งแต่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 สวรรคต ผมปลูกต้นไม้ทุกวัน วันละต้นอย่างน้อย” เจรจา กล่าวถึงความตั้งใจที่จะสานพระราชปณิธาน

เจรจาเล่าให้ฟังต่อว่า เขากำลังทดลองน้ำปลีกล้วย เพื่อบำรุงน้ำนมแม่ เขาได้สูตรมาแล้ว แต่ต้องมาทดลองเรียนรู้ให้ได้สูตรที่ใช่และเหมาะกับลิ้นผู้บริโภค ตอนนี้ เขาทดลองตลาดโดยให้เพื่อนๆ ที่มีลูกได้ทดลองชิมฟรีว่าเป็นอย่างไร ซึ่งผลการทดลองผลิตภัณฑ์น้ำปลีบำรุงน้ำนมนี้ดูจะได้ผลดีทีเดียว

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่เจรจาเริ่มลองทำ คือ การทำกระดาษสาจากต้นกล้วย และบางส่วนของต้นกล้วยก็เอามาถักเป็นเสื่อ ซึ่งมีความนุ่มกว่าเสื่อที่พอด้วยวัสดุอื่น และสิ่งที่เขากำลังคิดต่อยอดต่อไป คือ การทำบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากกล้วย

เจรจาไม่ได้เดินทางโดยลำพัง เขามีครอบครัว — ปู่ย่า ที่สนับสนุนความคิด ความฝัน และให้ปัจจัยตั้งต้นกับเขา เจรจามีอาจารย์ที่ปรึกษาในภาควิชาสังคมวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  คือ อาจารย์บุญเชิด หนูอิ่ม, อาจารย์สุภัสตรา เก้าประดิษฐ์ทรัพย์ชูกุล, อาจารย์สุเนตร สุวรรณละออง ที่คอยให้กำลังใจ คำปรึกษาเขาเสมอมา

อาจารย์บุญเชิด หนูอิ่ม เล่าถึงกระบวนการฟูมฟักความฝันของเจรจาว่า “เราให้กำลังใจ สนับสนุน ให้เขา “อดทน เรียนรู้ ไปเรื่อยๆ” ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ การพูดคุยและการถามไถ่กันอยู่เรื่อยๆ เป็นเรื่องสำคัญ เราคอยตั้งคำถามชวนเขาคิดว่า เราจะทำอย่างไรให้คนเห็นว่า สวนนี้มีคุณค่าอย่างไรบ้าง มี impact อย่างไร ให้เทศบาลมาสนับสนุน ขยาย “คุณค่า” ออกไป เวลาเขาคิดจะทำบ้านดิน ก็ชวนคิดว่า จะทำอย่างไรให้เด็กๆ ที่มาร่วมทำบ้านดินได้คุณค่าบางอย่างกลับไป ทุกครั้งเวลาทำกระบวนการเรียนรู้ ให้คุยกันว่า เรียนรู้อะไรจากกระบวนการ ก่อนทำงาน เราจะเช็คอินกัน และเมื่อทำงานเสร็จก็จะถามว่า เป็นอย่างไร เรียนรู้อะไร”

ทีมอาจารย์ไม่เพียงสนับสนุนเจรจาในเรื่องการศึกษาและการทำงานสวนกล้วยของเขา แต่ยังชักนำให้เจรจาเข้ามาร่วมเรียนรู้ด้วยกันในโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในทีม ม. บูรพา (เรียนรุ่นที่ 2) ด้วย เขากล่าวว่า พื้นที่การเรียนรู้นี้เปิดมุมมองของเขา และนำพาเขาให้รู้จักผู้คนหลากหลายที่เขาได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย สานฝันด้านการเกษตรและแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาร่วมกัน นอกจากนั้น กระบวนการของโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ ที่มีการติดตามสนับสนุนการเรียนรู้ (พี่เลี้ยง) ก็ยังมีส่วนช่วยให้เขาได้เติบโต

“ปกติ ผมก็ทำอะไรต่างๆ ที่คิดกับสวนอยู่แล้ว แต่พอมีพี่ๆ ทีมพี่เลี้ยงและอาจารย์มาพูดคุย สนใจ ให้การสนับสนุน แม้จะไม่ได้ให้คำปรึกษาแนะนำเราเป็นประจำนัก แต่มันก็ทำให้เราฮึด เป็นการกระตุ้นให้เราเร่งทำในสิ่งที่คิด รู้สึกมีเพื่อน ทำให้มีแรง กำลังใจทำในสิ่งที่คิดไว้” เจรจากล่าว

“ผมไปการอบรมมาหลายที่ หลายเรื่อง อบรม 2-3 วัน เสร็จแล้ว ก็จบกันไป แต่ในโครงการนี้ เราได้พบเจอกันทุกๆ 3 เดือน เราจะได้ต่อยอดสิ่งที่เราทำมา ต่อยอดความคิดกัน มุมมองของเราเพิ่มมากขึ้น ผมว่า การมีระบบติดตามสนับสนุนเป็นเรื่องสำคัญ มันเป็นการเชื่อมต่อกันระหว่างผู้เข้าอบรมและทีมวิทยากรความรู้ ทำให้เราได้มุมมองต่อยอดจากสิ่งที่เราทำไปเรื่อยๆ”

ปัจจุบัน ในวัย 26 ปี เจรจาได้ลงหลักปักฐานความฝันของเขาแล้ว เขามีรายได้จากสวนกล้วย เป็นอาจารย์พิเศษ ดูแลธุรกิจทางบ้าน และยังไม่หยุดทดลองสิ่งใหม่ๆ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กล้วยของเขาอยู่เสมอ

ติดตามชมบางส่วนของการเดินทางเยี่ยมเยียนสวนเจรจา ตอน 1 และ 2 ได้ ที่ LeadersbyHeart Youtube Channel – พี่เลี้ยงเยี่ยมชมสวนกล้วยของจักรพันธ์ พรหมฉลวย (เจรจา) ในวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ตอนที่ 1 ระหว่างการเยี่มมชม เจรจาได้ชี้ชวนให้ชมผลผลิต พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวแรงบันดาลใจ

 

 

Posted in เยี่ยนเยียนเรียนรู้ | Tagged , , , , , , , , , | Leave a comment

Coaching # 2 หนทางฝึกตนสู่ความเป็นโค้ช

picresize_web-01เขียน :กรรณจริยา สุขรุ่ง  / ภาพ : ปิยนาถ ประยูร

หลักสูตรการอบรม Coaching and Mentoring ไม่ได้สอนเราให้เป็นโค้ชมืออาชีพหรือเป็นอาชีพ แต่เราเรียนการเป็นโค้ชเพื่อทำให้มันเป็นวิถีชีวิตของเรา ที่บำรุงความเจริญงอกงามในตัวเราและผู้อื่นอยู่เสมอ

เราไม่ได้เรียนทฤษฎี เทคนิต วิธีการ หรือเครื่องมืออะไรที่ยุ่งยาก ซับซ้อนแต่อย่างใด แต่เรียนเรื่องเรื่องพื้นฐาน ซึ่งหากเข้าใจและทำได้อย่างลึกซึ้งแล้ว ก็จะพาเราเข้าสู่หนทางของการเป็นโค้ชตามความหมายข้างต้น

สมรรถนะในการมีประสบการณ์ คือ กุญแจดอกสำคัญ

เราพูดกันบ่อยๆ ว่า “เราเรียนรู้จากประสบการณ์” จริงหรือ? ที่คนที่ได้รับประสบการณ์บางอย่าง แล้วเติบโต เรียนรู้ ฉลาดขึ้น? — เราเคยเจอกับเรื่องราวซ้ำๆ วนเวียนในชีวิต ที่ก้าวไม่พ้นหรือไม่ ปัญหาในสังคมที่ยังวนเวียนอยู่นับเป็นสิบๆ ปี บอกอะไรเราบ้างเกี่ยวกับ “ประสบการณ์” และ “ปัญญา”

เคิร์ท ทูลชอลสกี้ (Kurt Tulcholsky) นักเขียน-นักข่าวชาวเยอรมัน เคยกล่าวว่า “ประสบการณ์นะเหรอ? คนบางคนผิดซ้ำซากเป็น 20 ปี” การมีประสบการณ์บางอย่างไม่ได้รับประกันว่า เราได้เรียนรู้แล้ว บางคนมีประสบการณ์เดิมๆ ซ้ำๆ ไม่เรียนรู้ก็เป็นได้ การมีประสบการณ์การอบรมมากมายก็ไม่ได้การันตีว่า คนๆ นั้น “รู้” หรือ เข้าใจสาระในการอบรม

แล้วเราเรียนรู้จากอะไร

ในการอบรมพัฒนาศักยภาพในโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ มักยกคำที่มีผู้อ้างว่า พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ ความว่า “We don’t learn from experience, but by capacity to experience.” แปลว่า “เราไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ หากแต่เรียนรู้จากสมรรถนะในการมีประสบการณ์”

สมรรถนะในการมีประสบการณ์ คืออะไร หมายถึงอะไร

คน 2 คน ที่มีสมรรถนะในการมีประสบการณ์ที่ต่างกัน ทำให้พวกเขาตีความหรือมีประสบการณ์ที่ต่างกัน เรานึกถึง สมรรถนะในการมีประสบการณ์ของเจ้าชายสิทธัตถะก็ได้ เมื่อท่านพบกับการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย หัวจิตหัวใจของท่านก็สั่นไหว ตั้งคำถาม และเดินทางแสวงหาคำตอบอันยิ่งใหญ่ ส่วนพวกเราหลายคนเห็นสิ่งเหล่านี้อยู่ทุกวันในสื่อ แต่ก็ไม่ได้เกิดความตื่นรู้ชนิดพลิกชีวิตจิตใจอะไร

สมรรถนะในการมีประสบการณ์ อยู่ที่ไหน จะทำให้งอกงามได้อย่างไร

พวกเราในการอบรมเดินทางไปกับคำถามและการพยายามเข้าใจ “สมรรถนะในการมีประสบการณ์” ไม่เพียงผ่านการใคร่ครวญ ทวนถามตัวเอง สังเกตตัวเอง สภาวะจิตในประสบการณ์ที่เรากระทำการต่างๆ

ที่ผ่านมา สมรรถนะในการมีประสบการณ์มีความหมายอย่างยิ่งยวดกับการเรียนรู้ และการฝึกฝนวงจรเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและตลอดชีวิต อันประกอบด้วย 1. สติสัมปชัญญะ 2. ความเชื่อและท่าทีที่เรามีต่อโลกภายในและโลกภายนอก 3. ทักษะสำคัญในการเรียนรู้ อาทิ การฟังอย่างลึกซึ้ง การพูดอย่างมีสติรู้ตัว การตั้งคำถาม การใคร่ครวญ ครุ่นคิด เป็นต้น

จิตที่มีสมรรถนะยิ่งๆ ขึ้น จะให้ความหมายกับประสบการณ์ที่เราสัมผัสยิ่งๆ ขึ้นไปตามสมรรถนะของจิต อย่างนั้นใช่หรือไม่

ออตโต ชาร์มเมอร์ กูรูทางด้านการเรียนรู้ ผู้เขียนถึงทฤษฎีตัวยู (U Theory) เขียนว่า “Experience is not what happens to us, but what we do with what happens to us. It is that inner doing, that inner voice, that inner choice.” แปลและขยายความได้ว่า “ประสบการณ์มิได้เป็นแค่เรื่อง “ภายนอก” ที่มากระทบหรือกระทำกับตัวเรา หากแต่ประสบการณ์เป็นเรื่องที่ตัวเรากระทำ หรือ รับมือ กับสิ่งที่มากระทบและกระทำกับตัวเรา ประสบการณ์เป็นการกระทำจากภายใน เป็นเสียงจากภายใน และเป็นการตัดสินใจจากภายในตัวของเราที่จะเลือกรับมือกับอนาคต ที่โถมเข้ามาท้าทายเรา ระลอกแล้วระลอกเล่า”

ผู้เข้าอบรมท่านหนึ่งเสริมความเห็นในเรื่องนี้ โดยอ้างถึงหลักการพัฒนาตนเองแนว ซาเทียร์ ที่พูดว่า ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ตัวปัญหานั้น หากแต่อยู่ที่มุมมอง ท่าที ของเราที่มีต่อสิ่งที่เกิดขึ้น — มุมมองและท่าทีภายในใจของเรานั่นแหละที่จะพาให้เรามีปฏิกิริยา พฤติกรรมออกมา อาจจะสร้างปัญหาเพิ่ม หรือปรับเปลี่ยนสถานการณ์

เรื่องที่มีความหมายต่อการเรียนรู้ การทำงาน การโค้ช แท้จริงแล้วไปเกินเรื่องของเทคนิค วิธี เครื่องมือ แต่เป็นเรื่องของสภาวะจิต สมรรถนะแห่งจิต การบ่มเพาะสติ ความตระหนักรู้ และความใส่ใจ

pic-1“เราจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพภายในตัวเราให้มีสมรรถนะ มีจิตละเอียดอ่อน เพราะการโค้ชผู้อื่น เราต้องจูนตัวเองเข้ากับผู้อื่น เราจะจูนตัวเองเข้าหาผู้อื่นได้ เราต้องละเอียดพอที่จะสัมผัสรับรู้สภาวะของผู้ถูกโค้ช เห็นบริบทแวดล้อม สถานการณ์ เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง” อาจารย์ชัยวัฒน์กล่าว

นอกจากสภาวะจิตแล้ว ภาษากายก็สำคัญต่อการโค้ช  

เอมี่ คัดดี้ Amy Cuddy นักจิตวิทยาสังคม (social psychologist) และอาจารย์คณะบริหารธุรกิจที่ Harvard Business School ประเทศอเมริกา พูดถึงความสำคัญของภาษากายที่ส่งผลต่อสภาวะจิตของตัวเราและผู้อื่นในรายการ Ted Talk  (Your body language shapes who you are)

