ทำการบ้าน เพื่อใคร

จากการทำการอบรมมายาวนานและเฝ้าสังเกตการเรียนรู้ของผู้คนในการอบรมอื่นๆ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ พบว่า สิ่งที่ขาดหายไปในกระบวนการเรียนรู้ คือ การหล่อเลี้ยงพลังการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและให้เกิดผลได้จริงในภาคปฏิบัติ — ดังนั้น โครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ จึงออกแบบให้มีระบบการติดตามสนับสนุนการเรียนรู้สำหรับผู้เข้าอบรม โดยทีมที่มีชื่อเล่นว่า “พี่เลี้ยง”

อันที่จริง ความเป็นพี่เลี้ยงไม่ได้หมายความว่า เราเก่งหรือรู้เรื่องงานการของผู้เข้าอบรม แต่พี่เลี้ยงมีหน้าที่สร้างบรรยากาศ ชวนสนทนา ตั้งคำถาม เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเรียนรู้จากตัวเอง จากงานที่ตัวเองทำ จากปฏิสัมพันธ์ในทีมงาน

หนึ่งในงานที่พี่เลี้ยงทำ คือ การตั้งคำถามชวนใคร่ครวญ และถอดบทเรียน

img_1420ท้ายเวทีการอบรมแต่ละครั้ง ทีมพี่เลี้ยงจะมีแบบสอบถามให้ผู้เข้าอบรมประเมินผลการเรียนรู้ และถอดความรู้ด้วยตัวเอง คำถามในการประเมินตนเอง 2 คำถาม มุ่งเน้น

  • ให้ผู้เข้าอบรมทบทวนและเชื่อมโยงความรู้และทักษะที่เรียนว่าเป็นประโยชน์กับชีวิตและงานของตนอย่างไร เห็นโอกาสในการนำเอาความรู้ ทักษะที่ได้จากการอบรมไปใช้ในงานอย่างไรบ้าง
  • ให้ผู้เข้าอบรมสังเกตตัวเองว่า เห็นความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่ตนเองสังเกตเห็นในตัวเอง ในระหว่างการอบรมหรือไม่ เห็นการเปลี่ยนแปลงในความคิด พฤติกรรมของทีมงาน และเพื่อนร่วมเรียนรู้อย่างไร

คำถาม 2 ข้อนี้เป็นไปเพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นตัวเอง เห็นผู้อื่น เห็นความรู้ภายนอก ที่ตัวเองจะนำมาใช้ในตัว และเห็นความรู้ในตัวที่จะนำออกไปใช้ภายนอกได้

นอกจากคำถามท้ายเวทีแล้ว พี่เลี้ยงติดตามดูแลพลังการเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมอบรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนทนากันทางไลน์ (Line) ที่สำคัญ คือ หลังการอบรมราว 4-6 สัปดาห์ ทีมพีเลี้ยงจะส่งคำถามชวนใคร่ครวญเรื่องการนำความรู้ ความเข้าใจที่ได้จากการอบรมว่าไปใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงานอย่างไรบ้าง

ทีมพีเลี้ยงชวนให้ผู้เรียนรู้บันทึกการเรียนรู้ของตัวเองเป็นประจำ หรืออย่างน้อยก็เขียนเมื่อได้รับคำถามชวนคิด ที่หลายคนเรียกว่า “การบ้าน”เรื่องนี้ไม่มีการบังคับ ไม่เป็นกฏหรือกติกาใดๆ แต่ความหมายของการทำเช่นนี้ คือ การเรียนรู้ไปด้วยกัน _DSC0301และเพื่อจะเข้าใจความรู้สึกของผู้เข้าอบรมว่า ระบบการติดตามแบบนี้มีส่วนช่วยให้พวกเขายกระดับการเรียนรู้และการนำความรู้ไปใช้ในการทำงานบ้างหรือไม่ ทีมพี่เลี้ยงโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ได้สัมภาษณ์พิเศษ คุณเสนีย์วรรณ เสนีย์ยุทธ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพเขต 9 

ทีมพี่เลี้ยงถาม : การบ้านที่ทางทีมติดตามสนับสนุนส่งไปหลังจากการอบรมแล้วประมาณ 1 เดือน มีความหมายและความสำคัญสำหรับการเรียนรู้อย่างไรบ้างค่ะ

คุณเสนีย์วรรณ : สิ่งแรก คือ เราเองต้องให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น เมื่อเราให้ความสำคัญ เราก็จะมีเวลาที่จะทำ การทำการบ้าน เป็นการทำให้เราได้กลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่เราได้ผ่านกระบวนการมากมายในห้องเรียน ไม่ว่า จะเป็นการฟัง การมีสติ การสนทนา การชวนคิด การได้เปิดมุมมอง เกิดปัญญาใหม่ๆ แล้ว  การกลับมาทำการบ้าน ก็ทำให้เราได้มองเห็นตัวเองอีกแบบหนึ่ง เหมือนเราได้ยกระดับความคิดของเราขึ้นมาอีก เป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้กับตัวเองอีกขั้นหนึ่ง (Refection on Refection)

ที่จริงแล้วหลังจากที่เราจบการอบรมแต่ละครั้ง ทางทีมงานก็ให้เราสรุปและสะท้อนกระบวนการอบรม ( Refection) อยู่แล้วว่า เราคิดอย่างไร ได้เรียนรู้อะไร เกิดความรู้ความคิดอะไรขึ้นบ้าง

ตอนนั้นเราก็สะท้อนได้ระดับหนึ่ง แต่พอเรากลับมาได้อยู่กับตัวเอง เมื่อช่วงเวลาผ่านไป เราก็ได้กลับมาเห็นตัวเองอีกมุมหนึ่ง การทำการบ้านก็เป็นเหมือนกันได้ทบทวนตัวเอง และได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่กระบวนการครั้งใหม่ด้วย ได้ทบทวนว่า ที่ผ่านมา เราเรียนรู้อะไรมาบ้าง แล้วครั้งใหม่เราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร กับกระบวนการข้างหน้า

 ทีมพี่เลี้ยง : หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมเราจะมีแบบสอบถามให้ผู้เข้าร่วมได้ประเมินการเรียนรู้ของตนเองว่า ได้ประโยชน์ ได้อะไรบ้าง เข้าใจสาระอย่างไร และคิดว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อชีวิตและการทำงานอย่างไร แล้วก็มีสำเนาให้กับทุกคนได้นำกลับบ้าน ได้มีโอกาสนำสิ่งที่เขียนไว้นั้นมาทบทวนด้วยหรือไม่ ก่อนการที่จะตอบคำถามการบ้านที่ทีมงานส่งมาให้

คุณเสนีย์วรรณ : เคยเอามาทบทวนนะ พอเราอ่านแล้ว เราก็สังเกตได้ว่า ในตอนนั้นที่เราตอบไป เราคิดแบบเร็วๆ ก็รู้สึกว่า เราเขียนไปได้อย่างไร ที่จริงเราน่าจะเขียนได้ดีกว่านี้ หรือที่จริงแล้ว เราคิดได้มากกว่าในขณะนั้น นี่คือสิ่งเห็น แล้วเวลาที่เราทำการบ้านเราก็เสริมได้เสริมความคิดเพิ่มเติมหลังจากที่เราได้สะท้อนในห้องเรียน ให้มันสมบูรณ์มากขึ้นตอนที่เราทำการบ้านกลับไปให้

ทีมพี่เลี้ยง : คำถามที่ส่งไปให้ คิดว่ามีส่วนช่วยการเรียนรู้ของเราขนาดไหน หรือมันยาก-ง่าย หรือควรท้าทายกว่านี้ คิดอย่างไรค่ะ

คุณเสนีย์วรรณ : มันไม่ง่าย แต่มันก็ไม่ยาก เพราะที่จริงแล้ว ก็เป็นคำถามที่เราไม่ได้ไปถามใคร แต่เป็นคำถามที่ต้องกลับมาถามกับตัวเราเอง เราตอบคำถามได้ ก็เหมือนเราตอบตัวเราเองได้ (การสนทนากับตัวเอง)  ที่จริงเราไม่ได้ตอบทีมงานหรอก แต่คำถามนั้น เป็นการตั้งคำถาม เพื่อให้เราถามตัวเอง ตอบตัวเอง ว่า คุณได้อะไร  คุณเรียนรู้อะไร คุณพัฒนาอะไร และเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นกับชีวิตคุณ ณ ปัจจุบัน หลังจากที่คุณผ่านกระบวนการอบรมมาเกือบปีแล้ว

ทีมพี่เลี้ยง : ใช้เวลากับการทำการบ้านเยอะไหม

คุณเสนีย์วรรณ :  พอทีมงานส่งแนวคำถามมา พี่ก็เปิดอ่านทันที เพราะอยากรู้ว่า ทีมงานจะถามอะไร เราก็รู้สึกท้าทายระดับหนึ่งว่า ดูซิ รอบนี้ทีมงานอยากรู้อะไร พออ่านแล้ว ก็จะทิ้งช่วงไป พอใกล้ๆ เวลาส่ง ก็คิดว่า ต้องให้เวลากับการทำงานการบ้านแล้วอย่างน้อยๆ วันหรือสองวัน ต้องคิดแล้วว่า เราจะตอบอะไร เราคิดอะไร

ตอนที่ตอบไม่นานคะ แต่ใช้เวลานาน เพื่อที่จะให้ความคิดเราตกผลึกว่า เราเราจะตอบอะไร เพราะเรารู้ว่ามันไม่ใช่แค่ตัวเราเองแล้ว การตอบนี้ ทีมงานอาจจะนำไปใช้ประโยชน์ในการปรับกระบวนการ ทำอย่างไรที่จะเกิดประโยชน์กับทีมงานด้วย ถึงต้องใช้เวลาตกผลึกความคิดนานนิดหนึ่ง แล้วค่อยๆ เขียนออกมา เราอาจจะว่างเอาท์ไลน์ของเราไว้ก่อน แต่ก็รู้ว่า เราจะตอบคำถามอะไร แล้วค่อยใส่รายละเอียดลงไป

Continue reading

Posted in งานพี่เลี้ยง | Tagged , , , , , , , , | Leave a comment

คุยกันเรื่องชีวิตฯ (ตอน 2)