ภาษาท่าทาง “อวจนภาษา” มีอิทธพลทั้งต่อตัวเราเองและผู้อื่น เป็นการสื่อสารระหว่างตัวเราและผู้อื่น และระหว่างภายในของเราเองด้วย ภาษากายของเรามีผลกับใจของเรา เช่น หากเรารู้สึกหมดพลัง เมื่อเราทำท่าทางบางท่า ก็อาจทำให้เรารู้สึกมีพลังขึ้นได้ ตัวอย่างที่ง่ายๆ อันหนึ่ง คือ การยิ้ม  … ใช่ ลองยิ้ม แล้วสังเกตใจว่าเป็นอย่างไร … นี่คือผลของภาษากายที่มีต่อใจเรา

ในการอบรม อาจารย์มักชวนให้เราสังเกตภาษากายของเราว่าเป็นอย่างไร กำลังบอกอะไรกับเรา และบอกอะไรกับผู้อื่น “ภาษากายของเราจะเป็นพลังที่เราส่งไปให้ผู้อื่นได้ ภาษากายของเราทำให้ผู้อื่นรู้สึกอุ่นใจหรือไม่? รู้สึกไม่ถูกตัดสิน? รู้สึกได้กำลังใจ มั่นใจ? เราต้องฝึกภาษากาย ใช้ให้ถูกต้องและเกิดประโยชน์ พยายามดึงศักยภาพสูงสุดจากตัวตนที่แท้ออกมา เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และขยายพลังบวกออกไป ดังนั้น พยายามสังเกตภาษากายของเราเอง ให้เป็นของจริงที่สัมพันธ์กับตัวเรา (ภายในใจ)” อาจารย์ชัยวัฒน์แนะ

ภาษากายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการฝึกบุคลิกภาพ แต่เป็นการฝึกภาษากายให้เข้าไปสร้างบุคลิกภายในใจ ภาษากายแห่งความมั่นใจ เมตตาเป็นมิตรกับผู้อื่น ให้กำลังใจ เป็นต้น และไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ปฏิสัมพันธ์กับใคร เราก็โค้ชผู้อื่นได้ตลอดเวลา โค้ชด้วยภาษากายและภาษาใจ ก่อนภาษาคำพูดเสียด้วยซ้ำ และแน่นอนว่า (ก่อนจะโค้ชผู้อื่น เราก็ได้โค้ชตัวเองก่อนด้วย)

“เมื่อทำโค้ชชิ่ง ภาษากายของโค้ชเป็นสิ่งสำคัญ การโค้ชเริ่มตั้งแต่การยังไม่ได้พูด หาบรรยากาศ สถานที่ เพื่อให้เรามีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันและกัน และเติบโตไปด้วยกัน” อาจารย์ชัยวัฒน์เสริม

การฝึกสมรรถนะภายในใจ และฝึกภาษากายให้มีส่วนสร้างสมรรถนะในใจ และใจสร้างภาษากาย — เป็นการฝึกที่ไปคู่กัน ด้วยกัน และพร้อมกัน — เรื่องนี้ ในการอบรมภาวะผู้นำกับอาจารย์ชัยวัฒน์ เราได้ฝึกอยู่แล้วในทุกการอบรม ขึ้นกับว่า เราได้ฝึกฝนเรื่องนี้ในชีวิตประจำวันของเราเพียงใด

“Be present รู้เนื้อรู้ตัว กายอยู่ ใจอยู่ ในปัจจุบันขณะ” คำพูดที่อาจารย์ชัยวัฒน์ชวนให้เราฝึกตอนเช้าก่อนเริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้ และฝึกเสสมอๆ ในกระบวนการสนทนาและใคร่ครวญ Be Present!

 

Posted in กิจกรรมเรียนรู้ | Tagged , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

Coaching # 1 “โค้ชชิ่ง” ทำไม? 

pic-1Coaching (โค้ชชิ่ง) เป็นหลักสูตรที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในแวดวงธุรกิจ และยังขยายมายังแวดวงคนทำงานเพื่อสังคมด้วย การโค้ชทางธุรกิจอาจหวังผลที่ประสิทธิภาพของทีมและปัจเจกบุคคลสู่ประสิทธิผลและกำไรสูงสุดขององค์กร แล้วการโค้ชทางสังคมเล่า ทำเพื่ออะไร และทำไม

 “กระบวนการสำคัญในโลกสมัยใหม่ ไม่ใช่เพียงภาวะผู้นำ (Leadership) แต่ต้องขยับขึ้นไปสู่ภาวะการเป็น Stewardship ด้วย คือ ภาวะแห่งผู้พิทักษ์ ผู้คุ้มครอง ผู้อภิบาล ที่ต้องช่วยให้คนอื่นเจริญงอกงามด้วย ซึ่งนั่นก็คือ การโค้ชและการฟูมฟักความเจริญงอกงามในมนุษย์ — องค์กรไหน ชุมชนใด ผู้คนเจริญงอกงาม ก็จะเป็นองค์กรและชุมชนที่ดี” อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ กล่าวถึงความหมายของเวทีการเป็นโค้ชและกัลยาณมิตร (Coaching and Mentoring) ทีผ่านมา

อาจารย์ชัยวัฒน์ยังกล่าวต่อไปด้วยว่า การเป็นโค้ชทางสังคมเป็นเรื่องท้าทายมาก เพราะเรื่องราวทางสังคมมีความซับซ้อนและผันแปรสูง เราอยู่ในยุค Disruptive World ที่เรื่องราวผันแปรปะทุขึ้นอย่างไม่ทันคาดคิด อาทิ ภัยธรรมชาติ ภาวะสงคราม อีกทั้ง Smart technology จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ การโค้ชในภาคสังคมจึงจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรับมือกับสถานการณ์และปัญหาที่เป็นอยู่ และที่จ่อจะเข้ามาเรื่อยๆ อย่างคาดเดาได้ยาก — เราต้องการพลังความสามารถของผู้คนจำนวนมาก Collective Leaders หรือ ผู้นำรวมหมู่ คือ ทุกคนเป็นผู้นำด้วยกัน ในจังหวะ ที่ทางและความถนัดของตน แต่ร่วมมือกัน เพื่อนำความสร้างสรรค์ให้กับสังคม ไม่เพียงภาวะแห่งการเป็นผู้นำรวมหมู่ แต่ผู้นำรวมหมู่นี้ยังต้องเรียนรู้การโค้ชกันและกัน เพื่อให้ทุกคนเจริญงอกงามขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยกัน

“การโค้ช” ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นกระบวนการตามวิถีธรรมชาติความเป็นมนุษย์ ที่ต้องเกื้อกูลกันและกันให้เราทุกคนและสังคมเติบโตไปด้วยกัน

 “หัวใจของการเป็นโค้ช คือ ช่วยเหลือให้ผู้อื่นมีความงอกงาม มีพลังด้านบวก ที่ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ ซึ่งตัวของโค้ชเองต้องฝึกตนเองให้เดินทางภายในให้เจริญงอกงามไปด้วย ยิ่งผู้อื่นเติบโตเราก็เติบโต” อาจารย์ชัยวัฒน์เน้นหัวใจของหลักสูตรการอบรม

การเป็นโค้ชเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ในขณะที่โค้ชผู้อื่น ผู้โค้ชก็จะเจริญเติบโตด้วย โค้ชที่ดีคือ ผู้ให้ — ให้ผู้อื่นมั่นใจตัวเอง มีกำลังใจ ไม่หวั่นไหวกับปัญหา ส่งอิทธิพลและจุดประกายด้านบวกให้ผู้อื่น — ซึ่งหมายถึงว่า เราต้องสามารถสร้างพลังเช่นนั้นในตัวเองได้เช่นกัน

Coaching ตอนต่อไป : หนทางสู่การเข้าถึงการเป็นโค้ชในตัวเรา

Posted in กิจกรรมเรียนรู้ | Tagged , , , , , , , , , | Leave a comment

ทำการบ้าน เพื่อใคร

จากการทำการอบรมมายาวนานและเฝ้าสังเกตการเรียนรู้ของผู้คนในการอบรมอื่นๆ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ พบว่า สิ่งที่ขาดหายไปในกระบวนการเรียนรู้ คือ การหล่อเลี้ยงพลังการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและให้เกิดผลได้จริงในภาคปฏิบัติ — ดังนั้น โครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ จึงออกแบบให้มีระบบการติดตามสนับสนุนการเรียนรู้สำหรับผู้เข้าอบรม โดยทีมที่มีชื่อเล่นว่า “พี่เลี้ยง”

อันที่จริง ความเป็นพี่เลี้ยงไม่ได้หมายความว่า เราเก่งหรือรู้เรื่องงานการของผู้เข้าอบรม แต่พี่เลี้ยงมีหน้าที่สร้างบรรยากาศ ชวนสนทนา ตั้งคำถาม เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเรียนรู้จากตัวเอง จากงานที่ตัวเองทำ จากปฏิสัมพันธ์ในทีมงาน

หนึ่งในงานที่พี่เลี้ยงทำ คือ การตั้งคำถามชวนใคร่ครวญ และถอดบทเรียน

img_1420ท้ายเวทีการอบรมแต่ละครั้ง ทีมพี่เลี้ยงจะมีแบบสอบถามให้ผู้เข้าอบรมประเมินผลการเรียนรู้ และถอดความรู้ด้วยตัวเอง คำถามในการประเมินตนเอง 2 คำถาม มุ่งเน้น

  • ให้ผู้เข้าอบรมทบทวนและเชื่อมโยงความรู้และทักษะที่เรียนว่าเป็นประโยชน์กับชีวิตและงานของตนอย่างไร เห็นโอกาสในการนำเอาความรู้ ทักษะที่ได้จากการอบรมไปใช้ในงานอย่างไรบ้าง
  • ให้ผู้เข้าอบรมสังเกตตัวเองว่า เห็นความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่ตนเองสังเกตเห็นในตัวเอง ในระหว่างการอบรมหรือไม่ เห็นการเปลี่ยนแปลงในความคิด พฤติกรรมของทีมงาน และเพื่อนร่วมเรียนรู้อย่างไร

คำถาม 2 ข้อนี้เป็นไปเพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นตัวเอง เห็นผู้อื่น เห็นความรู้ภายนอก ที่ตัวเองจะนำมาใช้ในตัว และเห็นความรู้ในตัวที่จะนำออกไปใช้ภายนอกได้

นอกจากคำถามท้ายเวทีแล้ว พี่เลี้ยงติดตามดูแลพลังการเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมอบรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนทนากันทางไลน์ (Line) ที่สำคัญ คือ หลังการอบรมราว 4-6 สัปดาห์ ทีมพีเลี้ยงจะส่งคำถามชวนใคร่ครวญเรื่องการนำความรู้ ความเข้าใจที่ได้จากการอบรมว่าไปใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงานอย่างไรบ้าง

ทีมพีเลี้ยงชวนให้ผู้เรียนรู้บันทึกการเรียนรู้ของตัวเองเป็นประจำ หรืออย่างน้อยก็เขียนเมื่อได้รับคำถามชวนคิด ที่หลายคนเรียกว่า “การบ้าน”เรื่องนี้ไม่มีการบังคับ ไม่เป็นกฏหรือกติกาใดๆ แต่ความหมายของการทำเช่นนี้ คือ การเรียนรู้ไปด้วยกัน _DSC0301และเพื่อจะเข้าใจความรู้สึกของผู้เข้าอบรมว่า ระบบการติดตามแบบนี้มีส่วนช่วยให้พวกเขายกระดับการเรียนรู้และการนำความรู้ไปใช้ในการทำงานบ้างหรือไม่ ทีมพี่เลี้ยงโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ได้สัมภาษณ์พิเศษ คุณเสนีย์วรรณ เสนีย์ยุทธ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพเขต 9 

ทีมพี่เลี้ยงถาม : การบ้านที่ทางทีมติดตามสนับสนุนส่งไปหลังจากการอบรมแล้วประมาณ 1 เดือน มีความหมายและความสำคัญสำหรับการเรียนรู้อย่างไรบ้างค่ะ

คุณเสนีย์วรรณ : สิ่งแรก คือ เราเองต้องให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น เมื่อเราให้ความสำคัญ เราก็จะมีเวลาที่จะทำ การทำการบ้าน เป็นการทำให้เราได้กลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่เราได้ผ่านกระบวนการมากมายในห้องเรียน ไม่ว่า จะเป็นการฟัง การมีสติ การสนทนา การชวนคิด การได้เปิดมุมมอง เกิดปัญญาใหม่ๆ แล้ว  การกลับมาทำการบ้าน ก็ทำให้เราได้มองเห็นตัวเองอีกแบบหนึ่ง เหมือนเราได้ยกระดับความคิดของเราขึ้นมาอีก เป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้กับตัวเองอีกขั้นหนึ่ง (Refection on Refection)

ที่จริงแล้วหลังจากที่เราจบการอบรมแต่ละครั้ง ทางทีมงานก็ให้เราสรุปและสะท้อนกระบวนการอบรม ( Refection) อยู่แล้วว่า เราคิดอย่างไร ได้เรียนรู้อะไร เกิดความรู้ความคิดอะไรขึ้นบ้าง

ตอนนั้นเราก็สะท้อนได้ระดับหนึ่ง แต่พอเรากลับมาได้อยู่กับตัวเอง เมื่อช่วงเวลาผ่านไป เราก็ได้กลับมาเห็นตัวเองอีกมุมหนึ่ง การทำการบ้านก็เป็นเหมือนกันได้ทบทวนตัวเอง และได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่กระบวนการครั้งใหม่ด้วย ได้ทบทวนว่า ที่ผ่านมา เราเรียนรู้อะไรมาบ้าง แล้วครั้งใหม่เราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร กับกระบวนการข้างหน้า

 ทีมพี่เลี้ยง : หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมเราจะมีแบบสอบถามให้ผู้เข้าร่วมได้ประเมินการเรียนรู้ของตนเองว่า ได้ประโยชน์ ได้อะไรบ้าง เข้าใจสาระอย่างไร และคิดว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อชีวิตและการทำงานอย่างไร แล้วก็มีสำเนาให้กับทุกคนได้นำกลับบ้าน ได้มีโอกาสนำสิ่งที่เขียนไว้นั้นมาทบทวนด้วยหรือไม่ ก่อนการที่จะตอบคำถามการบ้านที่ทีมงานส่งมาให้

คุณเสนีย์วรรณ : เคยเอามาทบทวนนะ พอเราอ่านแล้ว เราก็สังเกตได้ว่า ในตอนนั้นที่เราตอบไป เราคิดแบบเร็วๆ ก็รู้สึกว่า เราเขียนไปได้อย่างไร ที่จริงเราน่าจะเขียนได้ดีกว่านี้ หรือที่จริงแล้ว เราคิดได้มากกว่าในขณะนั้น นี่คือสิ่งเห็น แล้วเวลาที่เราทำการบ้านเราก็เสริมได้เสริมความคิดเพิ่มเติมหลังจากที่เราได้สะท้อนในห้องเรียน ให้มันสมบูรณ์มากขึ้นตอนที่เราทำการบ้านกลับไปให้

ทีมพี่เลี้ยง : คำถามที่ส่งไปให้ คิดว่ามีส่วนช่วยการเรียนรู้ของเราขนาดไหน หรือมันยาก-ง่าย หรือควรท้าทายกว่านี้ คิดอย่างไรค่ะ

คุณเสนีย์วรรณ : มันไม่ง่าย แต่มันก็ไม่ยาก เพราะที่จริงแล้ว ก็เป็นคำถามที่เราไม่ได้ไปถามใคร แต่เป็นคำถามที่ต้องกลับมาถามกับตัวเราเอง เราตอบคำถามได้ ก็เหมือนเราตอบตัวเราเองได้ (การสนทนากับตัวเอง)  ที่จริงเราไม่ได้ตอบทีมงานหรอก แต่คำถามนั้น เป็นการตั้งคำถาม เพื่อให้เราถามตัวเอง ตอบตัวเอง ว่า คุณได้อะไร  คุณเรียนรู้อะไร คุณพัฒนาอะไร และเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นกับชีวิตคุณ ณ ปัจจุบัน หลังจากที่คุณผ่านกระบวนการอบรมมาเกือบปีแล้ว

ทีมพี่เลี้ยง : ใช้เวลากับการทำการบ้านเยอะไหม

คุณเสนีย์วรรณ :  พอทีมงานส่งแนวคำถามมา พี่ก็เปิดอ่านทันที เพราะอยากรู้ว่า ทีมงานจะถามอะไร เราก็รู้สึกท้าทายระดับหนึ่งว่า ดูซิ รอบนี้ทีมงานอยากรู้อะไร พออ่านแล้ว ก็จะทิ้งช่วงไป พอใกล้ๆ เวลาส่ง ก็คิดว่า ต้องให้เวลากับการทำงานการบ้านแล้วอย่างน้อยๆ วันหรือสองวัน ต้องคิดแล้วว่า เราจะตอบอะไร เราคิดอะไร

ตอนที่ตอบไม่นานคะ แต่ใช้เวลานาน เพื่อที่จะให้ความคิดเราตกผลึกว่า เราเราจะตอบอะไร เพราะเรารู้ว่ามันไม่ใช่แค่ตัวเราเองแล้ว การตอบนี้ ทีมงานอาจจะนำไปใช้ประโยชน์ในการปรับกระบวนการ ทำอย่างไรที่จะเกิดประโยชน์กับทีมงานด้วย ถึงต้องใช้เวลาตกผลึกความคิดนานนิดหนึ่ง แล้วค่อยๆ เขียนออกมา เราอาจจะว่างเอาท์ไลน์ของเราไว้ก่อน แต่ก็รู้ว่า เราจะตอบคำถามอะไร แล้วค่อยใส่รายละเอียดลงไป

Continue reading

Posted in งานพี่เลี้ยง | Tagged , , , , , , , , | Leave a comment

คุยกันเรื่องชีวิตฯ (ตอน 2)

“คุยกันเรื่องชีวิตให้มากกว่าเรื่องงาน” ตอน 2 ใกล้เขามาอีกนิด ศิษย์กับครู  

บรรยากาศการสนทนามีผลอย่างมากต่อผู้ร่วมสนทนา หรืออาจเรียกได้ว่า มีผลต่อความเป็นมนุษย์ของกันและกัน การสนทนาในห้องประชุม ที่มีไมโครโฟน หน้าจอคอมพิวเตอร์ กับ การสนทนาที่ผู้คนล้อมวงกัน ไม่มีอะไรคั่นระหว่างมนุษย์ อาจจะมีข้าวปลาอาหาร เสียงดนตรี สายลมธรรมชาติ คนในวงสนทนาจะรู้สึกต่อกันอย่างไร — สัมผัสประสบการณ์การเยี่ยมเยียนทีมจากโรงพยาบาลสร้างสุข จากคุณ สุภาพ สิริบรรสพ (พี่หน่อง) หนึ่งในพี่เลี้ยงโครงการฯ ที่ดูแลพื้นที่ทีมจากโรงพยาบาลสร้างสุข ได้แก่ ทีมโรงพยาบาลปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน, ทีมโรงพยาบาลหล่มเก่า จ. เพชรบูรณ์ และทีมโรงพยาบาลท่าสองยาง จ. ตาก

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_7399คุณสุภาพ เล่าว่า เริ่มต้นการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนที่ทีมโรงพยาบาลปางมะผ้า เพราะดูตามความต้องการของพื้นที่ ได้รับรู้ถึงความทุกข์ของทีมปางมะผ้าที่ต้องรับมือกับสถานการณ์หลายอย่าง ถึงแม้ว่าจะทำเรื่อง รพ.สร้างสุข แต่มันไม่ใช่ทำแค่เรื่องของโรงพยาบาล เนื่องจากในพื้นที่มีปัญหาด้านอื่นๆ อีกมากมาย  เช่น ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเผาป่า ทำไร่  ชาวเขาที่ไม่มีบัตร คนไร้สัญชาติ และคนที่อยู่ชายแดน ต่างๆ เหล่านี้เชื่อมโยงกับคนในโรงพยาบาล ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ เป็นปัญหาด้านอื่นๆ ด้วย ทั้งด้านอาชีพ สิ่งแวดล้อม คนในทีมต้องทำหลายเรื่อง เป็นเภสัชกรก็ต้องมาทำเรื่องเลี้ยงหมู โรงพยาบาลก็ทำเรื่องปลูกผัก อะไรต่างๆ จึงตัดสินใจเลือกไปที่เดียวเพราะไม่สามารถเดินทางไปหลายๆ ที่เหมือนภาคใต้ได้  การเดินทางก็ค่อนข้างจะห่างไกลกว่าจะไปถึง

สิ่งที่เหมือนกับภาคใต้คือ การรอคอย และเตรียมตัวที่จะได้พบอาจารย์ชัยวัฒน์ และอยากจะเล่าให้ฟังว่า ได้นำสิ่งที่ได้เรียนกับอาจารย์ไปทำอะไรบ้าง อยากจะได้พลังจากอาจารย์ เพราะพอเขากลับไปทำงานทำให้พลังของเขาลดลงมาก แต่สิ่งที่ได้รับมันมากกว่าพลัง  บางครั้งตอนเรียนเขาไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง  ทำไปตามโจทย์ที่อาจารย์ให้ทำ รู้สึกเกร็งๆ กับอาจารย์  ซึ่งต่างจากการมาเยี่ยมในพื้นที่ พออาจารย์ลงไปเยี่ยมไปให้คำแนะนำ ก็ทำให้บรรยากาศและความสัมพันธ์กับอาจารย์รู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_6765พี่หน่องเล่าว่า การลงไปติดตามกับอาจารย์ต้องมีสติรู้ตัวมากเพราะไม่รู้ว่าอาจารย์จะโยนมาเมื่อไร แม้กระทั้งนั่งในรถตู้ก็ชวนคนขับรถตู้คุยเรื่องที่เคยมาเรียนกับอาจารย์แล้วนำสิ่งใดไปใช้บ้าง  อาจารย์ชวยคุย ชวน Reflection ตลอดทาง ทานข้าวกลางวันอาจารย์ก็ยังชวนคุยได้ คุยเรื่องยกระดับสินค้า เล่าเรื่องอาหารที่ทานในช่วงกลางวัน เรื่องของฝายมีชีวิตที่พี่เพลิน (เพลินใจ เลิศลักขณวงศ์) ทำอยู่แล้ว  จึงเป็นที่มาของการพูดคุยเรื่องฝายมีชีวิตต้องตอบโจทย์ชีวิตชาวบ้าน การทำงานกับชาวบ้านต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับชาวบ้านอย่างไร

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_906หลายคนประหลาดใจที่การไปเยี่ยมครั้งนี้ไม่มีกำหนดการ แค่บอกกล่าวกันว่าจะไปเยี่ยม แต่ทุกคนก็เตรียมตัว ตอนทางอาหารเย็นกับอาจารย์ บรรยากาศการคุยแบบพี่แบบน้อง มีคอนเสิร์ตเล็กๆ เอาดนตรีมาคนละชิ้น มาเล่นดนตรี ล้อมวง ร้องเพลงกัน ทำให้เรารู้สึกสนิทแนบแน่นกันมากขึ้น ก็มีการนั่งคุยกันต่อว่า บรรยากาศการพูดคุยกันแบบนี้มีความหมายอย่างไร เราได้เรียนรู้อะไร

 

ในวันที่สอง เราไปคุยกันที่ห้องประชุมของ สสอ. ซึ่งเป็นห้องประชุมบนโต๊ะมีไมโครโฟนให้กด ทำให้ได้เรียนรู้ว่า การจัดห้องและบรรยากาศในห้องมีผลต่อการพูดคุยมาก  หลังจากไปดูกิจกรรมที่ทีมนี้ทำแล้ว อาจารย์ชวนทำกระบวนการเช็คเอ้าท์กันที่ร้านกาแฟ

“ทุกคนเห็นอะไรบ้าง” อาจารย์ชัยวัฒน์ถาม 

หลายคนตอบว่า ได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์

อาจารย์ชัยวัฒน์กล่าวเสริมว่า  การได้เรียนรู้และช่วยให้เติบโตไปด้วยกัน ในฐานะพี่เลี้ยง เราจะทำอย่างไรเราถึงจะช่วยให้เขาได้เรียนรู้ได้เรียนทางลัด และเติบโตไปด้วยกัน”

 

Posted in เยี่ยนเยียนเรียนรู้ | Tagged , , , , , , , , , , , | Leave a comment

คุยกันเรื่องชีวิตให้มากกว่าเรื่องงาน (ตอน 1)

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_4196

 “การไปเยี่ยมของอาจารย์และทีมครั้งนี้ ไม่ใช่ลงไปติดตามงาน แต่อยากให้ทุกคนเห็นชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่เห็นงานเพียงอย่างเดียว หัวใจของความสำเร็จของมนุษย์คือการจัดการชีวิต เมื่อคุณจัดการชีวิตได้ดี งานของคุณก็จะดีตาม เพราะฉะนั้นเวลาเราไปคุย เอาเรื่องชีวิตมาคุยก่อน ให้เห็นความเป็นมนุษย์  แล้วเขาจะทะลุได้เอง แล้วเรื่องงานก็จะตามมาเอง” อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ 

หนึ่งในกระบวนการสำคัญของการเรียนรู้ คือ การฟูมฟักดูแลผู้เข้าอบรมหลักสูตรภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่  (Leaders by Heart) อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงในการเช้ารับการอบรม 3 คืน 4 วัน แต่ทีมงานโครงการและวิทยากร สื่อสารเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่องผ่านรูปแบบการสื่อสาร social media และที่สำคัญ คือ การเดินทางไปเยี่ยมเยียนผู้เข้าร่วมโครงการในพื้นที่

ในการเยี่ยมเยียนผู้เข้าอบรมนี้เอง ทีมงานได้พบข้อเรียนรู้ที่สำคัญในการสร้างพลังสู่การเปลี่ยนแปลง ทั้งในมิติชีวิตและการงาน ปิยนาถ ประยูร หนึ่งในทีมพี่เลี้ยงสนับสนุนการเรียนรู้ได้บันทึกเล่าการเดินทางไปเยี่ยมเยียนทีมองค์กร/โครงการต่างๆ ในภาคใต้

เปิดวงสนทนา

คืนแรกของการเวทีการอบรมที่ว่าด้วยเรื่องเครือข่าย การล้อมวงคุยกันโดยใช้กระบวนการ Fish bowl โดยมีผู้นำการสนทนาคือ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์  ผู้ร่วมวงสนทนา คือ ปิยนาถ ประยูร (นาถ) และ สุภาพ สิริบรรสพ (หน่อง) ซึ่งเป็นทีมงานของโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ ที่มีบทบาทในการติดตามสนับสนุนการเรียนรู้ หรือเรียกกันเล่นๆ ว่า “พี่เลี้ยง”

อาจารย์ชัยวัฒน์  เปิดวงสนทนา ด้วยประโยคสำคัญ “Capacity To Experience”  ซึ่งแปลว่า “สมรรถนะในการมีประสบการณ์” หรือ “ความสามารถในการมีประสบการณ์”