“คุยกันเรื่องชีวิตให้มากกว่าเรื่องงาน” ตอน 2 ใกล้เขามาอีกนิด ศิษย์กับครู  

บรรยากาศการสนทนามีผลอย่างมากต่อผู้ร่วมสนทนา หรืออาจเรียกได้ว่า มีผลต่อความเป็นมนุษย์ของกันและกัน การสนทนาในห้องประชุม ที่มีไมโครโฟน หน้าจอคอมพิวเตอร์ กับ การสนทนาที่ผู้คนล้อมวงกัน ไม่มีอะไรคั่นระหว่างมนุษย์ อาจจะมีข้าวปลาอาหาร เสียงดนตรี สายลมธรรมชาติ คนในวงสนทนาจะรู้สึกต่อกันอย่างไร — สัมผัสประสบการณ์การเยี่ยมเยียนทีมจากโรงพยาบาลสร้างสุข จากคุณ สุภาพ สิริบรรสพ (พี่หน่อง) หนึ่งในพี่เลี้ยงโครงการฯ ที่ดูแลพื้นที่ทีมจากโรงพยาบาลสร้างสุข ได้แก่ ทีมโรงพยาบาลปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน, ทีมโรงพยาบาลหล่มเก่า จ. เพชรบูรณ์ และทีมโรงพยาบาลท่าสองยาง จ. ตาก

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_7399คุณสุภาพ เล่าว่า เริ่มต้นการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนที่ทีมโรงพยาบาลปางมะผ้า เพราะดูตามความต้องการของพื้นที่ ได้รับรู้ถึงความทุกข์ของทีมปางมะผ้าที่ต้องรับมือกับสถานการณ์หลายอย่าง ถึงแม้ว่าจะทำเรื่อง รพ.สร้างสุข แต่มันไม่ใช่ทำแค่เรื่องของโรงพยาบาล เนื่องจากในพื้นที่มีปัญหาด้านอื่นๆ อีกมากมาย  เช่น ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเผาป่า ทำไร่  ชาวเขาที่ไม่มีบัตร คนไร้สัญชาติ และคนที่อยู่ชายแดน ต่างๆ เหล่านี้เชื่อมโยงกับคนในโรงพยาบาล ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ เป็นปัญหาด้านอื่นๆ ด้วย ทั้งด้านอาชีพ สิ่งแวดล้อม คนในทีมต้องทำหลายเรื่อง เป็นเภสัชกรก็ต้องมาทำเรื่องเลี้ยงหมู โรงพยาบาลก็ทำเรื่องปลูกผัก อะไรต่างๆ จึงตัดสินใจเลือกไปที่เดียวเพราะไม่สามารถเดินทางไปหลายๆ ที่เหมือนภาคใต้ได้  การเดินทางก็ค่อนข้างจะห่างไกลกว่าจะไปถึง

สิ่งที่เหมือนกับภาคใต้คือ การรอคอย และเตรียมตัวที่จะได้พบอาจารย์ชัยวัฒน์ และอยากจะเล่าให้ฟังว่า ได้นำสิ่งที่ได้เรียนกับอาจารย์ไปทำอะไรบ้าง อยากจะได้พลังจากอาจารย์ เพราะพอเขากลับไปทำงานทำให้พลังของเขาลดลงมาก แต่สิ่งที่ได้รับมันมากกว่าพลัง  บางครั้งตอนเรียนเขาไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง  ทำไปตามโจทย์ที่อาจารย์ให้ทำ รู้สึกเกร็งๆ กับอาจารย์  ซึ่งต่างจากการมาเยี่ยมในพื้นที่ พออาจารย์ลงไปเยี่ยมไปให้คำแนะนำ ก็ทำให้บรรยากาศและความสัมพันธ์กับอาจารย์รู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_6765พี่หน่องเล่าว่า การลงไปติดตามกับอาจารย์ต้องมีสติรู้ตัวมากเพราะไม่รู้ว่าอาจารย์จะโยนมาเมื่อไร แม้กระทั้งนั่งในรถตู้ก็ชวนคนขับรถตู้คุยเรื่องที่เคยมาเรียนกับอาจารย์แล้วนำสิ่งใดไปใช้บ้าง  อาจารย์ชวยคุย ชวน Reflection ตลอดทาง ทานข้าวกลางวันอาจารย์ก็ยังชวนคุยได้ คุยเรื่องยกระดับสินค้า เล่าเรื่องอาหารที่ทานในช่วงกลางวัน เรื่องของฝายมีชีวิตที่พี่เพลิน (เพลินใจ เลิศลักขณวงศ์) ทำอยู่แล้ว  จึงเป็นที่มาของการพูดคุยเรื่องฝายมีชีวิตต้องตอบโจทย์ชีวิตชาวบ้าน การทำงานกับชาวบ้านต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับชาวบ้านอย่างไร

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_906หลายคนประหลาดใจที่การไปเยี่ยมครั้งนี้ไม่มีกำหนดการ แค่บอกกล่าวกันว่าจะไปเยี่ยม แต่ทุกคนก็เตรียมตัว ตอนทางอาหารเย็นกับอาจารย์ บรรยากาศการคุยแบบพี่แบบน้อง มีคอนเสิร์ตเล็กๆ เอาดนตรีมาคนละชิ้น มาเล่นดนตรี ล้อมวง ร้องเพลงกัน ทำให้เรารู้สึกสนิทแนบแน่นกันมากขึ้น ก็มีการนั่งคุยกันต่อว่า บรรยากาศการพูดคุยกันแบบนี้มีความหมายอย่างไร เราได้เรียนรู้อะไร

 

ในวันที่สอง เราไปคุยกันที่ห้องประชุมของ สสอ. ซึ่งเป็นห้องประชุมบนโต๊ะมีไมโครโฟนให้กด ทำให้ได้เรียนรู้ว่า การจัดห้องและบรรยากาศในห้องมีผลต่อการพูดคุยมาก  หลังจากไปดูกิจกรรมที่ทีมนี้ทำแล้ว อาจารย์ชวนทำกระบวนการเช็คเอ้าท์กันที่ร้านกาแฟ

“ทุกคนเห็นอะไรบ้าง” อาจารย์ชัยวัฒน์ถาม 

หลายคนตอบว่า ได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์

อาจารย์ชัยวัฒน์กล่าวเสริมว่า  การได้เรียนรู้และช่วยให้เติบโตไปด้วยกัน ในฐานะพี่เลี้ยง เราจะทำอย่างไรเราถึงจะช่วยให้เขาได้เรียนรู้ได้เรียนทางลัด และเติบโตไปด้วยกัน”

 

Posted in เยี่ยนเยียนเรียนรู้ | Tagged , , , , , , , , , , , | Leave a comment

คุยกันเรื่องชีวิตให้มากกว่าเรื่องงาน (ตอน 1)

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_4196

 “การไปเยี่ยมของอาจารย์และทีมครั้งนี้ ไม่ใช่ลงไปติดตามงาน แต่อยากให้ทุกคนเห็นชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่เห็นงานเพียงอย่างเดียว หัวใจของความสำเร็จของมนุษย์คือการจัดการชีวิต เมื่อคุณจัดการชีวิตได้ดี งานของคุณก็จะดีตาม เพราะฉะนั้นเวลาเราไปคุย เอาเรื่องชีวิตมาคุยก่อน ให้เห็นความเป็นมนุษย์  แล้วเขาจะทะลุได้เอง แล้วเรื่องงานก็จะตามมาเอง” อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ 

หนึ่งในกระบวนการสำคัญของการเรียนรู้ คือ การฟูมฟักดูแลผู้เข้าอบรมหลักสูตรภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่  (Leaders by Heart) อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงในการเช้ารับการอบรม 3 คืน 4 วัน แต่ทีมงานโครงการและวิทยากร สื่อสารเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่องผ่านรูปแบบการสื่อสาร social media และที่สำคัญ คือ การเดินทางไปเยี่ยมเยียนผู้เข้าร่วมโครงการในพื้นที่

ในการเยี่ยมเยียนผู้เข้าอบรมนี้เอง ทีมงานได้พบข้อเรียนรู้ที่สำคัญในการสร้างพลังสู่การเปลี่ยนแปลง ทั้งในมิติชีวิตและการงาน ปิยนาถ ประยูร หนึ่งในทีมพี่เลี้ยงสนับสนุนการเรียนรู้ได้บันทึกเล่าการเดินทางไปเยี่ยมเยียนทีมองค์กร/โครงการต่างๆ ในภาคใต้

เปิดวงสนทนา

คืนแรกของการเวทีการอบรมที่ว่าด้วยเรื่องเครือข่าย การล้อมวงคุยกันโดยใช้กระบวนการ Fish bowl โดยมีผู้นำการสนทนาคือ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์  ผู้ร่วมวงสนทนา คือ ปิยนาถ ประยูร (นาถ) และ สุภาพ สิริบรรสพ (หน่อง) ซึ่งเป็นทีมงานของโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ ที่มีบทบาทในการติดตามสนับสนุนการเรียนรู้ หรือเรียกกันเล่นๆ ว่า “พี่เลี้ยง”

อาจารย์ชัยวัฒน์  เปิดวงสนทนา ด้วยประโยคสำคัญ “Capacity To Experience”  ซึ่งแปลว่า “สมรรถนะในการมีประสบการณ์” หรือ “ความสามารถในการมีประสบการณ์”

“ประสบการณ์”  ที่จะนำมาเล่าในครั้งนี้เป็นเรื่องราวการเดินทางเพื่อเยี่ยมเยียนทีมต่างๆ ที่เข้ามาร่วมเรียนรู้ในหลักสูตรชุดวิชาของโครงการภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่  ในการสนทนาจะให้แต่ละคนเล่าเรื่องที่เป็นเหตุการณ์หรือประสบการณ์สดๆ ที่แต่ละคนได้ไปพบเจอ จากนั้นก็ให้คนในวงยกระดับจากการฟังประสบการณ์ของผู้เล่าว่าเมื่อได้ฟังเหตุการณ์ต่างๆ แล้วเราได้ข้อคิดหรือค้นพบอะไรจากเรื่องเล่าประสบการณ์นั้นบ้าง

 