“ประสบการณ์”  ที่จะนำมาเล่าในครั้งนี้เป็นเรื่องราวการเดินทางเพื่อเยี่ยมเยียนทีมต่างๆ ที่เข้ามาร่วมเรียนรู้ในหลักสูตรชุดวิชาของโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่  ในการสนทนาจะให้แต่ละคนเล่าเรื่องที่เป็นเหตุการณ์หรือประสบการณ์สดๆ ที่แต่ละคนได้ไปพบเจอ จากนั้นก็ให้คนในวงยกระดับจากการฟังประสบการณ์ของผู้เล่าว่าเมื่อได้ฟังเหตุการณ์ต่างๆ แล้วเราได้ข้อคิดหรือค้นพบอะไรจากเรื่องเล่าประสบการณ์นั้นบ้าง

 

มองเห็นชีวิตมากกว่างาน ประสบการณ์จากภาคใต้

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_5190ปิยนาถ ประยูร  หนึ่งในทีมพี่เลี้ยงของโครงการ เล่าให้ฟังถึงการเดินทางร่วมกับ “น้องอี๊ด” รัตนา ชูแสง  ที่เป็นพี่เลี้ยงหลักในพื้นที่ภาคใต้ และอาจารย์ชัยวัฒน์ ซึ่งเป็นวิทยากรกระบวนการ หรือ เป็น “ครู” ที่ให้ความรู้ทั้งในเชิงทักษะ ทฤษฏี กระบวนการ สำหรับให้ผู้เรียนทุกคนได้นำไปปรับใช้ในงานของตัวเองที่ทำอยู่  การลงพื้นที่ใน 4 จังหวัดภาคใต้ คือ สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง และพังงา เป็นระยะเวลาติดต่อกันถึง 7 วันเลยทีเดียว

ก่อนออกเดินทาง อาจารย์ชัยวัฒน์ ได้บอกกล่าวไปยังทุกทีมที่จะไปเยี่ยมว่า

“การไปเยี่ยมของอาจารย์และทีมครั้งนี้ ไม่ใช่ลงไปติดตามงาน แต่อยากให้ทุกคนเห็นชีวิตเป็นตัวตั้งไม่เห็นงานเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาจารย์เห็นว่า พวกเราส่วนใหญ่จะติดกรอบอะไรบางอย่างที่ทะลุไม่ขึ้น เวลาคุยก็จะคุยแต่งาน งาน งาน  อาจารย์มาค้นพบว่า หัวใจของความสำเร็จของมนุษย์คือการจัดการชีวิต เมื่อคุณจัดการชีวิตได้ดี งานของคุณก็จะดีตาม เพราะฉะนั้นเวลาเราไปคุย เอาเรื่องชีวิตมาคุยก่อน ให้เห็นความเป็นมนุษย์  แล้วเขาจะทะลุได้เอง แล้วเรื่องงานก็จะตามมาเอง”

กลุ่มแรกที่ไปเยี่ยมเยียนคือ กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 หลายคนได้ผ่านกระบวนการฝึกอบรมกับอาจารย์ชัยวัฒน์ทั้งรุ่นที่เป็นที่ปรึกษาของกลุ่ม เช่น ครูอู๊ด (นิวัตร์ โฮ้เต้กิ้ม) พี่ทวีศักดิ์ สุขรัตน์  และคนอื่นๆ  น้องๆ เยาวชน รวมถึงน้องอี๊ดด้วย  การที่อาจารย์ไปเยี่ยม น้องๆ ก็จะรู้สึกเหมือนมีญาติผู้ใหญ่มาเยี่ยม ทุกคนกระตือรือร้นว่าจะทำกับข้าวอะไรให้อาจารย์กิน นาถก็ไปจ่ายตลาดกับน้องๆ ด้วย บรรยากาศในการตั้งวงคุยเป็นบรรยากาศเหมือนเรานั่งล้อมวงคุยกันที่ลานบ้าน

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_1103น้องอี๊ดได้นำวงคุยโดยอ่านบทกวีและความเรียงในเรื่องที่เกี่ยวกับศรัทธาและความหมาย คุณค่าของชีวิต จากนั้นจึงเปิดวงให้แต่ละคนแนะนำตัวเล่าเรื่องราวของตนว่าเป็นใครทำอะไรอยู่  ในช่วงแรกๆ ก็มีการแนะนำตัวแล้วก็พูดถึงเรื่องงาน อาจารย์ชัยวัฒน์ก็ชวนคุยโดยตั้งคำถามว่า แล้วตอนนี้ ชีวิตเราดำรงอยู่อย่างไร คนเล่าก็ถึงกับนิ่งไป ซึ่งมาเล่าให้นาถฟังในภายหลังว่า ตนเองไม่คิดว่าจะมีใครมาใส่ใจชีวิตของเขา ว่าเขาจะมีรายได้ มีความเป็นอยู่อย่างไร  ในวันนั้นเรื่องเล่าของทุกคนจึงเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตและงานที่เชื่อมโยงกัน

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_7902ในวงประชุม มีหลากหลายประสบการณ์มาก ทั้งครูที่เสียสละออกจากอาชีพครูมาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของเมืองเก่า คือเมือง “เวียงสระ” อย่างจริงจัง เพื่อเรียนรู้รากเหง้าของตัวเอง และเป็นครูของชุมชนที่ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้  มีทั้งผู้หญิงที่แม้จะเรียนจบ ป.4 แต่รู้สึกทุ่มเทอยากสืบทอดโนราห์ และชักชวนเพื่อนมาร่วมทำด้วย และในวงคุยนาถและอาจารย์ก็ได้ฟังเรื่องของครูวันเพ็ญ (วันเพ็ญ เกิดสุวรรณ) ซึ่งมาร่วมการอบรมกับเราในครั้งนี้ด้วย  ขณะที่ครูวันเพ็ญเล่าเรื่องราวชีวิตและงาน ฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้คนในวงขยับเข้ามาฟังใกล้ๆ เพื่อให้ได้ยินกันและกัน เมื่อครูวันเพ็ญเล่าจบ อาจารย์ก็บอกครูวันเพ็ญให้ขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วชักชวนให้มาเรียนรู้ร่วมกันในเวทีนี้

ทั้งจากการกระทำและคำพูดบางอย่าง ทำให้หลายคนเกิดแรงบันดาลใจ จุดประกายที่จะไปทำในงานของตัวเอง ซึ่งอาจารย์ได้เล่าเรื่องของคนที่เป็น Scouts ของทีมฟุตบอล ที่เขาจะคอยมองว่า เด็กคนไหนจะมีแวว เล่นได้ดี ก็จะชักชวนเข้าสโมสร มาดูแล ฝึกฝน โดยยกตัวอย่าง เมสซี่  นักฟุตบอลชื่อดังของทีมสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ดังนั้น พวกเราจึงควรมีสายตาที่จะมองเห็นคนที่ตั้งใจ ทุ่มเท ทำงานเพื่อแผ่นดิน เราต้องมีสายตาที่จะหาเพชรในตม หรือสายตาที่จะร่อนทองในน้ำให้ได้ จากที่อาจารย์พูดเช่นนี้ ทำให้พี่จิตที่ทำเรื่องโนราห์ก็เริ่มคิดว่า กลับไปก็จะต้องมองหา บุคคลที่มีแววเช่นกัน ก็เหมือนกับเราเอง ในฐานะพี่เลี้ยง ที่ต้องการค้นหาคน เราต้องใส่ใจในการฟูมฟักดูแล คนที่มีใจในการที่จะทำงานจริงๆ ให้เขาเรียนรู้เติบโต

วันที่สองของการเดินทาง

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_4196ทีมเครือข่ายงดเหล้าภาคใต้ตอนบน องอาจ พรหมมงคล (อาร์ท) และเจกะพันธ์ พรหมมงคล  ก็ได้พาไปเยี่ยมถึง 3 แห่งด้วยกัน คือ วัดสวนสมบูรณ์ อำเภอละแม ชุมพร ที่นี่เป็นวัดที่แปลกมาก คือ มีศาลาที่ไม่มีผนัง ซึ่งเจ้าอาวาสเล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านก็ไม่ชอบอยากจะไล่เจ้าอาวาสออกจากพื้นที่ แต่กลับมีกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เป็นคนบอกว่า เจ้าอาวาสต้องอยู่ เพราะมีคนอยากจะเข้าวัดมากขึ้น ที่นี่เป็นวัดที่สะอาดมาก มีชมรมคนรักวัดที่ทำเรื่องของการลดปัจจัยเสี่ยง

จากนั้นคณะเดินทางก็ไปที่สวนนายดำ ซึ่งเป็นร้านอาหารที่หลายคนรู้จักกันดี มีความโดดเด่นเรื่อง “ส้วม” ซึ่งทุกคนสามารถค้นหาข้อมูลได้  ที่นี่เป็นร้านอาหาร และเป็นสวนที่มีต้นไม้ร่มรื่น แสงนภา หลีรัตนะ (สาว) ซึ่งทำงานเครือข่ายงดเหล้า ได้แนะนำให้รู้จักกับ คุณพงษ์ศักดิ์ ฉิ่งสุวรรณโรจน์ เจ้าของสวนนายดำ ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่า สวนแห่งนี้ทำมาจากจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพียงแค่จิตสำนึก เพราะอยากให้ทุกคนสุขภาพดี  ที่นี่จึงเป็นที่ปลดทุกข์ โดยใช้ “ส้วม” เป็นที่ปลดทุกข์ทางกาย และ “สวน” เป็นที่ปลดทุกข์ทางใจ ในยุคแรกป้ายต่างๆ ในสวนจะเป็นป้าย “ห้าม” ยุคต่อมาป้ายจะเน้นไปที่ “ไม่ทำร้ายตัวเอง” และตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนสู่ยุค “รักตัวเอง” เป็นเชิงบวกมากขึ้น ขับเคลื่อนด้วยความสุข

ในเรื่องของการดูแลคน ดูแลทีม คุณพงษ์ศักดิ์ เล่าว่า สิ่งที่เขาคุยกับทีมงานของเขาคือ คุยเรื่องชีวิต ไม่ได้คุยเรื่องงาน เวลาคุยกัน ก็จะถามถึงครอบครัว ถึงลูก ใครไม่สบายเจ็บป่วยก็ดูแล แต่ไม่ได้ให้เขาพึ่งพา คุยแบบเป็นกันเอง แนวราบ จะไม่คุยเรื่องงานเพราะเชื่อว่าถ้าชีวิตของเขาดี เขาก็จะทำงานดีไปเอง

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_1034นอกจากนี้ยังเล่าถึงเรื่องที่เขาได้เข้าไปทำงานกับโรงเรียนแห่งหนึ่ง โดยเข้าไปดูเด็กที่เกเร เรียนไม่เก่ง ไม่ชอบเรียน เพราะบางคนเขาอาจจะไม่เก่งเรียน แต่เก่งกิจกรรม ทำอะไรได้หลายอย่าง เขาก็เข้าไปทำกิจกรรมกับเด็กๆ เหล่านี้ แล้วก็ให้คนที่เป็นหัวโจก ดูแลน้องๆ  และมีหลายงานที่เขาเขาไปมีส่วนร่วมในการทำงานด้วย เช่น กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น

แนวคิดที่น่าสนใจของคุณพงษ์ศักดิ์ ในการทำงานกับชุมชน กับชาวบ้านก็คือ “ส่งเสริมในสิ่งที่เขามี ไม่ใช่เอางานของเราไปให้เขาทำ”

น่าเสียดายว่าที่สวนนายดำ คณะเดินทางยังไม่ทันได้แลกเปลี่ยนสอบถามใดๆ ก็ต้องเดินทางต่อไปยังชุมชนห้วยใหญ่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านในหุบเขา เป็นศูนย์เรียนรู้ของเครือข่ายงดเหล้าอีกจุดหนึ่ง ที่นี่เราได้พบกับผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นคนใต้และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านผู้หญิงซึ่งเป็นคนอีสาน รวมทั้งชาวบ้านจำนวนกว่า 10 คน  ผู้ใหญ่บ้านเล่าให้ฟังว่า ที่นี่มีชาวบ้านกว่า 200 ครัวเรือน อาศัยอยู่ในที่ดินป่าสงวน เป็นชาวบ้านที่อพยพมาจากทุกที่  ทั้งใต้ เหนือ อีสาน  หนีความยากจนมาถากถางพื้นที่และเริ่มปลูกกาแฟในช่วงที่กาแฟราคาดี  มีเด็กๆ เกือบ 100 คน เรียนในโรงเรียนหมู่บ้านใกล้ๆ  มีรถรับส่ง  ที่นี่ไม่มีวัด  ชาวบ้านจึงอยากให้มีวัดในหมู่บ้าน เพื่อให้เด็กๆ ในหมู่บ้านได้รู้เรื่องเกี่ยวกับพระ และพระที่จำวัดอยู่ก็จะได้คุยถึงเรื่องดีๆ กับเด็กๆ เมื่อชาวบ้านได้พูดคุยกันแล้วก็ตกลงร่วมกันว่าจะสร้างวัด ก็ช่วยกันลงแรง ลงเงิน หาวัสดุมาช่วยกันก่อสร้างวัด

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_727อาจารย์ชัยวัฒน์ ได้ชวนคุยถึงเรื่องของการดูแลเด็กๆ วัยรุ่น  ซึ่งเด็กๆ แต่ละคุ้มบ้านต่างก็ดูแลกลุ่มวัยรุ่นในคุ้มบ้านตัวเองได้เป็นอย่างดี  ยิ่งเมื่อมีวัดอยู่ในหมู่บ้าน เด็กๆ ก็จะชอบมาทำกิจกรรมที่วัด  ทำพิธีทางศาสนาต่างๆ ก็จะตื่นเต้นกันมากเมื่อได้ร่วมพิธีเวียนเทียน เป็นต้น และพระที่วัดนี้ก็เป็นพระที่นิมนต์มาจากทางอีสาน จะเคร่งในเรื่องของการสวดมนต์ ให้ศีล ทั้งก่อนและฉันอาหาร เป็นชุมชนที่น่าสนใจที่อยู่กันระหว่างสองวัฒนธรรม และสามารถนำเรื่องศีลธรรม เข้ามาจัดการปัญหาเรื่องเหล้าได้

เมื่อได้สอบถามถึงเรื่องการทำมาหากิน เศรษฐกิจของชุมชน ที่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านทำสวนทุเรียนและยังใช้สารเคมียาฆ่าแมลงอยู่ เรื่องสุขภาพของคนในชุมชน การดูแลผู้สูงอายุ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ให้ข้อคิดไว้ รวมทั้งได้พูดคุยกับทีมงานเครือข่ายงดเหล้าด้วยว่า นอกจากเราสามารถทำชุมชนงดเหล้าได้แล้ว เราควรจะใส่ใจดูแล ส่งเสริมสุขภาพ ของคนในชุมชน ที่เกี่ยวโยงไปกับกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กวัยรุ่น และคนทุกคนในชุมชนให้เข้มแข็งในทุกๆ ด้าน ของชีวิตจึงจะเป็นชุมชนที่น่าอยู่จริงๆ

มหาวิทยาลัยชีวิต

วันต่อมา พวกเราเดินทางไปกับ ทวีวัตร เครือสาย ระหว่างทางได้ชื่นชมกับบ้านไม้ อาคารเก่าๆ ในตลาดหลังสวน และอาจารย์ชัยวัฒน์ได้แนะนำให้ช่วยกันฟื้นฟูตลาดและชุมชนเมืองเก่าให้น่าอยู่ ซึ่งมีประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าที่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองหลังสวน  ก่อนที่จะพบกับทีมมหาวิทยาลัยชีวิต ที่รออยู่ที่อาคารไม้  ซึ่งเป็นอาคารเก่าที่กำลังจะถูกทุบทิ้งแต่ทางมหาวิทยาลัยชีวิตได้ขอปรับปรุงมาเป็นอาคารเรียน ซึ่งอาจารย์ชัยวัฒน์ได้เดินดูรอบๆ และตัวอาคารและกล่าวกับทุกคนว่า “สถานที่แห่งนี้ดี และมีความหมาย”

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_3629มหาวิทยาลัยชีวิต มีแนวคิดในเรื่องของการศึกษาเพื่อชีวิต เป็นการสังเคราะห์ความรู้จากท้องถิ่น ใช้เรื่องราวในท้องถิ่นเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ชุมพรจะมีศูนย์เรียนรู้ 2 แห่งคือ ที่ อ.หลังสวน และ อ.เมือง ซึ่งทีมที่เข้าร่วมเรียนรู้กับโครงการเป็นทีมที่กำลังเรียนอยู่กับศูนย์ อ.เมือง

วงคุยเริ่มต้นจาก 10 กว่าคน จากนั้นก็มีการทยอยเข้ามาเรื่อยๆ เกือบ 30 คน การสนทนาในช่วงแรกทางผู้บริหารมหาวิทยาลัย และครูที่สอนในมหาวิทยาลัย ซึ่งหลายคนเคยเข้าร่วมอบรมกับอาจารย์ชัยวัฒน์ และได้นำกระบวนการหลายอย่างไปใช้กับการเรียนการสอนที่นี่ ได้เล่าถึงความพยายามในการปรับกระบวนการสอนให้มีชีวิตชีวา จากการสอนในช่วงแรกที่ครูส่วนใหญ่เป็นครูที่เกษียณแล้ว ก็จะติดนิสัยแบบครูในระบบ จนค่อยๆ นำกระบวนการ Check in และการแลกเปลี่ยนสนทนาแบบ Dialogue มาใช้ และตอนนี้นักศึกษารุ่นแรกๆ ก็มาเป็นครูพี่เลี้ยง

ครูพี่เลี้ยงและนักศึกษาบางคน ได้เล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเอง  ตั้งแต่ก่อนจะมาเรียน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้วิชาต่างๆ และได้ทำงานในชุมชน จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีหลายวิชาที่น่าสนใจมาก เช่น การรู้จักตนเอง การวางแผนและเป้าหมายชีวิต  สุขภาพชุมชน เป็นต้น

หลายเรื่องเล่าที่น่าประทับใจ ทั้งหนุ่มวิศวะกรที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เงินเดือนสูง แต่เมื่อคนที่บ้านเจ็บป่วยก็กลับไปเริ่มต้นชีวิตที่บ้าน ค้นหาตัวเองผ่านการเข้ามาเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยชีวิต ได้ลงพื้นที่ ลงชุมชน และกลับไปทดลองทำการเกษตรปลอดภัย ปลอดสารเคมี ที่บ้านของตัวเอง จนสามารถเป็นตัวอย่างให้กับคนในชุมชนและช่วยพัฒนาชุมชนได้

เพชรไพลิน ครูพี่เลี้ยงที่เคยทำธุรกิจและเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เมื่อได้มาเรียนมหาลัยชีวิตก็เบนเข็มชีวิตมาทำในเรื่องง่ายๆ เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว ดูแลสุขภาพคนในครอบครัว ไม่ต้องเจ็บป่วย ไม่ต้องบริโภคหรือพึ่งพาข้าวของจากภายนอกชุมชน เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เธอบอกว่า คนเราทำแต่เรื่องยาก มักไปทำที่เป้าหมาย เราควรเริ่มต้นจากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัว

น้องโบว์ เด็กสาวที่ไม่มีพื้นฐานความเป็นผู้นำ เรียนจบบัญชี ชีวิตมุ่งหวังจะนุ่งกระโปรง นั่งโต๊ะทำงานให้พ่อแม่ภูมิใจ จนให้เวลากับงานมากกว่าครอบครัว เมื่อต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวจึงกลับมาอยู่กับครอบครัว เข้าเรียนมหาวิทยาลัยชีวิต และค้นพบศักยภาพของตัวเอง ตอนนี้ทำงานหลายอย่างทั้งงาน  อสม. ดูแลผู้สูงอายุ  และทำบัญชีให้พ่อซึ่งทำงานรับเหมาก่อสร้าง จากที่เคยจ้างคนอื่นทำบัญชี  นอกจากนี้ พ่อยังเป็นหมอกวาดยา ซึ่งเคยไม่มั่นใจเพราะคนมารักษากับหมอแบบเผื่อหาย ตอนนี้พ่อมั่นใจขึ้น และน้องโบว์ก็กำลังเรียนรู้ภูมิปัญญาด้านนี้กับพ่อ

การสนทนากับมหาวิทยาลัยชีวิตครั้งนี้ อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ซักถาม ชวนคุย และชื่นชมมหาวิทยาลัยชีวิตที่ชุมพร ที่สามารถสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ทำให้เราเข้าถึงความจริงของชุมชน ซึ่งหากมหาวิทยาลัยชีวิตในที่อื่นๆ ทำได้แบบนี้ก็จะเป็นฐานที่สำคัญมาก นอกจากนี้ยังได้ให้ความหมายของมหาลัยชีวิตที่สำคัญว่า “ผมไม่มีปริญญา แต่หมั่นเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ การสนทนากับคน มหาวิทยาลัยชีวิตอยู่ในเนื้อในตัวของผม อยู่ในทุกที่ที่ผมไป” เพื่อให้ทุกคนมองเห็นถึงคุณค่า ความหมายที่แท้จริงของมหาวิทยาลัยชีวิตที่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของใบปริญญา

ความฝันของกาแฟ

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_7671

Enter a caption

หลังจากนั้นพวกเราก็เดินทางไประนอง เป็นการไปพบปะกับคนที่ทำสิ่งดีๆ เพื่อปลุกพลังของเกษตรกรและคนรุ่นใหม่  คุณก้อง – สุพจน์  กรประสิทธิ์วัฒน์  เจ้าของ ก้อง วัลเลย์  ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชน ที่รวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้าในพื้นที่จังหวัดระนอง สามารถปลูกเอง คั่วเอง ขายเอง กำหนดราคาเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมากำหนดราคาให้  กาแฟที่มีรสชาติเข้ม มีวิธีการคั่วกะทะด้วยมือ  มีแบรนด์เป็นของตัวเอง เป็นที่รู้จักของตลาดต่างประเทศ ส่งไปขายทั่วโลก ส่งเสริมให้เกษตรกรทำเอง ขายเอง ตกลงราคากับผู้ซื้อเอง และในอนาคตจะส่งเสริมให้คนในประเทศหันมาบริโภคกาแฟจากเกษตรกรโดยตรง

 

คุณก้องเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ช่างคิด อยากรู้เรื่องอะไรก็ทดลองทำเลย ท่องเที่ยวไปทุกหนแห่งที่อยากไป มีเพื่อนมากมาย จนฝรั่งชวนไปทำงานที่เยอรมัน และกลับมาดูแลสวนกาแฟของครอบครัว

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_48เขาเล่าเรื่องกาแฟ การแข่งขันในธุรกิจกาแฟ ที่ถูกตลาดเมืองนอกกำหนดราคา และเรื่องที่มีคนมากมายมาเรียนรู้และฝึกกับเขา ทำให้เราเห็นว่า มีคนรุ่นใหม่ๆ ใส่ใจเรื่องนี้ คุณก้องจัดทำวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้ชุมชนได้มีโอกาสต่อรองราคาได้ จนทำให้เกิดการสนับสนุนและรับซื้อกาแฟจากวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ อาจารย์ชวนคุณก้องคุยและถามว่า  คนที่มาเรียนกับคุณก้องมีสักเท่าไร ที่มาเรียนแล้วกลับไปทำเหมือนคุณก้องมีสักกี่คน คุณก้องบอกว่าน่าจะสักประมาณ 400-500 คน อาจารย์จึงชวนคิดว่าแล้วทำไมเราไม่นำสี่ร้อยห้าร้อยคนมาพบกันและทำเพื่อชุมชนเพื่อประเทศไทย?  ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นโจทย์ที่คุณก้องสนใจอยากรู้อยากทำเช่นกัน

พวกเราได้สนทนากับคุณก้องจนดึกดื่นและเช้าอีกวันก็ยังตั้งวงสนทนา กินกาแฟกัน ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นและเสียงของสายน้ำไหลที่ช่วยให้ผ่อนคลาย

ก่อนเที่ยงวันนั้น  พวกเราก็เดินทางไปพบกับกลุ่มประชาสังคมระนอง ใช้เวลาคุยกันไม่นาน แต่ก็รู้สึกว่าได้ให้กำลังใจกัน อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ชวนคิดชวนคุยกับ สุชีพ พัฒน์ทอง แกนนำประชาสังคม ว่า “ทำอย่างไรที่จะนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ และทำอย่างไรที่จะดึงคนที่เขาทำอะไรดีๆ ในจังหวัดระนอง ทั้งที่เรามีอยู่และที่เรายังไม่รู้จัก ได้ชวนกันมาคุยและให้เขาได้เข้ามามีส่วนร่วม” ซึ่งมีหลายคนที่มีประสบการณ์ก็อยู่ในวงชวนคิดชวนคุยนี้ด้วย

พังงาแห่งความสุข

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_6294วันถัดมา ระหว่างการเดินทางไปจังหวัดพังงา พวกเราก็แวะที่ไร่ไออรุณ ที่อำเภอกะเปอร์ เพื่อแวะเยี่ยมเยียนให้กำลังใจกับน้องเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสถาปนิกและกลับบ้านไปทำสวนทำไร่ ปลูกผัก และฟาร์มสเตย์  ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจที่อาจารย์ชัยวัฒน์อยากจะแวะไปคุยด้วย  แต่น้องเขาไม่อยู่  ได้พบกับพี่สาว พ่อกับแม่ของน้อง ฝากคำชื่นชมและให้กำลังใจไปกับพ่อแม่น้องเขาด้วย

เมื่อเข้าสู่จังหวัดพังงา ฝนตกหนักมาก กว่าจะเดินทางไปถึงเครือข่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “พังงาแห่งความสุข” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่มาจากความต้องการของประชาชน ที่นี่มีทีมที่เข้าเรียนรู้ในหลักสูตรชุดวิชากับทางโครงการ มาจากหลายองค์กร รวมกันเป็นทีมพังงาแห่งความสุข นำทีมโดย ไมตรี จงไกรจักร, วิทยา วงศ์วิเชียรกุล, กำธร ขันธรรม,ชาตรี มูลสาร และปกรณ์ แสงสาคร เมื่อทุกคนในเครือข่ายทราบว่าอาจารย์จะแวะมาเยี่ยมก็มารวมตัวกัน รอพบและพูดคุยกับอาจารย์ตั้งแต่เช้า ซึ่งกว่าจะได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาก็ประมาณบ่ายสองโมงแล้ว เกือบ 30 คนที่รออยู่ในห้องประชุมของบ้านเขาหลักบีชรีสอร์ท เมื่อได้พบกับอาจารย์ต่างก็ดูคึกคัก กระตือรือร้น