มองเห็นชีวิตมากกว่างาน ประสบการณ์จากภาคใต้

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_5190ปิยนาถ ประยูร  หนึ่งในทีมพี่เลี้ยงของโครงการ เล่าให้ฟังถึงการเดินทางร่วมกับ “น้องอี๊ด” รัตนา ชูแสง  ที่เป็นพี่เลี้ยงหลักในพื้นที่ภาคใต้ และอาจารย์ชัยวัฒน์ ซึ่งเป็นวิทยากรกระบวนการ หรือ เป็น “ครู” ที่ให้ความรู้ทั้งในเชิงทักษะ ทฤษฏี กระบวนการ สำหรับให้ผู้เรียนทุกคนได้นำไปปรับใช้ในงานของตัวเองที่ทำอยู่  การลงพื้นที่ใน 4 จังหวัดภาคใต้ คือ สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง และพังงา เป็นระยะเวลาติดต่อกันถึง 7 วันเลยทีเดียว

ก่อนออกเดินทาง อาจารย์ชัยวัฒน์ ได้บอกกล่าวไปยังทุกทีมที่จะไปเยี่ยมว่า

“การไปเยี่ยมของอาจารย์และทีมครั้งนี้ ไม่ใช่ลงไปติดตามงาน แต่อยากให้ทุกคนเห็นชีวิตเป็นตัวตั้งไม่เห็นงานเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาจารย์เห็นว่า พวกเราส่วนใหญ่จะติดกรอบอะไรบางอย่างที่ทะลุไม่ขึ้น เวลาคุยก็จะคุยแต่งาน งาน งาน  อาจารย์มาค้นพบว่า หัวใจของความสำเร็จของมนุษย์คือการจัดการชีวิต เมื่อคุณจัดการชีวิตได้ดี งานของคุณก็จะดีตาม เพราะฉะนั้นเวลาเราไปคุย เอาเรื่องชีวิตมาคุยก่อน ให้เห็นความเป็นมนุษย์  แล้วเขาจะทะลุได้เอง แล้วเรื่องงานก็จะตามมาเอง”

กลุ่มแรกที่ไปเยี่ยมเยียนคือ กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 หลายคนได้ผ่านกระบวนการฝึกอบรมกับอาจารย์ชัยวัฒน์ทั้งรุ่นที่เป็นที่ปรึกษาของกลุ่ม เช่น ครูอู๊ด (นิวัตร์ โฮ้เต้กิ้ม) พี่ทวีศักดิ์ สุขรัตน์  และคนอื่นๆ  น้องๆ เยาวชน รวมถึงน้องอี๊ดด้วย  การที่อาจารย์ไปเยี่ยม น้องๆ ก็จะรู้สึกเหมือนมีญาติผู้ใหญ่มาเยี่ยม ทุกคนกระตือรือร้นว่าจะทำกับข้าวอะไรให้อาจารย์กิน นาถก็ไปจ่ายตลาดกับน้องๆ ด้วย บรรยากาศในการตั้งวงคุยเป็นบรรยากาศเหมือนเรานั่งล้อมวงคุยกันที่ลานบ้าน

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_1103น้องอี๊ดได้นำวงคุยโดยอ่านบทกวีและความเรียงในเรื่องที่เกี่ยวกับศรัทธาและความหมาย คุณค่าของชีวิต จากนั้นจึงเปิดวงให้แต่ละคนแนะนำตัวเล่าเรื่องราวของตนว่าเป็นใครทำอะไรอยู่  ในช่วงแรกๆ ก็มีการแนะนำตัวแล้วก็พูดถึงเรื่องงาน อาจารย์ชัยวัฒน์ก็ชวนคุยโดยตั้งคำถามว่า แล้วตอนนี้ ชีวิตเราดำรงอยู่อย่างไร คนเล่าก็ถึงกับนิ่งไป ซึ่งมาเล่าให้นาถฟังในภายหลังว่า ตนเองไม่คิดว่าจะมีใครมาใส่ใจชีวิตของเขา ว่าเขาจะมีรายได้ มีความเป็นอยู่อย่างไร  ในวันนั้นเรื่องเล่าของทุกคนจึงเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตและงานที่เชื่อมโยงกัน

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_7902ในวงประชุม มีหลากหลายประสบการณ์มาก ทั้งครูที่เสียสละออกจากอาชีพครูมาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของเมืองเก่า คือเมือง “เวียงสระ” อย่างจริงจัง เพื่อเรียนรู้รากเหง้าของตัวเอง และเป็นครูของชุมชนที่ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้  มีทั้งผู้หญิงที่แม้จะเรียนจบ ป.4 แต่รู้สึกทุ่มเทอยากสืบทอดโนราห์ และชักชวนเพื่อนมาร่วมทำด้วย และในวงคุยนาถและอาจารย์ก็ได้ฟังเรื่องของครูวันเพ็ญ (วันเพ็ญ เกิดสุวรรณ) ซึ่งมาร่วมการอบรมกับเราในครั้งนี้ด้วย  ขณะที่ครูวันเพ็ญเล่าเรื่องราวชีวิตและงาน ฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้คนในวงขยับเข้ามาฟังใกล้ๆ เพื่อให้ได้ยินกันและกัน เมื่อครูวันเพ็ญเล่าจบ อาจารย์ก็บอกครูวันเพ็ญให้ขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วชักชวนให้มาเรียนรู้ร่วมกันในเวทีนี้

ทั้งจากการกระทำและคำพูดบางอย่าง ทำให้หลายคนเกิดแรงบันดาลใจ จุดประกายที่จะไปทำในงานของตัวเอง ซึ่งอาจารย์ได้เล่าเรื่องของคนที่เป็น Scouts ของทีมฟุตบอล ที่เขาจะคอยมองว่า เด็กคนไหนจะมีแวว เล่นได้ดี ก็จะชักชวนเข้าสโมสร มาดูแล ฝึกฝน โดยยกตัวอย่าง เมสซี่  นักฟุตบอลชื่อดังของทีมสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ดังนั้น พวกเราจึงควรมีสายตาที่จะมองเห็นคนที่ตั้งใจ ทุ่มเท ทำงานเพื่อแผ่นดิน เราต้องมีสายตาที่จะหาเพชรในตม หรือสายตาที่จะร่อนทองในน้ำให้ได้ จากที่อาจารย์พูดเช่นนี้ ทำให้พี่จิตที่ทำเรื่องโนราห์ก็เริ่มคิดว่า กลับไปก็จะต้องมองหา บุคคลที่มีแววเช่นกัน ก็เหมือนกับเราเอง ในฐานะพี่เลี้ยง ที่ต้องการค้นหาคน เราต้องใส่ใจในการฟูมฟักดูแล คนที่มีใจในการที่จะทำงานจริงๆ ให้เขาเรียนรู้เติบโต

วันที่สองของการเดินทาง

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_4196ทีมเครือข่ายงดเหล้าภาคใต้ตอนบน องอาจ พรหมมงคล (อาร์ท) และเจกะพันธ์ พรหมมงคล  ก็ได้พาไปเยี่ยมถึง 3 แห่งด้วยกัน คือ วัดสวนสมบูรณ์ อำเภอละแม ชุมพร ที่นี่เป็นวัดที่แปลกมาก คือ มีศาลาที่ไม่มีผนัง ซึ่งเจ้าอาวาสเล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านก็ไม่ชอบอยากจะไล่เจ้าอาวาสออกจากพื้นที่ แต่กลับมีกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เป็นคนบอกว่า เจ้าอาวาสต้องอยู่ เพราะมีคนอยากจะเข้าวัดมากขึ้น ที่นี่เป็นวัดที่สะอาดมาก มีชมรมคนรักวัดที่ทำเรื่องของการลดปัจจัยเสี่ยง

จากนั้นคณะเดินทางก็ไปที่สวนนายดำ ซึ่งเป็นร้านอาหารที่หลายคนรู้จักกันดี มีความโดดเด่นเรื่อง “ส้วม” ซึ่งทุกคนสามารถค้นหาข้อมูลได้  ที่นี่เป็นร้านอาหาร และเป็นสวนที่มีต้นไม้ร่มรื่น แสงนภา หลีรัตนะ (สาว) ซึ่งทำงานเครือข่ายงดเหล้า ได้แนะนำให้รู้จักกับ คุณพงษ์ศักดิ์ ฉิ่งสุวรรณโรจน์ เจ้าของสวนนายดำ ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่า สวนแห่งนี้ทำมาจากจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพียงแค่จิตสำนึก เพราะอยากให้ทุกคนสุขภาพดี  ที่นี่จึงเป็นที่ปลดทุกข์ โดยใช้ “ส้วม” เป็นที่ปลดทุกข์ทางกาย และ “สวน” เป็นที่ปลดทุกข์ทางใจ ในยุคแรกป้ายต่างๆ ในสวนจะเป็นป้าย “ห้าม” ยุคต่อมาป้ายจะเน้นไปที่ “ไม่ทำร้ายตัวเอง” และตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนสู่ยุค “รักตัวเอง” เป็นเชิงบวกมากขึ้น ขับเคลื่อนด้วยความสุข

ในเรื่องของการดูแลคน ดูแลทีม คุณพงษ์ศักดิ์ เล่าว่า สิ่งที่เขาคุยกับทีมงานของเขาคือ คุยเรื่องชีวิต ไม่ได้คุยเรื่องงาน เวลาคุยกัน ก็จะถามถึงครอบครัว ถึงลูก ใครไม่สบายเจ็บป่วยก็ดูแล แต่ไม่ได้ให้เขาพึ่งพา คุยแบบเป็นกันเอง แนวราบ จะไม่คุยเรื่องงานเพราะเชื่อว่าถ้าชีวิตของเขาดี เขาก็จะทำงานดีไปเอง

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_1034นอกจากนี้ยังเล่าถึงเรื่องที่เขาได้เข้าไปทำงานกับโรงเรียนแห่งหนึ่ง โดยเข้าไปดูเด็กที่เกเร เรียนไม่เก่ง ไม่ชอบเรียน เพราะบางคนเขาอาจจะไม่เก่งเรียน แต่เก่งกิจกรรม ทำอะไรได้หลายอย่าง เขาก็เข้าไปทำกิจกรรมกับเด็กๆ เหล่านี้ แล้วก็ให้คนที่เป็นหัวโจก ดูแลน้องๆ  และมีหลายงานที่เขาเขาไปมีส่วนร่วมในการทำงานด้วย เช่น กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น