เริ่มเปิดวงคุย ไมตรี ก็โยนมาให้อาจารย์ชัยวัฒน์นำกระบวนการ อาจารย์รับมือไมตรีโดยให้ทุกคนระดมสมองเรื่องยุทธศาสตร์พังงาแห่งความสุข โดยมีโจทย์ให้เลือกยุทธศาสตร์ที่คิดว่าจะขับเคลื่อนให้สำเร็จภายใน 2 ปี ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่จะส่งผลสะเทือนให้ยุทธศาสตร์อื่นๆ สำเร็จตามมาด้วย สังเกตจากการแบ่งกลุ่มกันทำโจทย์ อาจารย์ชัยวัฒน์ชื่นชมในความสามารถของทุกคนที่สามารถระดมสมองได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_6706หลังจากการนำเสนอ และอาจารย์ได้ให้ข้อคิดในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แล้ว หลายคนดีใจที่อาจารย์มาเยี่ยม เนื่องจากผูกพันกันมายาวนาน ได้รู้จักอาจารย์ในวาระต่างๆ แตกต่างกัน มีท่านหนึ่งที่ติดใจคำพูดในสิ่งที่อาจารย์เคยพูดไว้ว่า  “ทำอย่างไรเราถึงกับเคลื่อนเขารูปช้างด้วยกันให้สำเร็จ” ทำไมอาจารย์ถึงพูดประโยคนั้น อาจารย์ก็เล่าเรื่องลุงโง่ย้ายภูเขา ซึ่งเป็นการทำเรื่องยากๆ ที่ต้องหาวิธีการขับเคลื่อนให้สำเร็จ

อีกวัน  พวกเราเดินทางไปกับคุณแซม -ศรัณย์ รองเรืองกุล เจ้าของบ้านเขาหลักบีชรีสอร์ท ที่เป็นรีสอร์ทอารยสถาปัตย์ สถาปนิกหนุ่มที่ใส่ใจออกแบบให้ที่พักอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการและผู้สูงอายุ สนใจการฟื้นฟูชุมชนและอนุรักษ์อาคาร บ้านไม้และตึกเก่าในตลาดตะกั่วป่า ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เนื่องจากทนไม่ได้ที่จะเห็นการบูรณะตึกเก่าของหน่วยงานภาครัฐด้วยการให้ทางสีใหม่เพียงอย่างเดียว  แต่คุณแซมและคนในชุมชนส่วนหนึ่งอยากเห็นทิศทางการปรับปรุง บูรณะตึกเก่าให้มีชีวิตชีวา มีเรื่องของวิถีของชุมชน เป็นการฟื้นชีวิตให้กับชุมชนให้อยู่ได้ท่ามกลางความทันสมัย   คุณแซมพาพวกเราไปคุยกับผู้นำชุมชน ซึ่งในวงคุยเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก เพราะแกนนำที่มาคุยด้วยมีประเด็นบริหารจัดการภายในที่อยากจะคุยกับคณะที่เราเดินทางไปด้วย  ซึ่งเป็นเรื่องสถานการณ์เกี่ยวกับการเงิน  น่าสนใจว่าในสถานการณ์เช่นนี้ อาจารย์จะทำอย่างไร  ในตอนนั้นอาจารย์ก็ปล่อยให้เขาคุยกับไปเรื่อยๆ และหาจังหวะในการที่จะคุย พอมีจังหวะอาจารย์ได้เล่าถึงความรู้สึกว่า รู้สึกประทับใจกับตะกัวป่าอย่างไร ชื่นชมขนมดั้งเดิมที่แกนนำชุมชนทำมาให้ทานกัน ดึงพลังด้านบวกขึ้นมา และเป็นการพลิกสถานการณ์ในตอนนั้น

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_2527ในการเยี่ยมเยียนพังงาครั้งนี้ เมื่อได้มีการทบทวนและแลกเปลี่ยนกัน อาจารย์ชัยวัฒน์ก็มีข้อเสนอแนะให้ทีมพังงาแห่งความสุข ได้ทดลองใช้วิชาที่ได้เรียนรู้จาก Systems Thinking ทำ Mapping ของคนที่เข้าร่วมสมัชชาพลเมือง จำนวน กว่า 1,600 คน ที่เข้ามาร่วมประชุมสมัชชาโดยออกงบประมาณกันเอง เอาข้าวปลาอาหารมากินด้วยกัน ซึ่งเป็นภาพประทับใจของทีมพังงา และอาจารย์ตั้งคำถามว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อเราเห็นผู้คนมากมายเช่นนี้แล้ว ให้เราลองทำ Mapping เพื่อให้รู้ถึงความเชื่อมโยงของผู้คนว่าเชื่อมโยงกับใคร อย่างไร ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นภาพเครือข่ายของเราอย่างชัดเจนขึ้น

Posted in Uncategorized | Tagged , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

เล่นให้ (งาน) สำเร็จ

20161110_162734

ในการอบรมภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ ผู้เข้าอบรมวัยกลางคนหลายคนตาเป็นประกาย เมื่อได้ต่อเลโก้เป็นรูปร่างต่างๆ ตามจินตนาการ บางคนก็สนุกกับการปั้นดินน้ำมันเป็นรูปคน เกาะ เรือ บางคนก็กำลังวาดรูปร่างคนบนกระดาษ เหมือนจะทำตุ๊กตากระดาษ — บรรยากาศในห้องอบรมหลักสูตรการคิดด้วยมือ (Design Thinking and Prototyping) พาทุกคนกลับไปเป็นเด็ก ยิ้ม หัวเราะ เล่นสนุก และแน่นอน เรียนรู้บทเรียนสำคัญหลายเรื่องที่ได้จากการเล่นและลงมือสร้างสรรค์แบบจำลองความคิด

ส่วนหนึ่งของข้อเรียนรู้สำคัญ คือ การคิดด้วยมือช่วยให้เรามีไอเดียดีๆ และมีความสุขในการทำงานร่วมกัน

ความฉลาดของกาย

20161110_150101

โดยมาก เราติดการคิดเชิงวิเคราะห์ พูดแสดงความคิดเห็นกัน โต้แย้ง ถกเถียง แต่สิ่งที่เรายังทำน้อย คือ การคิดด้วยมือ หรือคิดไป ทดลองทำไปด้วย (แบบนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลอง) ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า play and learn เล่น (ทำงาน) และเรียนรู้

เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องปัญญา 3 ฐาน คือ ฐานกาย ฐานใจ และฐานความคิด (สมอง)

การคิดด้วยมือเป็นการใช้ปัญญาฐานกาย ไปพร้อมกับปัญญาฐานความคิดและความรู้สึก (ใจ)

กายมีความฉลาด อย่างที่นักวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่พิสูจน์มาแล้วมากต่อมากว่า กายของเรามีความทรงจำ กายของเรามีความเฉลียวฉลาด ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดว่า กายมีความทรงจำและชาญฉลาด คือ นักกีฬา ผู้ที่ฝึกศิลปะการป้องกันตัว คนทำอาหาร นักดนตรี ศิลปิน หรือผู้ที่มีทักษะเชิงช่างต่างๆ คนเหล่านั้นทำสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญได้โดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ แต่กายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่องพาให้ทำสิ่งต่างๆ ได้โดย “ไม่คิด”

ในการอบรมหลักสูตรอื่นๆ ที่ผ่านมา หรือในการเรียนรู้อื่นๆ เราใช้การสนทนา ใคร่ครวญ ซึ่งเป็นเรื่องของความคิด และ ความรู้สึก มาคราวนี้ การอบรมการคิดด้วยมือ ชวนให้เราใช้ปัญญาของกายมาร่วมสร้างสรรค์งานด้วย

ยกตัวอย่างโจทย์ที่อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ให้กับผู้เข้าอบรม เริ่มด้วยโจทย์ง่ายไปสู่โจทย์ที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ เช่น ให้แบบ (คล้ายกล่องกระดาษ) แล้วให้แต่ละทีมทำชิ้นงานขึ้นมาจากแบบที่ได้รับ โจทย์ต่อไป ไม่มีแบบ คือ ให้แต่ละทีมไปหาวัสดุธรรมชาติมาทำสิ่ง (packaging) ที่จะใช้ใส่ขนม ผลไม้ และที่ท้าทายขึ้น คือ ให้ทำโมเดลภาพวิสัยทัศน์ที่เราปรารถนาในการทำงานในองค์กร หรือโครงการทางสังคม

ผู้เข้าอบรมสนทนากันในทีมที่มาจากองค์กรเดียวกัน หลายทีมสนทนากันเพื่อให้ตกผลึกภาพความฝันที่อยากเห็นจากการทำงาน บางทีมภาพก็ชัด แต่บางทีม ยังไม่แน่ใจว่าภาพนั้นจะเป็นอย่างไรดี

พลังสู่ฝันให้เป็นจริง

20161110_162810การทำภาพความคิดให้ออกมาเป็นรูปธรรมสำคัญอย่างไร?

นี่เป็นคำถามที่ข้าพเจ้าถามตัวเองระหว่างสังเกตการทำงานของผู้เข้าอบรมแต่ละทีม

หลายครั้ง การสนทนาหรือระดมสมอง เรามีความคิด ความเห็น หรือแม้สิ่งที่เรียกว่า ภาพฝัน — เป็นภาษานามธรรม จับต้องยาก และเมื่อบอกให้เขียนภาพความคิดออกมาบนกระดาษ ภาพความคิดก็ยังออกมาเป็นภาพของคำและภาษา ซึ่งไม่อาจทำให้ผู้ฟังหรือรับสารเห็นภาพตามได้ ไม่กระทบใจ — นี่หรือไม่ที่ทำให้ “วิสัยทัศน์” ไม่กระตุ้นเร้าพลังในใจคน คำว่า “วิสัยทัศน์” แปลว่า ภาพ (Vision) มันต้องเห็นภาพได้

ข้าพเจ้าจึงมองว่า โจทย์นี้ของอาจารย์ช่วยให้เราค้นเข้าไปในตัวเองว่า เราเห็นภาพสิ่งที่ปรารถนาจะเห็นในงาน/โครงการของเราอย่างไร เราเห็นมันหรือไม่ เพราะถ้าเราไม่มีภาพนั้นในใจ เราก็แปลงมันออกมาได้ยาก

กระนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้าเห็น คือ ทีมแต่ละองค์กรคุยกัน แม้ยังไม่แจ่มชัดในภาพฝันร่วมกันในตอนต้น แต่เมื่อได้ขยับตัว หยิบจับของต่างๆ เลโก้ ลูกโป่ง กระดาษ ฯลฯ เอามาพยายามทำเป็นแบบจำลองความฝันขององค์กร ข้าพเจ้าสังเกตว่า ภาพความฝันในใจของแต่ละคนในทีมจะค่่อยๆ เผยปรากฏขึ้นเรื่อยๆ

ปานใจ  จารุวณิช จากสถาบันอาศรมศิลป์ บอกว่า “เหมือนการเรียนของเด็ก เราต้องทำให้เด็กเห็นภาพในหัวให้ได้ ไม่เช่นนั้น เด็กจะไม่เข้าใจเรื่องที่เรียน”  

ข้าพเจ้านึกถึงหลักการสำคัญข้อหนึ่งของ NPL (Neuron-linguistic programming) จิตวิทยาสมัยใหม่ที่อิงหลักการทำงานของสมอง คือ การสร้างมโนภาพในหัวให้ชัดว่า ภาพที่เราอยากเห็นและปรารถนาคืออะไร ยิ่งเราเห็นชัดเท่าไร โอกาสที่สมอง-ใจ-กาย จะพาเราไปทำสิ่งนั้นให้สำเร็จก็มีมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อแต่ละทีมองค์กรช่วยกันนำภาพ (วิสัยทัศน์ ความฝัน) ในหัวของแต่ละคนออกมา เป็นแบบจำลอง/โมเดล (3 มิติ) ที่จับต้องได้ มันจะเป็นพลังผลักให้เราทำให้ภาพนั้นเป็นจริงยิ่งๆ ขึ้น

ความเป็นเรา

นอกจากนั้น การทำโมเดลภาพความฝันด้วยกันในแต่ละทีมองค์กร ยังช่วยสร้าง “ความเป็นเรา” ในทีม (teamwork, team learning, team spirit)

“เราทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่รู้สึกว่า มีใครสั่งใคร เราต่างรู้ว่า เราต้องทำอะไร และเมื่องานเสร็จ เรารู้สึกภูมิใจว่า เป็นงาน “ของเรา” ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง” ผู้เข้าอบรมหลายคนสะท้อนความคิดคล้ายกันอย่างนี้

งานที่เกิดขึ้นเป็น “งานของเรา” ก็เกิด “ความเป็นเรา” พลังตรงนี้เองที่จะผลักดันให้ภาพ/โมเดลวิสัยทัศน์ขององค์กรเป็นจริง

ปิ๊งแว๊บ

การคิดไป ทำไป ขยับกายไปด้วย ทำให้หลายคนในหลายกลุ่มยิ้มหัวเราะ ขยับเนื้อขยับตัวเดินไปหาของจากกลุ่มอื่น ทุกคนรู้สึกสนุกสนาน ผ่อนคลาย เพลิดเพลินจนลืมเวลา — ซึ่งจำได้หรือไม่ว่า ใจที่ผ่อนคลาย สบายนั้นเป็นใจที่เป็นสมาธิ และในสภาวะจิตที่เป็นสมาธิ ผ่อนคลาย ใจของเราจะเข้าสู่ภาวะแห่งความว่าง ซึ่งความคิดดีๆ จะไหลเข้ามาสู่เรา หรือ เราจะมี “ปิ๊งแว้บ” ได้ง่าย — และนี่เอง คือ เคล็ดลับของไอเดียดีๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการคิดด้วยมือ