แนวคิดที่น่าสนใจของคุณพงษ์ศักดิ์ ในการทำงานกับชุมชน กับชาวบ้านก็คือ “ส่งเสริมในสิ่งที่เขามี ไม่ใช่เอางานของเราไปให้เขาทำ”

น่าเสียดายว่าที่สวนนายดำ คณะเดินทางยังไม่ทันได้แลกเปลี่ยนสอบถามใดๆ ก็ต้องเดินทางต่อไปยังชุมชนห้วยใหญ่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านในหุบเขา เป็นศูนย์เรียนรู้ของเครือข่ายงดเหล้าอีกจุดหนึ่ง ที่นี่เราได้พบกับผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นคนใต้และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านผู้หญิงซึ่งเป็นคนอีสาน รวมทั้งชาวบ้านจำนวนกว่า 10 คน  ผู้ใหญ่บ้านเล่าให้ฟังว่า ที่นี่มีชาวบ้านกว่า 200 ครัวเรือน อาศัยอยู่ในที่ดินป่าสงวน เป็นชาวบ้านที่อพยพมาจากทุกที่  ทั้งใต้ เหนือ อีสาน  หนีความยากจนมาถากถางพื้นที่และเริ่มปลูกกาแฟในช่วงที่กาแฟราคาดี  มีเด็กๆ เกือบ 100 คน เรียนในโรงเรียนหมู่บ้านใกล้ๆ  มีรถรับส่ง  ที่นี่ไม่มีวัด  ชาวบ้านจึงอยากให้มีวัดในหมู่บ้าน เพื่อให้เด็กๆ ในหมู่บ้านได้รู้เรื่องเกี่ยวกับพระ และพระที่จำวัดอยู่ก็จะได้คุยถึงเรื่องดีๆ กับเด็กๆ เมื่อชาวบ้านได้พูดคุยกันแล้วก็ตกลงร่วมกันว่าจะสร้างวัด ก็ช่วยกันลงแรง ลงเงิน หาวัสดุมาช่วยกันก่อสร้างวัด

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_727อาจารย์ชัยวัฒน์ ได้ชวนคุยถึงเรื่องของการดูแลเด็กๆ วัยรุ่น  ซึ่งเด็กๆ แต่ละคุ้มบ้านต่างก็ดูแลกลุ่มวัยรุ่นในคุ้มบ้านตัวเองได้เป็นอย่างดี  ยิ่งเมื่อมีวัดอยู่ในหมู่บ้าน เด็กๆ ก็จะชอบมาทำกิจกรรมที่วัด  ทำพิธีทางศาสนาต่างๆ ก็จะตื่นเต้นกันมากเมื่อได้ร่วมพิธีเวียนเทียน เป็นต้น และพระที่วัดนี้ก็เป็นพระที่นิมนต์มาจากทางอีสาน จะเคร่งในเรื่องของการสวดมนต์ ให้ศีล ทั้งก่อนและฉันอาหาร เป็นชุมชนที่น่าสนใจที่อยู่กันระหว่างสองวัฒนธรรม และสามารถนำเรื่องศีลธรรม เข้ามาจัดการปัญหาเรื่องเหล้าได้

เมื่อได้สอบถามถึงเรื่องการทำมาหากิน เศรษฐกิจของชุมชน ที่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านทำสวนทุเรียนและยังใช้สารเคมียาฆ่าแมลงอยู่ เรื่องสุขภาพของคนในชุมชน การดูแลผู้สูงอายุ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ให้ข้อคิดไว้ รวมทั้งได้พูดคุยกับทีมงานเครือข่ายงดเหล้าด้วยว่า นอกจากเราสามารถทำชุมชนงดเหล้าได้แล้ว เราควรจะใส่ใจดูแล ส่งเสริมสุขภาพ ของคนในชุมชน ที่เกี่ยวโยงไปกับกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กวัยรุ่น และคนทุกคนในชุมชนให้เข้มแข็งในทุกๆ ด้าน ของชีวิตจึงจะเป็นชุมชนที่น่าอยู่จริงๆ

มหาวิทยาลัยชีวิต

วันต่อมา พวกเราเดินทางไปกับ ทวีวัตร เครือสาย ระหว่างทางได้ชื่นชมกับบ้านไม้ อาคารเก่าๆ ในตลาดหลังสวน และอาจารย์ชัยวัฒน์ได้แนะนำให้ช่วยกันฟื้นฟูตลาดและชุมชนเมืองเก่าให้น่าอยู่ ซึ่งมีประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าที่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองหลังสวน  ก่อนที่จะพบกับทีมมหาวิทยาลัยชีวิต ที่รออยู่ที่อาคารไม้  ซึ่งเป็นอาคารเก่าที่กำลังจะถูกทุบทิ้งแต่ทางมหาวิทยาลัยชีวิตได้ขอปรับปรุงมาเป็นอาคารเรียน ซึ่งอาจารย์ชัยวัฒน์ได้เดินดูรอบๆ และตัวอาคารและกล่าวกับทุกคนว่า “สถานที่แห่งนี้ดี และมีความหมาย”

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_3629มหาวิทยาลัยชีวิต มีแนวคิดในเรื่องของการศึกษาเพื่อชีวิต เป็นการสังเคราะห์ความรู้จากท้องถิ่น ใช้เรื่องราวในท้องถิ่นเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ชุมพรจะมีศูนย์เรียนรู้ 2 แห่งคือ ที่ อ.หลังสวน และ อ.เมือง ซึ่งทีมที่เข้าร่วมเรียนรู้กับโครงการเป็นทีมที่กำลังเรียนอยู่กับศูนย์ อ.เมือง

วงคุยเริ่มต้นจาก 10 กว่าคน จากนั้นก็มีการทยอยเข้ามาเรื่อยๆ เกือบ 30 คน การสนทนาในช่วงแรกทางผู้บริหารมหาวิทยาลัย และครูที่สอนในมหาวิทยาลัย ซึ่งหลายคนเคยเข้าร่วมอบรมกับอาจารย์ชัยวัฒน์ และได้นำกระบวนการหลายอย่างไปใช้กับการเรียนการสอนที่นี่ ได้เล่าถึงความพยายามในการปรับกระบวนการสอนให้มีชีวิตชีวา จากการสอนในช่วงแรกที่ครูส่วนใหญ่เป็นครูที่เกษียณแล้ว ก็จะติดนิสัยแบบครูในระบบ จนค่อยๆ นำกระบวนการ Check in และการแลกเปลี่ยนสนทนาแบบ Dialogue มาใช้ และตอนนี้นักศึกษารุ่นแรกๆ ก็มาเป็นครูพี่เลี้ยง

ครูพี่เลี้ยงและนักศึกษาบางคน ได้เล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเอง  ตั้งแต่ก่อนจะมาเรียน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้วิชาต่างๆ และได้ทำงานในชุมชน จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีหลายวิชาที่น่าสนใจมาก เช่น การรู้จักตนเอง การวางแผนและเป้าหมายชีวิต  สุขภาพชุมชน เป็นต้น

หลายเรื่องเล่าที่น่าประทับใจ ทั้งหนุ่มวิศวะกรที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เงินเดือนสูง แต่เมื่อคนที่บ้านเจ็บป่วยก็กลับไปเริ่มต้นชีวิตที่บ้าน ค้นหาตัวเองผ่านการเข้ามาเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยชีวิต ได้ลงพื้นที่ ลงชุมชน และกลับไปทดลองทำการเกษตรปลอดภัย ปลอดสารเคมี ที่บ้านของตัวเอง จนสามารถเป็นตัวอย่างให้กับคนในชุมชนและช่วยพัฒนาชุมชนได้

เพชรไพลิน ครูพี่เลี้ยงที่เคยทำธุรกิจและเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เมื่อได้มาเรียนมหาลัยชีวิตก็เบนเข็มชีวิตมาทำในเรื่องง่ายๆ เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว ดูแลสุขภาพคนในครอบครัว ไม่ต้องเจ็บป่วย ไม่ต้องบริโภคหรือพึ่งพาข้าวของจากภายนอกชุมชน เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เธอบอกว่า คนเราทำแต่เรื่องยาก มักไปทำที่เป้าหมาย เราควรเริ่มต้นจากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัว

น้องโบว์ เด็กสาวที่ไม่มีพื้นฐานความเป็นผู้นำ เรียนจบบัญชี ชีวิตมุ่งหวังจะนุ่งกระโปรง นั่งโต๊ะทำงานให้พ่อแม่ภูมิใจ จนให้เวลากับงานมากกว่าครอบครัว เมื่อต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวจึงกลับมาอยู่กับครอบครัว เข้าเรียนมหาวิทยาลัยชีวิต และค้นพบศักยภาพของตัวเอง ตอนนี้ทำงานหลายอย่างทั้งงาน  อสม. ดูแลผู้สูงอายุ  และทำบัญชีให้พ่อซึ่งทำงานรับเหมาก่อสร้าง จากที่เคยจ้างคนอื่นทำบัญชี  นอกจากนี้ พ่อยังเป็นหมอกวาดยา ซึ่งเคยไม่มั่นใจเพราะคนมารักษากับหมอแบบเผื่อหาย ตอนนี้พ่อมั่นใจขึ้น และน้องโบว์ก็กำลังเรียนรู้ภูมิปัญญาด้านนี้กับพ่อ

การสนทนากับมหาวิทยาลัยชีวิตครั้งนี้ อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ซักถาม ชวนคุย และชื่นชมมหาวิทยาลัยชีวิตที่ชุมพร ที่สามารถสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ทำให้เราเข้าถึงความจริงของชุมชน ซึ่งหากมหาวิทยาลัยชีวิตในที่อื่นๆ ทำได้แบบนี้ก็จะเป็นฐานที่สำคัญมาก นอกจากนี้ยังได้ให้ความหมายของมหาลัยชีวิตที่สำคัญว่า “ผมไม่มีปริญญา แต่หมั่นเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ การสนทนากับคน มหาวิทยาลัยชีวิตอยู่ในเนื้อในตัวของผม อยู่ในทุกที่ที่ผมไป” เพื่อให้ทุกคนมองเห็นถึงคุณค่า ความหมายที่แท้จริงของมหาวิทยาลัยชีวิตที่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของใบปริญญา

ความฝันของกาแฟ

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_7671

Enter a caption

หลังจากนั้นพวกเราก็เดินทางไประนอง เป็นการไปพบปะกับคนที่ทำสิ่งดีๆ เพื่อปลุกพลังของเกษตรกรและคนรุ่นใหม่  คุณก้อง – สุพจน์  กรประสิทธิ์วัฒน์  เจ้าของ ก้อง วัลเลย์  ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชน ที่รวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้าในพื้นที่จังหวัดระนอง สามารถปลูกเอง คั่วเอง ขายเอง กำหนดราคาเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมากำหนดราคาให้  กาแฟที่มีรสชาติเข้ม มีวิธีการคั่วกะทะด้วยมือ  มีแบรนด์เป็นของตัวเอง เป็นที่รู้จักของตลาดต่างประเทศ ส่งไปขายทั่วโลก ส่งเสริมให้เกษตรกรทำเอง ขายเอง ตกลงราคากับผู้ซื้อเอง และในอนาคตจะส่งเสริมให้คนในประเทศหันมาบริโภคกาแฟจากเกษตรกรโดยตรง

 

คุณก้องเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ช่างคิด อยากรู้เรื่องอะไรก็ทดลองทำเลย ท่องเที่ยวไปทุกหนแห่งที่อยากไป มีเพื่อนมากมาย จนฝรั่งชวนไปทำงานที่เยอรมัน และกลับมาดูแลสวนกาแฟของครอบครัว

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_48เขาเล่าเรื่องกาแฟ การแข่งขันในธุรกิจกาแฟ ที่ถูกตลาดเมืองนอกกำหนดราคา และเรื่องที่มีคนมากมายมาเรียนรู้และฝึกกับเขา ทำให้เราเห็นว่า มีคนรุ่นใหม่ๆ ใส่ใจเรื่องนี้ คุณก้องจัดทำวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้ชุมชนได้มีโอกาสต่อรองราคาได้ จนทำให้เกิดการสนับสนุนและรับซื้อกาแฟจากวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ อาจารย์ชวนคุณก้องคุยและถามว่า  คนที่มาเรียนกับคุณก้องมีสักเท่าไร ที่มาเรียนแล้วกลับไปทำเหมือนคุณก้องมีสักกี่คน คุณก้องบอกว่าน่าจะสักประมาณ 400-500 คน อาจารย์จึงชวนคิดว่าแล้วทำไมเราไม่นำสี่ร้อยห้าร้อยคนมาพบกันและทำเพื่อชุมชนเพื่อประเทศไทย?  ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นโจทย์ที่คุณก้องสนใจอยากรู้อยากทำเช่นกัน

พวกเราได้สนทนากับคุณก้องจนดึกดื่นและเช้าอีกวันก็ยังตั้งวงสนทนา กินกาแฟกัน ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นและเสียงของสายน้ำไหลที่ช่วยให้ผ่อนคลาย

ก่อนเที่ยงวันนั้น  พวกเราก็เดินทางไปพบกับกลุ่มประชาสังคมระนอง ใช้เวลาคุยกันไม่นาน แต่ก็รู้สึกว่าได้ให้กำลังใจกัน อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ชวนคิดชวนคุยกับ สุชีพ พัฒน์ทอง แกนนำประชาสังคม ว่า “ทำอย่างไรที่จะนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ และทำอย่างไรที่จะดึงคนที่เขาทำอะไรดีๆ ในจังหวัดระนอง ทั้งที่เรามีอยู่และที่เรายังไม่รู้จัก ได้ชวนกันมาคุยและให้เขาได้เข้ามามีส่วนร่วม” ซึ่งมีหลายคนที่มีประสบการณ์ก็อยู่ในวงชวนคิดชวนคุยนี้ด้วย

พังงาแห่งความสุข

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_6294วันถัดมา ระหว่างการเดินทางไปจังหวัดพังงา พวกเราก็แวะที่ไร่ไออรุณ ที่อำเภอกะเปอร์ เพื่อแวะเยี่ยมเยียนให้กำลังใจกับน้องเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสถาปนิกและกลับบ้านไปทำสวนทำไร่ ปลูกผัก และฟาร์มสเตย์  ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจที่อาจารย์ชัยวัฒน์อยากจะแวะไปคุยด้วย  แต่น้องเขาไม่อยู่  ได้พบกับพี่สาว พ่อกับแม่ของน้อง ฝากคำชื่นชมและให้กำลังใจไปกับพ่อแม่น้องเขาด้วย

เมื่อเข้าสู่จังหวัดพังงา ฝนตกหนักมาก กว่าจะเดินทางไปถึงเครือข่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “พังงาแห่งความสุข” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่มาจากความต้องการของประชาชน ที่นี่มีทีมที่เข้าเรียนรู้ในหลักสูตรชุดวิชากับทางโครงการ มาจากหลายองค์กร รวมกันเป็นทีมพังงาแห่งความสุข นำทีมโดย ไมตรี จงไกรจักร, วิทยา วงศ์วิเชียรกุล, กำธร ขันธรรม,ชาตรี มูลสาร และปกรณ์ แสงสาคร เมื่อทุกคนในเครือข่ายทราบว่าอาจารย์จะแวะมาเยี่ยมก็มารวมตัวกัน รอพบและพูดคุยกับอาจารย์ตั้งแต่เช้า ซึ่งกว่าจะได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาก็ประมาณบ่ายสองโมงแล้ว เกือบ 30 คนที่รออยู่ในห้องประชุมของบ้านเขาหลักบีชรีสอร์ท เมื่อได้พบกับอาจารย์ต่างก็ดูคึกคัก กระตือรือร้น

เริ่มเปิดวงคุย ไมตรี ก็โยนมาให้อาจารย์ชัยวัฒน์นำกระบวนการ อาจารย์รับมือไมตรีโดยให้ทุกคนระดมสมองเรื่องยุทธศาสตร์พังงาแห่งความสุข โดยมีโจทย์ให้เลือกยุทธศาสตร์ที่คิดว่าจะขับเคลื่อนให้สำเร็จภายใน 2 ปี ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่จะส่งผลสะเทือนให้ยุทธศาสตร์อื่นๆ สำเร็จตามมาด้วย สังเกตจากการแบ่งกลุ่มกันทำโจทย์ อาจารย์ชัยวัฒน์ชื่นชมในความสามารถของทุกคนที่สามารถระดมสมองได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_6706หลังจากการนำเสนอ และอาจารย์ได้ให้ข้อคิดในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แล้ว หลายคนดีใจที่อาจารย์มาเยี่ยม เนื่องจากผูกพันกันมายาวนาน ได้รู้จักอาจารย์ในวาระต่างๆ แตกต่างกัน มีท่านหนึ่งที่ติดใจคำพูดในสิ่งที่อาจารย์เคยพูดไว้ว่า  “ทำอย่างไรเราถึงกับเคลื่อนเขารูปช้างด้วยกันให้สำเร็จ” ทำไมอาจารย์ถึงพูดประโยคนั้น อาจารย์ก็เล่าเรื่องลุงโง่ย้ายภูเขา ซึ่งเป็นการทำเรื่องยากๆ ที่ต้องหาวิธีการขับเคลื่อนให้สำเร็จ

อีกวัน  พวกเราเดินทางไปกับคุณแซม -ศรัณย์ รองเรืองกุล เจ้าของบ้านเขาหลักบีชรีสอร์ท ที่เป็นรีสอร์ทอารยสถาปัตย์ สถาปนิกหนุ่มที่ใส่ใจออกแบบให้ที่พักอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการและผู้สูงอายุ สนใจการฟื้นฟูชุมชนและอนุรักษ์อาคาร บ้านไม้และตึกเก่าในตลาดตะกั่วป่า ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เนื่องจากทนไม่ได้ที่จะเห็นการบูรณะตึกเก่าของหน่วยงานภาครัฐด้วยการให้ทางสีใหม่เพียงอย่างเดียว  แต่คุณแซมและคนในชุมชนส่วนหนึ่งอยากเห็นทิศทางการปรับปรุง บูรณะตึกเก่าให้มีชีวิตชีวา มีเรื่องของวิถีของชุมชน เป็นการฟื้นชีวิตให้กับชุมชนให้อยู่ได้ท่ามกลางความทันสมัย   คุณแซมพาพวกเราไปคุยกับผู้นำชุมชน ซึ่งในวงคุยเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก เพราะแกนนำที่มาคุยด้วยมีประเด็นบริหารจัดการภายในที่อยากจะคุยกับคณะที่เราเดินทางไปด้วย  ซึ่งเป็นเรื่องสถานการณ์เกี่ยวกับการเงิน  น่าสนใจว่าในสถานการณ์เช่นนี้ อาจารย์จะทำอย่างไร  ในตอนนั้นอาจารย์ก็ปล่อยให้เขาคุยกับไปเรื่อยๆ และหาจังหวะในการที่จะคุย พอมีจังหวะอาจารย์ได้เล่าถึงความรู้สึกว่า รู้สึกประทับใจกับตะกัวป่าอย่างไร ชื่นชมขนมดั้งเดิมที่แกนนำชุมชนทำมาให้ทานกัน ดึงพลังด้านบวกขึ้นมา และเป็นการพลิกสถานการณ์ในตอนนั้น

%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89_2527ในการเยี่ยมเยียนพังงาครั้งนี้ เมื่อได้มีการทบทวนและแลกเปลี่ยนกัน อาจารย์ชัยวัฒน์ก็มีข้อเสนอแนะให้ทีมพังงาแห่งความสุข ได้ทดลองใช้วิชาที่ได้เรียนรู้จาก Systems Thinking ทำ Mapping ของคนที่เข้าร่วมสมัชชาพลเมือง จำนวน กว่า 1,600 คน ที่เข้ามาร่วมประชุมสมัชชาโดยออกงบประมาณกันเอง เอาข้าวปลาอาหารมากินด้วยกัน ซึ่งเป็นภาพประทับใจของทีมพังงา และอาจารย์ตั้งคำถามว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อเราเห็นผู้คนมากมายเช่นนี้แล้ว ให้เราลองทำ Mapping เพื่อให้รู้ถึงความเชื่อมโยงของผู้คนว่าเชื่อมโยงกับใคร อย่างไร ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นภาพเครือข่ายของเราอย่างชัดเจนขึ้น

Posted in Uncategorized | Tagged , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