20161110_162702

Posted in กิจกรรมเรียนรู้ | Tagged , , , , , , , , , , | Leave a comment

เก้าอี้ขาที่ 4 พลังชีวิตประชาธิปไตย

“การเลือกตั้งแบบเดิมๆ ทำลายความหวังและความใฝ่ฝันของประชาชนที่ตื่นแล้ว ขอให้พวกเรายกจิตใจให้สูงเข้าไว้ อย่ายอมลดภาพฝันให้ลงมาอยู่แค่ยอมรับกติกาธรรมดาๆ ที่สร้างการเมืองที่เราสิ้นหวังกันมานับสิบปี ด้วยวาทกรรมประชาธิปไตยให้เหลือแค่นักเลือกตั้งและการเลือกตั้ง
ประชาธิปไตยของประชาชนมีแก่นแท้อยู่ที่กระบวนการและการทำงานด้วยความหวังและศรัทธาต่อสิ่งที่ดีงาม ด้วยความรักความผูกพันต่อบ้านเกิดเมืองนอน ด้วยความกตัญญูรู้คุณต่อสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ให้เราและด้วยความรักและไมตรีต่อพี่น้องร่วมชาติเดียวกัน”   ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์

20161102_135744เมื่อปี 2547  ชุมชนบ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ ผู้คนล้มตายหลายร้อยชีวิต บ้านพังเสียหายกว่า 1,500 หลัง เหลือเพียง 210 หลัง ในเวลานั้น การให้ความช่วยเหลือจากภายนอก โดยเฉพาะภาครัฐยังไม่เข้าไม่ถึง และไม่ทันทุกข์ที่เผชิญ ผู้คนในชุมชนบ้านน้ำเค็มที่เหลือรอดจึงลุกขึ้นมากอบกู้ชีวิตตัวเอง รวมตัวกันที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านบางม่วง ที่ซึ่งทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ถึงการฟื้นฟูชุมชนทีละก้าวทีละขั้น จนออกแบบสร้างสรรค์ชุมชนเล็กๆ ให้อยู่ร่วมกันในแบบที่ต้องการได้

วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ จังหวัดน่าน ก็เช่นกัน เราจะเห็นปฏิบัติการของชุมชนที่ลุกขึ้นมาแก้ทุกข์ตัวเอง ช่วยเหลือกันและกันอย่างขันแข็งและรวดเร็วด้วยศักยภาพและความรู้ที่มี ชุมชนหลายแห่งประสบปัญหาภาวะหนี้สินก็ได้รวมตัวกันทำสัจจะออมทรัพย์ เพื่อดูแลสวัสดิการชุมชนกันเอง หรืออย่างกลุ่มพลเมืองในเมืองหลวงที่รวมตัวกันรักษาต้นไม้ใหญ่ในเมือง Big Tree ฯลฯ

ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่เล่าเรื่องราวของกลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาชุมชน เป็นกระบวนการของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนโดยแท้ – เป็นสิ่งที่นักวิจัยด้านการเมืองและประชาธิปไตยในโลกตะวันตกเรียกว่า “เก้าอี้ขาที่ 4” อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย

เราจำเป็นต้องฟูมฟักและเอื้ออำนวยให้เกิดเก้าอี้ขาที่ 4 อันเป็นพลังที่มีชีวิตชีวาของแผ่นดิน เป็นพลังอันเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีใจในประเด็นต่างๆ มารวมตัวกันทำงานเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงามในสังคม

ทำไม เก้าอี้ขาที่ 4 จึงสำคัญ?

ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ในหลายประเทศไม่อาจแก้ปัญหาของผู้คนได้ทันการณ์ ไม่เท่าทันกับปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น หาไม่ก็เป็นเหตุแห่งปัญหานั้นเสียเอง อย่างที่เราเห็นจากวิกฤตที่ผ่านๆ มา คนเล็กๆ ปราดเปรียวแก้ปัญหาได้ไวกว่า ระบบภาครัฐที่อุ้ยอ้าย มีระบบระเบียบมาก ก่อนจะเคลื่อนตัวทำอะไร — เห็นได้ชัดเจนว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของคนจำนวนน้อยในสภา ไม่ใช่แค่รัฐธรรมนูญ หรือกระบวนการเลือกตั้ง หากแต่หัวใจของประชาธิปไตยคือผู้คนที่รวมตัวกันเพื่อแก้ทุกข์และสร้างสุข เพื่อประโยชน์ในการอยู่ร่วมกัน

กว่า 20 ปี บนเส้นทางการเมืองภาคพลเมือง อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ได้ตระเวนไปสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจกับพี่น้องนักพัฒนาสังคม ประชาสังคม ชาวบ้าน นักธุรกิจ ข้าราชการ (หัวใจพลเมือง) เยาวชน ฯลฯ ทั่วประเทศ และพบว่า มีความรักและศักยภาพมากมายในแผ่นดินนี้

“เราพบศักยภาพและความสามารถของสามัญชนคนเล็กๆ บนแผ่นดินไทย ที่ดูแลสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบการผลิตที่สร้างสรรค์ยั่งยืน ร่วมกันคิดร่วมกันทำงานบนฐานของหลักธรรมะ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อันเป็นสิ่งที่กลไกและอำนาจรัฐทำไม่ได้และทำไม่เป็น” อาจารย์ชัยวัฒน์กล่าว

การเมืองของนักเลือกตั้งอาจผูกพันกันด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง แต่การเมืองภาคประชาชนผูกพันด้วยความรักความเมตตาที่มีต่อเพื่อนร่วมชาติและแผ่นดิน

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์และทีมงานจึงตั้งใจรวบรวมความรู้ ทั้งทฤษฎี หลักปรัชญา ทักษะกระบวนการต่างๆ ในหนังสือ เล็กก็ล้มใหญ่ได้ถ้าใจถึง : วิถีประชาธิปไตยที่มีชีวิต ด้วยพลังใจ พลังปัญญา และพลังปฏิบัติการของพลเมืองคนเล็กๆ ในแผ่นดิน เพื่อชักชวนคนเล็กๆ อย่างเราๆ ท่านๆ ให้มาร่วมกันล้มปัญหาใหญ่ๆ และก่อร่างสร้างแผ่นดินที่เราปรารถนาด้วยประชาธิปไตยแห่งกระบวนทัศน์ใหม่ (New Democracy) ที่ให้หัวใจและจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์เป็นแหล่งพลังอำนาจสำคัญของความสัมพันธ์ทางการเมือง

“หนังสือเล่มนี้พยายามเปิดมุมมองของเรื่องที่เป็นแก่นของประชาธิปไตยในมิติที่ต่างไป แทนที่จะมองว่า แกนกลางที่หมุนวงล้อประชาธิปไตย คือ นักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นประมาณสองสามหมื่นคน และข้าราชการที่เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาตามทฤษฎีให้รับใช้นโยบายของนักการเมือง —- เรากลับมองว่า แท้จริงแล้ว ประชาชนชาวไทยกว่า 67 ล้านคน คือ แกนหมุนวิวัฒนาการประชาธิปไตย” อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ กล่าว

ไม่มีเวลาไหนที่เหมาะสมเท่ากับเวลานี้อีกแล้ว

การชุมนุมของกลุ่มขั้วการเมืองต่างๆ ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา การรัฐประหารในปี 2557 วิกฤตเศรษฐกิจ จนกระทั่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช … ระลอกคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงโถมกระหน่ำสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ยังไม่นับรวมความท้าทายในกระแสโลก ทั้งภัยสงคราม การก่อการร้าย พิษเศรษฐกิจอันเกิดจากระบบทุนนิยมเสรีที่กินรวบผูกขาด วิกฤตสิ่งแดล้อม ฯลฯ

โลกกำลังอยู่ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ในเวลาเช่นนี้ มีทั้งความท้าทายและโอกาส เราจะดิ่งลงเหวหรือทะยานเหนือห้วงฟ้า — ผู้กุมชะตาอนาคต คือ คนทุกคนในแผ่นดินนี้

ใน เล็กก็ล้มใหญ่ได้ถ้าใจถึง อาจารย์ชัยวัฒน์นำเสนอแหล่งแห่งขุมพลัง 3 ส่วนสำคัญ ที่คนเล็กๆ จะรังสรรค์อนาคตชาติที่งดงามด้วยกัน ได้แก่ พลังแห่งหัวใจที่มีความเมตตาต่อกัน พลังปัญญาที่เข้าใจโลกและสังคมของเราเอง และพลังปฏิบัติการเรียนรู้และร่วมลงมือรังสรรค์ฝันให้เป็นจริง เราเชื่อมั่นเหลือกันว่า เมื่อคนเล็กๆ ผนึกกำลังกัน และมีพลังทั้ง 3 ประการข้างต้น เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยจะเติบโตงอกงาม ผลิดอกออกผลเป็นความสุขสมบูรณ์ และความมั่งคั่งมั่นคงให้คนทั้งแผ่นดิน

๑.  พลังแห่งหัวใจ :  ไฟฝัน ความหวัง ความรักบนหนทางประชาธิปไตย

วิคเตอร์ ฮูโก นักประพันธ์วรรณกรรมคลาสสิก “เหยื่ออธรรม” กล่าวว่า “ไม่มีอะไรที่จะรังสรรค์อนาคตได้เท่ากับความใฝ่ฝัน นวัตกรรมต่างๆ ในโลกนี้ล้วนเกิดมาจากความใฝ่ฝัน กระทั่งระบอบประชาธิปไตยก็มาจากความปรารถนาที่จะให้มนุษย์ได้มีศักดิ์ สิทธิ เสมอภาค เพื่อความสมบูรณ์พูนสุขในสังคม

ความหวังและความใฝ่ฝันเป็นแรงผลักให้มนุษย์กระทำแม้ในสิ่งที่เหลือเชื่อหรือเสี่ยงอันตราย หลายประเทศใช้ความฝันในการชักนำผู้คนให้สร้างสรรค์อนาคตชาติ ตัวอย่างความฝันที่สร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก คือ สุนทรพจน์ของ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ “I have a dream.”

ท่านชวนให้คนอเมริกันฝันถึงสังคมที่ทุกคนมีเกียรติศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน คนผิวสีได้เรียนในห้องร่วมกับเด็กผิวขาว มีสิทธิในการงาน การศึกษาที่ทุกคนใฝ่ฝัน โดยไม่ถูกกีดกันเรื่องสีผิว หรือเรื่องอื่นๆ ความฝันของดร. คิง เมื่อทศวรรษ 60 ก้องกังวานจากรุ่นสู่รุ่น จนวันนี้ เราได้เห็นคนผิวสีผงาดเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา หากไม่มีฝันเมื่อ 50 ปีก่อน ก็จะไม่เกิดความเป็นจริงที่ดีขึ้นในวันนี้

ความฝันไม่ใช่สิ่งที่จะฝากให้คนอื่นทำแทน ความฝันของชาติไม่ใช่นโยบายขายฝันของนักการเมือง พรรคการเมือง หรือรัฐบาล แต่ความฝันของชาติต้องมาจากความปรารถนาของเราทุกคน เราต้องเริ่มตั้งคำถาม — อะไรคือความใฝ่ฝันของคนในแผ่นดินนี้ เราอยากมอบแผ่นดินเช่นไรให้ลูกหลาน?  

๒. พลังปัญญา : ประชาธิปไตยในกระบวนทัศน์ใหม่

เราอาจจะไม่พอใจกับรูปการณ์ของระบอบประชาธิปไตยที่ดำเนินอยู่ในประเทศ ที่มีรัฐประหารนับ 20 ครั้งตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา ทว่า สหรัฐอเมริกา ประเทศที่จัดได้ว่ามีเสถียรภาพทางการเมืองมากว่า 200 ปี ไม่เคยมีรัฐประหารหรือแม้กระทั่งความพยายามคิดล้มรัฐบาลด้วยอาวุธ ก็ใช่ว่าชาวอเมริกันจะพอใจกับพรรคการเมือง รัฐสภาและนักการเมืองของเขา เดวิด แมธิวส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเคทเทอร์ริ่ง สถาบันศึกษาประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “ปัญหาที่เราเผชิญเป็นปัญหาของระบบประชาธิปไตยที่พิกลพิการ ทำงานไม่ได้”

ตัวเลขทางเศรษฐกิจในระยะ 50 ปีที่ผ่านมาของอเมริกาสะท้อนให้เห็นว่า ความร่ำรวยไหลไปกระจุกอยู่ในมือของกลุ่มคนที่มีอำนาจเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งเป็นคนเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดในประเทศ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เราจะได้ยินศัพท์ทางการเมืองใหม่ ๆ เช่นกล่าวว่า โลกเสรีประชาธิปไตยตะวันตกนั้นโดยเนื้อแท้แล้ว คือ ธนาธิปไตย (plutocracy) และคณาธิปไตย ที่อำนาจอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย หาได้อยู่ในมือของประชาชนอย่างเท่าเทียมกันไม่

และนี่คือมูลเหตุที่อาจารย์ชัยวัฒน์ชวนให้ทุกคนตั้งคำถามกับกระบวนทัศน์หรือกรอบพิจารณาเรื่องประชาธิปไตยอย่างถึงรากถึงโคน คือ ลึกลงไปยังกระบวนทัศน์

บทพลังปัญญาอธิบายให้เห็นภาพของกระบวนทัศน์กลไกที่ก่อตัวตั้งแต่สมัยศิลปวิทยากรในยุโรป (Renaissance) ต่อเนื่องมาจนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจนยุคใหม่ กระบวนทัศน์กลไกและแยกส่วน ที่ให้กำเนิดระบบต่างๆ ในสังคม ไม่ว่า ระบบราชการ ระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจ รวมถึงระบบประชาธิปไตยที่พิกลพิการด้วย โดยย่อ กระบวนทัศน์แบบกลไกเป็นโลกที่เน้นตัวชี้วัด และปริมาณมากกว่าคุณภาพ เห็นมนุษย์เป็นปัจจัยการผลิต ที่ต้องผลิตให้ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ หากไม่ได้ ก็ถือว่าล้มเหลว และต้องถูกแทนที่ นอกจากนั้น กระบวนทัศน์แบบกลไกยังมองทุกอย่างเป็นส่วนๆ แยกจากกัน ทำงานกันเป็นทอดๆ แบบสายพานการผลิต และยังพยายามให้ทุกอย่างเป็นมาตรฐานเดียว เป็นต้น