เล่นให้ (งาน) สำเร็จ

20161110_162734

ในการอบรมภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ ผู้เข้าอบรมวัยกลางคนหลายคนตาเป็นประกาย เมื่อได้ต่อเลโก้เป็นรูปร่างต่างๆ ตามจินตนาการ บางคนก็สนุกกับการปั้นดินน้ำมันเป็นรูปคน เกาะ เรือ บางคนก็กำลังวาดรูปร่างคนบนกระดาษ เหมือนจะทำตุ๊กตากระดาษ — บรรยากาศในห้องอบรมหลักสูตรการคิดด้วยมือ (Design Thinking and Prototyping) พาทุกคนกลับไปเป็นเด็ก ยิ้ม หัวเราะ เล่นสนุก และแน่นอน เรียนรู้บทเรียนสำคัญหลายเรื่องที่ได้จากการเล่นและลงมือสร้างสรรค์แบบจำลองความคิด

ส่วนหนึ่งของข้อเรียนรู้สำคัญ คือ การคิดด้วยมือช่วยให้เรามีไอเดียดีๆ และมีความสุขในการทำงานร่วมกัน

ความฉลาดของกาย

20161110_150101

โดยมาก เราติดการคิดเชิงวิเคราะห์ พูดแสดงความคิดเห็นกัน โต้แย้ง ถกเถียง แต่สิ่งที่เรายังทำน้อย คือ การคิดด้วยมือ หรือคิดไป ทดลองทำไปด้วย (แบบนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลอง) ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า play and learn เล่น (ทำงาน) และเรียนรู้

เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องปัญญา 3 ฐาน คือ ฐานกาย ฐานใจ และฐานความคิด (สมอง)

การคิดด้วยมือเป็นการใช้ปัญญาฐานกาย ไปพร้อมกับปัญญาฐานความคิดและความรู้สึก (ใจ)

กายมีความฉลาด อย่างที่นักวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่พิสูจน์มาแล้วมากต่อมากว่า กายของเรามีความทรงจำ กายของเรามีความเฉลียวฉลาด ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดว่า กายมีความทรงจำและชาญฉลาด คือ นักกีฬา ผู้ที่ฝึกศิลปะการป้องกันตัว คนทำอาหาร นักดนตรี ศิลปิน หรือผู้ที่มีทักษะเชิงช่างต่างๆ คนเหล่านั้นทำสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญได้โดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ แต่กายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่องพาให้ทำสิ่งต่างๆ ได้โดย “ไม่คิด”

ในการอบรมหลักสูตรอื่นๆ ที่ผ่านมา หรือในการเรียนรู้อื่นๆ เราใช้การสนทนา ใคร่ครวญ ซึ่งเป็นเรื่องของความคิด และ ความรู้สึก มาคราวนี้ การอบรมการคิดด้วยมือ ชวนให้เราใช้ปัญญาของกายมาร่วมสร้างสรรค์งานด้วย

ยกตัวอย่างโจทย์ที่อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ให้กับผู้เข้าอบรม เริ่มด้วยโจทย์ง่ายไปสู่โจทย์ที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ เช่น ให้แบบ (คล้ายกล่องกระดาษ) แล้วให้แต่ละทีมทำชิ้นงานขึ้นมาจากแบบที่ได้รับ โจทย์ต่อไป ไม่มีแบบ คือ ให้แต่ละทีมไปหาวัสดุธรรมชาติมาทำสิ่ง (packaging) ที่จะใช้ใส่ขนม ผลไม้ และที่ท้าทายขึ้น คือ ให้ทำโมเดลภาพวิสัยทัศน์ที่เราปรารถนาในการทำงานในองค์กร หรือโครงการทางสังคม

ผู้เข้าอบรมสนทนากันในทีมที่มาจากองค์กรเดียวกัน หลายทีมสนทนากันเพื่อให้ตกผลึกภาพความฝันที่อยากเห็นจากการทำงาน บางทีมภาพก็ชัด แต่บางทีม ยังไม่แน่ใจว่าภาพนั้นจะเป็นอย่างไรดี

พลังสู่ฝันให้เป็นจริง

20161110_162810การทำภาพความคิดให้ออกมาเป็นรูปธรรมสำคัญอย่างไร?

นี่เป็นคำถามที่ข้าพเจ้าถามตัวเองระหว่างสังเกตการทำงานของผู้เข้าอบรมแต่ละทีม

หลายครั้ง การสนทนาหรือระดมสมอง เรามีความคิด ความเห็น หรือแม้สิ่งที่เรียกว่า ภาพฝัน — เป็นภาษานามธรรม จับต้องยาก และเมื่อบอกให้เขียนภาพความคิดออกมาบนกระดาษ ภาพความคิดก็ยังออกมาเป็นภาพของคำและภาษา ซึ่งไม่อาจทำให้ผู้ฟังหรือรับสารเห็นภาพตามได้ ไม่กระทบใจ — นี่หรือไม่ที่ทำให้ “วิสัยทัศน์” ไม่กระตุ้นเร้าพลังในใจคน คำว่า “วิสัยทัศน์” แปลว่า ภาพ (Vision) มันต้องเห็นภาพได้

ข้าพเจ้าจึงมองว่า โจทย์นี้ของอาจารย์ช่วยให้เราค้นเข้าไปในตัวเองว่า เราเห็นภาพสิ่งที่ปรารถนาจะเห็นในงาน/โครงการของเราอย่างไร เราเห็นมันหรือไม่ เพราะถ้าเราไม่มีภาพนั้นในใจ เราก็แปลงมันออกมาได้ยาก

กระนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้าเห็น คือ ทีมแต่ละองค์กรคุยกัน แม้ยังไม่แจ่มชัดในภาพฝันร่วมกันในตอนต้น แต่เมื่อได้ขยับตัว หยิบจับของต่างๆ เลโก้ ลูกโป่ง กระดาษ ฯลฯ เอามาพยายามทำเป็นแบบจำลองความฝันขององค์กร ข้าพเจ้าสังเกตว่า ภาพความฝันในใจของแต่ละคนในทีมจะค่่อยๆ เผยปรากฏขึ้นเรื่อยๆ

ปานใจ  จารุวณิช จากสถาบันอาศรมศิลป์ บอกว่า “เหมือนการเรียนของเด็ก เราต้องทำให้เด็กเห็นภาพในหัวให้ได้ ไม่เช่นนั้น เด็กจะไม่เข้าใจเรื่องที่เรียน”  

ข้าพเจ้านึกถึงหลักการสำคัญข้อหนึ่งของ NPL (Neuron-linguistic programming) จิตวิทยาสมัยใหม่ที่อิงหลักการทำงานของสมอง คือ การสร้างมโนภาพในหัวให้ชัดว่า ภาพที่เราอยากเห็นและปรารถนาคืออะไร ยิ่งเราเห็นชัดเท่าไร โอกาสที่สมอง-ใจ-กาย จะพาเราไปทำสิ่งนั้นให้สำเร็จก็มีมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อแต่ละทีมองค์กรช่วยกันนำภาพ (วิสัยทัศน์ ความฝัน) ในหัวของแต่ละคนออกมา เป็นแบบจำลอง/โมเดล (3 มิติ) ที่จับต้องได้ มันจะเป็นพลังผลักให้เราทำให้ภาพนั้นเป็นจริงยิ่งๆ ขึ้น

ความเป็นเรา

นอกจากนั้น การทำโมเดลภาพความฝันด้วยกันในแต่ละทีมองค์กร ยังช่วยสร้าง “ความเป็นเรา” ในทีม (teamwork, team learning, team spirit)

“เราทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่รู้สึกว่า มีใครสั่งใคร เราต่างรู้ว่า เราต้องทำอะไร และเมื่องานเสร็จ เรารู้สึกภูมิใจว่า เป็นงาน “ของเรา” ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง” ผู้เข้าอบรมหลายคนสะท้อนความคิดคล้ายกันอย่างนี้

งานที่เกิดขึ้นเป็น “งานของเรา” ก็เกิด “ความเป็นเรา” พลังตรงนี้เองที่จะผลักดันให้ภาพ/โมเดลวิสัยทัศน์ขององค์กรเป็นจริง

ปิ๊งแว๊บ

การคิดไป ทำไป ขยับกายไปด้วย ทำให้หลายคนในหลายกลุ่มยิ้มหัวเราะ ขยับเนื้อขยับตัวเดินไปหาของจากกลุ่มอื่น ทุกคนรู้สึกสนุกสนาน ผ่อนคลาย เพลิดเพลินจนลืมเวลา — ซึ่งจำได้หรือไม่ว่า ใจที่ผ่อนคลาย สบายนั้นเป็นใจที่เป็นสมาธิ และในสภาวะจิตที่เป็นสมาธิ ผ่อนคลาย ใจของเราจะเข้าสู่ภาวะแห่งความว่าง ซึ่งความคิดดีๆ จะไหลเข้ามาสู่เรา หรือ เราจะมี “ปิ๊งแว้บ” ได้ง่าย — และนี่เอง คือ เคล็ดลับของไอเดียดีๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการคิดด้วยมือ

20161110_162702

Posted in กิจกรรมเรียนรู้ | Tagged , , , , , , , , , , | Leave a comment

เก้าอี้ขาที่ 4 พลังชีวิตประชาธิปไตย

“การเลือกตั้งแบบเดิมๆ ทำลายความหวังและความใฝ่ฝันของประชาชนที่ตื่นแล้ว ขอให้พวกเรายกจิตใจให้สูงเข้าไว้ อย่ายอมลดภาพฝันให้ลงมาอยู่แค่ยอมรับกติกาธรรมดาๆ ที่สร้างการเมืองที่เราสิ้นหวังกันมานับสิบปี ด้วยวาทกรรมประชาธิปไตยให้เหลือแค่นักเลือกตั้งและการเลือกตั้ง
ประชาธิปไตยของประชาชนมีแก่นแท้อยู่ที่กระบวนการและการทำงานด้วยความหวังและศรัทธาต่อสิ่งที่ดีงาม ด้วยความรักความผูกพันต่อบ้านเกิดเมืองนอน ด้วยความกตัญญูรู้คุณต่อสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ให้เราและด้วยความรักและไมตรีต่อพี่น้องร่วมชาติเดียวกัน”   ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์

20161102_135744เมื่อปี 2547  ชุมชนบ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ ผู้คนล้มตายหลายร้อยชีวิต บ้านพังเสียหายกว่า 1,500 หลัง เหลือเพียง 210 หลัง ในเวลานั้น การให้ความช่วยเหลือจากภายนอก โดยเฉพาะภาครัฐยังไม่เข้าไม่ถึง และไม่ทันทุกข์ที่เผชิญ ผู้คนในชุมชนบ้านน้ำเค็มที่เหลือรอดจึงลุกขึ้นมากอบกู้ชีวิตตัวเอง รวมตัวกันที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านบางม่วง ที่ซึ่งทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ถึงการฟื้นฟูชุมชนทีละก้าวทีละขั้น จนออกแบบสร้างสรรค์ชุมชนเล็กๆ ให้อยู่ร่วมกันในแบบที่ต้องการได้

วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ จังหวัดน่าน ก็เช่นกัน เราจะเห็นปฏิบัติการของชุมชนที่ลุกขึ้นมาแก้ทุกข์ตัวเอง ช่วยเหลือกันและกันอย่างขันแข็งและรวดเร็วด้วยศักยภาพและความรู้ที่มี ชุมชนหลายแห่งประสบปัญหาภาวะหนี้สินก็ได้รวมตัวกันทำสัจจะออมทรัพย์ เพื่อดูแลสวัสดิการชุมชนกันเอง หรืออย่างกลุ่มพลเมืองในเมืองหลวงที่รวมตัวกันรักษาต้นไม้ใหญ่ในเมือง Big Tree ฯลฯ

ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่เล่าเรื่องราวของกลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาชุมชน เป็นกระบวนการของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนโดยแท้ – เป็นสิ่งที่นักวิจัยด้านการเมืองและประชาธิปไตยในโลกตะวันตกเรียกว่า “เก้าอี้ขาที่ 4” อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย

เราจำเป็นต้องฟูมฟักและเอื้ออำนวยให้เกิดเก้าอี้ขาที่ 4 อันเป็นพลังที่มีชีวิตชีวาของแผ่นดิน เป็นพลังอันเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีใจในประเด็นต่างๆ มารวมตัวกันทำงานเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงามในสังคม

ทำไม เก้าอี้ขาที่ 4 จึงสำคัญ?

ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ในหลายประเทศไม่อาจแก้ปัญหาของผู้คนได้ทันการณ์ ไม่เท่าทันกับปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น หาไม่ก็เป็นเหตุแห่งปัญหานั้นเสียเอง อย่างที่เราเห็นจากวิกฤตที่ผ่านๆ มา คนเล็กๆ ปราดเปรียวแก้ปัญหาได้ไวกว่า ระบบภาครัฐที่อุ้ยอ้าย มีระบบระเบียบมาก ก่อนจะเคลื่อนตัวทำอะไร — เห็นได้ชัดเจนว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของคนจำนวนน้อยในสภา ไม่ใช่แค่รัฐธรรมนูญ หรือกระบวนการเลือกตั้ง หากแต่หัวใจของประชาธิปไตยคือผู้คนที่รวมตัวกันเพื่อแก้ทุกข์และสร้างสุข เพื่อประโยชน์ในการอยู่ร่วมกัน

กว่า 20 ปี บนเส้นทางการเมืองภาคพลเมือง อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ได้ตระเวนไปสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจกับพี่น้องนักพัฒนาสังคม ประชาสังคม ชาวบ้าน นักธุรกิจ ข้าราชการ (หัวใจพลเมือง) เยาวชน ฯลฯ ทั่วประเทศ และพบว่า มีความรักและศักยภาพมากมายในแผ่นดินนี้

“เราพบศักยภาพและความสามารถของสามัญชนคนเล็กๆ บนแผ่นดินไทย ที่ดูแลสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบการผลิตที่สร้างสรรค์ยั่งยืน ร่วมกันคิดร่วมกันทำงานบนฐานของหลักธรรมะ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อันเป็นสิ่งที่กลไกและอำนาจรัฐทำไม่ได้และทำไม่เป็น” อาจารย์ชัยวัฒน์กล่าว

การเมืองของนักเลือกตั้งอาจผูกพันกันด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง แต่การเมืองภาคประชาชนผูกพันด้วยความรักความเมตตาที่มีต่อเพื่อนร่วมชาติและแผ่นดิน

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์และทีมงานจึงตั้งใจรวบรวมความรู้ ทั้งทฤษฎี หลักปรัชญา ทักษะกระบวนการต่างๆ ในหนังสือ เล็กก็ล้มใหญ่ได้ถ้าใจถึง : วิถีประชาธิปไตยที่มีชีวิต ด้วยพลังใจ พลังปัญญา และพลังปฏิบัติการของพลเมืองคนเล็กๆ ในแผ่นดิน เพื่อชักชวนคนเล็กๆ อย่างเราๆ ท่านๆ ให้มาร่วมกันล้มปัญหาใหญ่ๆ และก่อร่างสร้างแผ่นดินที่เราปรารถนาด้วยประชาธิปไตยแห่งกระบวนทัศน์ใหม่ (New Democracy) ที่ให้หัวใจและจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์เป็นแหล่งพลังอำนาจสำคัญของความสัมพันธ์ทางการเมือง

“หนังสือเล่มนี้พยายามเปิดมุมมองของเรื่องที่เป็นแก่นของประชาธิปไตยในมิติที่ต่างไป แทนที่จะมองว่า แกนกลางที่หมุนวงล้อประชาธิปไตย คือ นักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นประมาณสองสามหมื่นคน และข้าราชการที่เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาตามทฤษฎีให้รับใช้นโยบายของนักการเมือง —- เรากลับมองว่า แท้จริงแล้ว ประชาชนชาวไทยกว่า 67 ล้านคน คือ แกนหมุนวิวัฒนาการประชาธิปไตย” อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ กล่าว

ไม่มีเวลาไหนที่เหมาะสมเท่ากับเวลานี้อีกแล้ว

การชุมนุมของกลุ่มขั้วการเมืองต่างๆ ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา การรัฐประหารในปี 2557 วิกฤตเศรษฐกิจ จนกระทั่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช … ระลอกคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงโถมกระหน่ำสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ยังไม่นับรวมความท้าทายในกระแสโลก ทั้งภัยสงคราม การก่อการร้าย พิษเศรษฐกิจอันเกิดจากระบบทุนนิยมเสรีที่กินรวบผูกขาด วิกฤตสิ่งแดล้อม ฯลฯ

โลกกำลังอยู่ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ในเวลาเช่นนี้ มีทั้งความท้าทายและโอกาส เราจะดิ่งลงเหวหรือทะยานเหนือห้วงฟ้า — ผู้กุมชะตาอนาคต คือ คนทุกคนในแผ่นดินนี้

ใน เล็กก็ล้มใหญ่ได้ถ้าใจถึง อาจารย์ชัยวัฒน์นำเสนอแหล่งแห่งขุมพลัง 3 ส่วนสำคัญ ที่คนเล็กๆ จะรังสรรค์อนาคตชาติที่งดงามด้วยกัน ได้แก่ พลังแห่งหัวใจที่มีความเมตตาต่อกัน พลังปัญญาที่เข้าใจโลกและสังคมของเราเอง และพลังปฏิบัติการเรียนรู้และร่วมลงมือรังสรรค์ฝันให้เป็นจริง เราเชื่อมั่นเหลือกันว่า เมื่อคนเล็กๆ ผนึกกำลังกัน และมีพลังทั้ง 3 ประการข้างต้น เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยจะเติบโตงอกงาม ผลิดอกออกผลเป็นความสุขสมบูรณ์ และความมั่งคั่งมั่นคงให้คนทั้งแผ่นดิน

๑.  พลังแห่งหัวใจ :  ไฟฝัน ความหวัง ความรักบนหนทางประชาธิปไตย

วิคเตอร์ ฮูโก นักประพันธ์วรรณกรรมคลาสสิก “เหยื่ออธรรม” กล่าวว่า “ไม่มีอะไรที่จะรังสรรค์อนาคตได้เท่ากับความใฝ่ฝัน นวัตกรรมต่างๆ ในโลกนี้ล้วนเกิดมาจากความใฝ่ฝัน กระทั่งระบอบประชาธิปไตยก็มาจากความปรารถนาที่จะให้มนุษย์ได้มีศักดิ์ สิทธิ เสมอภาค เพื่อความสมบูรณ์พูนสุขในสังคม

ความหวังและความใฝ่ฝันเป็นแรงผลักให้มนุษย์กระทำแม้ในสิ่งที่เหลือเชื่อหรือเสี่ยงอันตราย หลายประเทศใช้ความฝันในการชักนำผู้คนให้สร้างสรรค์อนาคตชาติ ตัวอย่างความฝันที่สร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก คือ สุนทรพจน์ของ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ “I have a dream.”

ท่านชวนให้คนอเมริกันฝันถึงสังคมที่ทุกคนมีเกียรติศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน คนผิวสีได้เรียนในห้องร่วมกับเด็กผิวขาว มีสิทธิในการงาน การศึกษาที่ทุกคนใฝ่ฝัน โดยไม่ถูกกีดกันเรื่องสีผิว หรือเรื่องอื่นๆ ความฝันของดร. คิง เมื่อทศวรรษ 60 ก้องกังวานจากรุ่นสู่รุ่น จนวันนี้ เราได้เห็นคนผิวสีผงาดเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา หากไม่มีฝันเมื่อ 50 ปีก่อน ก็จะไม่เกิดความเป็นจริงที่ดีขึ้นในวันนี้

ความฝันไม่ใช่สิ่งที่จะฝากให้คนอื่นทำแทน ความฝันของชาติไม่ใช่นโยบายขายฝันของนักการเมือง พรรคการเมือง หรือรัฐบาล แต่ความฝันของชาติต้องมาจากความปรารถนาของเราทุกคน เราต้องเริ่มตั้งคำถาม — อะไรคือความใฝ่ฝันของคนในแผ่นดินนี้ เราอยากมอบแผ่นดินเช่นไรให้ลูกหลาน?  