แต่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านและกระแสแห่งกระบวนทัศน์ใหม่ได้เข้ามาแล้ว เป็นกระบวนทัศน์ที่มองเห็นทุกอย่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างเป็นองค์รวม มีความหลากหลายแตกต่าง แต่เชื่อมโยงส่งผลกระทบต่อกันและกัน — ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเน้นของประชาธิปไตยใหม่ที่หนังสือเล่มนี้ต้องการนำเสนอ

เมื่อมองประชาธิปไตยอย่างมีชีวิต เราจะเห็นความเชื่อมโยงของชีวิตในนั้น เห็นพัฒนาการความงอกงาม การเหี่ยวเฉาของต้นไม้ประชาธิปไตยที่กระจายไปยังประเทศต่างๆ ตามเหตุและปัจจัย เราจะไม่มองประชาธิปไตยเป็นมาตรฐานเดียวแบบกระบวนทัศน์กลไกอุตสาหกรรม ที่คงตัวไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยสายตาแบบนี้ เราจะเห็นประชาธิปไตยของไทยในแบบของเราเอง เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยที่เพาะในแผ่นดินสยามจะเติบโตด้วยอะไร สำรวจเหตุปัจจัยที่ต้นไม้นี้จะงอกงาม เห็นต้นทุนเดิมที่มีอยู่ในแผ่นดิน อย่างที่อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลกล่าวว่า ประชาธิปไตยเป็นวิถีที่มีอยู่แล้วในโลกตะวันออก และหลายชนเผ่า เราอาจไม่ใช้ชื่อ ประชาธิปไตย แต่โดยสาระแล้ว มันคือการเคารพกัน สนทนาเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน และให้ส่วนรวมอยู่อย่างเป็นสุข

ผู้ที่มีอำนาจยังคงกอดกระบวนทัศน์เก่า เพราะพวกเขาได้ประโยชน์แม้จะบนความทุกข์ของคนส่วนใหญ่ ทว่า คนเล็กๆ ที่มีหัวใจและมีปัญญาสามารถนำการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความเข้าใจกระบวนทัศน์ใหม่ที่มีชีวิต

๓. พลังแห่งทักษะปฏิบัติการ : ลงมือสร้างประชาธิปไตยที่มีพลเมืองเป็นศูนย์กลาง

ในอดีตที่สายสัมพันธ์ในชุมชนและโครงสร้างสังคมบนฐานวัฒนธรรมเกษตรกรรมยังมั่นคงอยู่ ชุมชนและกลุ่มคนช่วยเหลือกันทำงาน เช่น “ลงแขก” ล้อมวงพูดคุย แก้ปัญหาร่วมกัน ดูแลกันและกัน แต่เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนแปลง กระบวนทัศน์ที่แยกส่วน ทำให้เราแยกขาดกัน สายสัมพันธ์ที่เคยมีก็ลดทอน พลังแห่งความร่วมไม้ร่วมมือก็จางไป หากจะสร้างพลังประชาธิปไตยใหม่ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ สำคัญอย่างยิ่งที่ต้องรื้อฟื้นทักษะและความสามารถในการอยู่ร่วมกัน

บทนี้นำเสนอสาระความหมายของอำนาจพลเมืองและทักษะที่พลเมืองจำต้องฝึกฝน อาทิ การเรียนรู้ลึกซึ้งร่วมกัน การสนทนาเพื่อสร้างปัญญาและสานสัมพันธ์ อันเป็นหัวใจของ “สภาประชาชน” หนทางที่จะสร้างชุมชนเรียนรู้และจัดการตนเอง และความเข้าใจในพลังอำนาจของกลุ่มพลเมือง เพื่อที่จะไม่ตกหลุมพรางของทุนหรือโครงการที่รัฐหยิบยื่นให้ ซึ่งทำลายความเข้มแข็งของชุมชนมามากต่อมากแล้ว

บพิเศษ เรื่องเล่าจากสนามพลเมือง

สาระใน 3 ส่วนหลักที่กล่าวมานั้นไม่ได้เป็นแค่ความคิด อุดมคติ หรือทฤษฎีลอยๆ หากแต่เรามีเรื่องราวของพลเมืองที่ลุกขึ้นมาเรียนรู้ จัดการตนเอง แก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อพิสูจน์ว่าคนเล็กๆ มีพลังสร้างความเปลี่ยนแปลงเพียงใด และเราต้องร่วมกันฟูมฟักให้พลังเช่นนี้เติบโตและขยายตัวให้มาก ในหนังสือเล่มนี้ ได้คัดสรรเรื่องเล่าที่สะท้อนอำนาจและศักยภาพของพลเมือง อาทิ

นายเหมือง นายฝาย: วิถีประชาธิปไตยชุมชนในการจัดการน้ำ

วิทยากรกระบวนการแห่งสายน้ำ ข้าราชการที่ปรับบทบาทจากผู้สั่งการมาเป็นผู้อำนวยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับประชาชน

สามคลองสองแดน: วิถีประชาธิปไตยของสามัญชน ที่นำเอาพลังมรดกทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและวิถีพุทธมาเป็นหลักในการฟื้นฟูความเข้มแข็งให้ชุมชนและสำนึกพลเมือง

การเมืองสมานฉันท์ที่ตำบลควนรู: เดิน 3 ขา บนวิถีประชาธิปไตย ปัญหาความร้าวฉานในชุมชนที่ดำเนินมายาวนานทำให้ชาวบ้านไม่อาจทนได้อีกต่อไป จึงลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตัวเอง ปรึกษาหารือ วางกติกาและสร้างระบบที่ทุกฝ่ายร่วมมือเพื่อประโยนชน์ส่วนรวม

ชุมชนบ้านน้ำเค็ม: ประชุมปรึกษาหารือเพื่อกำหนดอนาคตของตนเอง วิกฤตภัยธรรมชาติสึนามิอาจทำลายชีวิตและทรัพย์สินมากมาย แต่สิ่งที่คลื่นยักษ์ให้ คือ โอกาสที่ผู้ประสบกภัยจะได้เรียนรู้ถึงอำนาจในตนที่จะสร้างชีวิตใหม่ ผ่านกระบวนการร่วมคิด ร่วมทำอย่างแท้จริง

เรื่องเล่าเหล่านี้บอกพวกเราว่า งานของพลเมืองเป็นพันธกิจของชีวิต ไม่มีการจ้างวาน ไม่มีการขอร้องบอกให้ทำ แต่เป็นงานที่ออกมาจากหัวใจ ที่อยากแก้ทุกข์ บำรุงสุขให้บ้านเมือง

เราเชื่อว่า ยังมีผู้คน กลุ่มคนอีกมากมายในแผ่นดินนี้ที่มีหัวใจทำเพื่อส่วนรวม ขอเพียงเราเห็นและหากันให้เจอ เชื่อมหัวใจกัน เรียนรู้และสนทนากันให้เกิดปัญญา ลงมือสร้างสรรค์งานเพื่อมอบแผ่นดินที่งดงามให้ลูกหลานในอนาคต

Continue reading

Posted in ล้อมวงอ่าน | Tagged , , , , , , , , , | Leave a comment

มนุษย์-เครือข่าย

network6“เครือข่าย” เมื่อเอ่ยถึงคำนี้ เรารู้สึกอะไร เห็นภาพอะไรในใจเรา คำนี้ให้ความหมายอะไรกับเรา (ถ้าจะต้องอธิบายคำนี้ให้เด็ก 8 ขวบเข้าใจ เราจะอธิบายอย่างไร)

เราทำเครือข่ายไปเพื่ออะไร มีความหมายอะไรกับชีวิตและสังคม? (เอาคำตอบจากหัวใจเราเอง ไม่เอาตามที่ได้ยิน ได้ฟัง หรือจำคนอื่นมาพูด)

สำหรับเรา เครือข่าย ทำให้นึกถึงหนังสือ โยงใยที่ซ่อนเร้น ของนักฟิสิกส์ผู้โด่งดัง ฟริตจ๊อฟ คาปร้า และหนังสือวิทยาศาสตร์ใหม่ต่างๆ อีกทั้งเมื่อย้อนถึงหลักพุทธศาสนา ก็นึกถึงกฎอิทัปปจยตา ปฏิจสมุปปบาท อันเป็นกฏที่อธิบายความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งและเหตุปัจจัยทั้งหลาย

“เครือข่ายคือการเชื่อมเข้าหากันของมนุษย์” อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์เกริ่นแล้วชวนพวกเราทบทวนตัวเองด้วยคำถามว่า “เวลาเราบอกว่า ทำงานสร้างเครือข่าย เราเข้าใจไหมว่า เป็นเรื่องการเชื่อมมนุษย์เข้าหากัน เราเห็นใบหน้าของมนุษย์ในเครือข่ายไหม”  

อาจารย์ชวนให้ทุกคนทบทวนงาน “เครือข่าย” ที่ผ่านมาด้วยคำถาม

  1. ทบทวนการสร้างเครือข่ายของเรา (ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น) เราทำอะไร เชื่อมคนเข้าด้วยกันหรือไม่ ใช้ทักษะวิธีการใดในการเชื่อมพลังใจ พลังความคิด (ปัญญา) ของผู้คน
  2. ที่ผ่านมา เรารักษาและดูแลให้เครือข่ายดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนและมีพลังด้วยวิธีการอะไร ได้ผลอย่างไร เพราะอะไร
  3. เราเห็นตัวเราเองหรือไม่ในการทำงานหรือเป็นส่วนของเครือข่าย เรามีอุปนิสัยอย่างไร มีความสามารถและใช้ทักษะอะไรบ้างหรือไม่ ในการดูแลรักษาเครือข่ายหรือสร้างพลัง

ลองครุ่นคิดก่อนที่จะอ่านข้อความต่อไปนี้ ……

network3ผู้เข้าอบรมในหลักสูตรการสร้างเครือข่ายที่มีพลังและยั่งยืนได้เขียนเล่าเครือข่ายในแบบที่ประสบมาบนกระดาษฟลิปชาร์ท ปรากฏว่า มีการเล่าถึงเครือข่าย อาทิเช่น —- เครือข่ายมีเป้าหมายและความฝันร่วมกัน, ทำงานร่วมกัน, จริงใจต่อกัน, เชื่อมความสัมพันธ์กัน, เสียสละ, เสมอภาค, เข้าอกเข้าใจกัน, เปิดใจ รับฟังกัน, ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง, เอื้ออาทรกัน, รักษาจุดร่วมสงวนจุดต่าง, ประสาน, วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของเครือข่าย, เป็นธรรมและยุติธรรม ฯลฯ

เมื่อทุกคนวาดแผนที่เครือข่ายแล้ว อาจารย์ถามว่า “ทั้งหมดที่เขียนมามันดูดีมากเลย  แสดงว่าเราเข้าใจเรื่องเครือข่ายและทำมันได้แล้ว งั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องเรียนเรื่องเครือข่ายแล้วละมัง หรือเครือข่ายของเราคงเข้มแข็ง เชื่อมโยงกันดีแล้ว เช่นนั้นใช่หรือไม่”

เงียบ และเสียงหัวเราะเบาๆ แก้เก้อ เป็นคำตอบ

“อันที่จริง เครือข่ายของเราเป็นอย่างไร ทำเครือข่ายได้ดีแล้วหรือไม่ อะไรเป็นปัญหา และหาสิ่งที่ยังเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เราทำเครือข่ายไม่สำเร็จ เราต้องดูเรื่องต่างๆ ตามที่มันเป็น ตามความเป็นจริง เราจึงจะอยู่กับสิ่งนั้น หาทางพัฒนามันให้ดีขึ้นได้ หากเราทำเหมือนเรารู้แล้ว เข้าใจแล้ว เราก็จะไม่เห็น ไม่อยู่กับความเป็นจริง”

หลังจากนั้น ผู้เข้าอบรมเข้ากลุ่มไปสนทนากันถึงข้อคิดและคำถามของอาจารย์ชัยวัฒน์ จากนั้นเขียนถึงเครือข่network5ายที่เป็นอยู่ว่า —- มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจ, ขาดความไว้วางใจและยอมรับกัน, ขาดการดูแลติดตามอย่างต่อเนื่อง, ขาดจิตสาธารณะและความรับผิดชอบ, คนเปลี่ยน อุดมการณ์เปลี่ยน, เป้าหมายเดียวกัน แต่ต่างคนต่างทำ, ขาดความหลากหลายของทักษะการจัดการ, อัตตา อ้างความเป็นเจ้าของเครือข่ายและประเด็นงาน, ไม่เปิดรับฟังคนอื่น ฯลฯ  

เมื่อตระหนักรู้ปัญหาหรืออุปสรรคของการทำงานเครือข่ายแล้ว หัวใจก็จะเปิดเพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องนี้ และในวันต่อมา คือ วันที่สองของการอบรม การเรียนรู้เรื่องเครือข่ายก็ลงลึกเข้าไปถึงหัวใจและตัวตนของความเป็นมนุษย์ — ปัญญา ความรัก สายตาอันอ่อนโยนในการมองสิ่งต่างๆ เป็นต้น — ที่จะนำมาสร้าง สาน รักษาเครือข่าย เชื่อมสภาวะกับผู้คน เติมพลังกับผู้คน …

แท้จริงแล้ว เครือข่ายคืออะไร?? การจะทำเรื่องเครือข่าย เราจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องอะไรบ้าง โปรดติดตามตอนต่อไป …..

 

Posted in กิจกรรมเรียนรู้, Uncategorized | Tagged , , , , , , , , , | Leave a comment