๒. พลังปัญญา : ประชาธิปไตยในกระบวนทัศน์ใหม่

เราอาจจะไม่พอใจกับรูปการณ์ของระบอบประชาธิปไตยที่ดำเนินอยู่ในประเทศ ที่มีรัฐประหารนับ 20 ครั้งตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา ทว่า สหรัฐอเมริกา ประเทศที่จัดได้ว่ามีเสถียรภาพทางการเมืองมากว่า 200 ปี ไม่เคยมีรัฐประหารหรือแม้กระทั่งความพยายามคิดล้มรัฐบาลด้วยอาวุธ ก็ใช่ว่าชาวอเมริกันจะพอใจกับพรรคการเมือง รัฐสภาและนักการเมืองของเขา เดวิด แมธิวส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเคทเทอร์ริ่ง สถาบันศึกษาประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “ปัญหาที่เราเผชิญเป็นปัญหาของระบบประชาธิปไตยที่พิกลพิการ ทำงานไม่ได้”

ตัวเลขทางเศรษฐกิจในระยะ 50 ปีที่ผ่านมาของอเมริกาสะท้อนให้เห็นว่า ความร่ำรวยไหลไปกระจุกอยู่ในมือของกลุ่มคนที่มีอำนาจเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งเป็นคนเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดในประเทศ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เราจะได้ยินศัพท์ทางการเมืองใหม่ ๆ เช่นกล่าวว่า โลกเสรีประชาธิปไตยตะวันตกนั้นโดยเนื้อแท้แล้ว คือ ธนาธิปไตย (plutocracy) และคณาธิปไตย ที่อำนาจอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย หาได้อยู่ในมือของประชาชนอย่างเท่าเทียมกันไม่

และนี่คือมูลเหตุที่อาจารย์ชัยวัฒน์ชวนให้ทุกคนตั้งคำถามกับกระบวนทัศน์หรือกรอบพิจารณาเรื่องประชาธิปไตยอย่างถึงรากถึงโคน คือ ลึกลงไปยังกระบวนทัศน์

บทพลังปัญญาอธิบายให้เห็นภาพของกระบวนทัศน์กลไกที่ก่อตัวตั้งแต่สมัยศิลปวิทยากรในยุโรป (Renaissance) ต่อเนื่องมาจนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจนยุคใหม่ กระบวนทัศน์กลไกและแยกส่วน ที่ให้กำเนิดระบบต่างๆ ในสังคม ไม่ว่า ระบบราชการ ระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจ รวมถึงระบบประชาธิปไตยที่พิกลพิการด้วย โดยย่อ กระบวนทัศน์แบบกลไกเป็นโลกที่เน้นตัวชี้วัด และปริมาณมากกว่าคุณภาพ เห็นมนุษย์เป็นปัจจัยการผลิต ที่ต้องผลิตให้ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ หากไม่ได้ ก็ถือว่าล้มเหลว และต้องถูกแทนที่ นอกจากนั้น กระบวนทัศน์แบบกลไกยังมองทุกอย่างเป็นส่วนๆ แยกจากกัน ทำงานกันเป็นทอดๆ แบบสายพานการผลิต และยังพยายามให้ทุกอย่างเป็นมาตรฐานเดียว เป็นต้น

แต่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านและกระแสแห่งกระบวนทัศน์ใหม่ได้เข้ามาแล้ว เป็นกระบวนทัศน์ที่มองเห็นทุกอย่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างเป็นองค์รวม มีความหลากหลายแตกต่าง แต่เชื่อมโยงส่งผลกระทบต่อกันและกัน — ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเน้นของประชาธิปไตยใหม่ที่หนังสือเล่มนี้ต้องการนำเสนอ

เมื่อมองประชาธิปไตยอย่างมีชีวิต เราจะเห็นความเชื่อมโยงของชีวิตในนั้น เห็นพัฒนาการความงอกงาม การเหี่ยวเฉาของต้นไม้ประชาธิปไตยที่กระจายไปยังประเทศต่างๆ ตามเหตุและปัจจัย เราจะไม่มองประชาธิปไตยเป็นมาตรฐานเดียวแบบกระบวนทัศน์กลไกอุตสาหกรรม ที่คงตัวไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยสายตาแบบนี้ เราจะเห็นประชาธิปไตยของไทยในแบบของเราเอง เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยที่เพาะในแผ่นดินสยามจะเติบโตด้วยอะไร สำรวจเหตุปัจจัยที่ต้นไม้นี้จะงอกงาม เห็นต้นทุนเดิมที่มีอยู่ในแผ่นดิน อย่างที่อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลกล่าวว่า ประชาธิปไตยเป็นวิถีที่มีอยู่แล้วในโลกตะวันออก และหลายชนเผ่า เราอาจไม่ใช้ชื่อ ประชาธิปไตย แต่โดยสาระแล้ว มันคือการเคารพกัน สนทนาเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน และให้ส่วนรวมอยู่อย่างเป็นสุข

ผู้ที่มีอำนาจยังคงกอดกระบวนทัศน์เก่า เพราะพวกเขาได้ประโยชน์แม้จะบนความทุกข์ของคนส่วนใหญ่ ทว่า คนเล็กๆ ที่มีหัวใจและมีปัญญาสามารถนำการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความเข้าใจกระบวนทัศน์ใหม่ที่มีชีวิต

๓. พลังแห่งทักษะปฏิบัติการ : ลงมือสร้างประชาธิปไตยที่มีพลเมืองเป็นศูนย์กลาง

ในอดีตที่สายสัมพันธ์ในชุมชนและโครงสร้างสังคมบนฐานวัฒนธรรมเกษตรกรรมยังมั่นคงอยู่ ชุมชนและกลุ่มคนช่วยเหลือกันทำงาน เช่น “ลงแขก” ล้อมวงพูดคุย แก้ปัญหาร่วมกัน ดูแลกันและกัน แต่เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนแปลง กระบวนทัศน์ที่แยกส่วน ทำให้เราแยกขาดกัน สายสัมพันธ์ที่เคยมีก็ลดทอน พลังแห่งความร่วมไม้ร่วมมือก็จางไป หากจะสร้างพลังประชาธิปไตยใหม่ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ สำคัญอย่างยิ่งที่ต้องรื้อฟื้นทักษะและความสามารถในการอยู่ร่วมกัน

บทนี้นำเสนอสาระความหมายของอำนาจพลเมืองและทักษะที่พลเมืองจำต้องฝึกฝน อาทิ การเรียนรู้ลึกซึ้งร่วมกัน การสนทนาเพื่อสร้างปัญญาและสานสัมพันธ์ อันเป็นหัวใจของ “สภาประชาชน” หนทางที่จะสร้างชุมชนเรียนรู้และจัดการตนเอง และความเข้าใจในพลังอำนาจของกลุ่มพลเมือง เพื่อที่จะไม่ตกหลุมพรางของทุนหรือโครงการที่รัฐหยิบยื่นให้ ซึ่งทำลายความเข้มแข็งของชุมชนมามากต่อมากแล้ว

บพิเศษ เรื่องเล่าจากสนามพลเมือง

สาระใน 3 ส่วนหลักที่กล่าวมานั้นไม่ได้เป็นแค่ความคิด อุดมคติ หรือทฤษฎีลอยๆ หากแต่เรามีเรื่องราวของพลเมืองที่ลุกขึ้นมาเรียนรู้ จัดการตนเอง แก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อพิสูจน์ว่าคนเล็กๆ มีพลังสร้างความเปลี่ยนแปลงเพียงใด และเราต้องร่วมกันฟูมฟักให้พลังเช่นนี้เติบโตและขยายตัวให้มาก ในหนังสือเล่มนี้ ได้คัดสรรเรื่องเล่าที่สะท้อนอำนาจและศักยภาพของพลเมือง อาทิ

นายเหมือง นายฝาย: วิถีประชาธิปไตยชุมชนในการจัดการน้ำ

วิทยากรกระบวนการแห่งสายน้ำ ข้าราชการที่ปรับบทบาทจากผู้สั่งการมาเป็นผู้อำนวยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับประชาชน

สามคลองสองแดน: วิถีประชาธิปไตยของสามัญชน ที่นำเอาพลังมรดกทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและวิถีพุทธมาเป็นหลักในการฟื้นฟูความเข้มแข็งให้ชุมชนและสำนึกพลเมือง

การเมืองสมานฉันท์ที่ตำบลควนรู: เดิน 3 ขา บนวิถีประชาธิปไตย ปัญหาความร้าวฉานในชุมชนที่ดำเนินมายาวนานทำให้ชาวบ้านไม่อาจทนได้อีกต่อไป จึงลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตัวเอง ปรึกษาหารือ วางกติกาและสร้างระบบที่ทุกฝ่ายร่วมมือเพื่อประโยนชน์ส่วนรวม

ชุมชนบ้านน้ำเค็ม: ประชุมปรึกษาหารือเพื่อกำหนดอนาคตของตนเอง วิกฤตภัยธรรมชาติสึนามิอาจทำลายชีวิตและทรัพย์สินมากมาย แต่สิ่งที่คลื่นยักษ์ให้ คือ โอกาสที่ผู้ประสบกภัยจะได้เรียนรู้ถึงอำนาจในตนที่จะสร้างชีวิตใหม่ ผ่านกระบวนการร่วมคิด ร่วมทำอย่างแท้จริง

เรื่องเล่าเหล่านี้บอกพวกเราว่า งานของพลเมืองเป็นพันธกิจของชีวิต ไม่มีการจ้างวาน ไม่มีการขอร้องบอกให้ทำ แต่เป็นงานที่ออกมาจากหัวใจ ที่อยากแก้ทุกข์ บำรุงสุขให้บ้านเมือง

เราเชื่อว่า ยังมีผู้คน กลุ่มคนอีกมากมายในแผ่นดินนี้ที่มีหัวใจทำเพื่อส่วนรวม ขอเพียงเราเห็นและหากันให้เจอ เชื่อมหัวใจกัน เรียนรู้และสนทนากันให้เกิดปัญญา ลงมือสร้างสรรค์งานเพื่อมอบแผ่นดินที่งดงามให้ลูกหลานในอนาคต

Continue reading

Posted in ล้อมวงอ่าน | Tagged , , , , , , , , , | Leave a comment

มนุษย์-เครือข่าย

network6“เครือข่าย” เมื่อเอ่ยถึงคำนี้ เรารู้สึกอะไร เห็นภาพอะไรในใจเรา คำนี้ให้ความหมายอะไรกับเรา (ถ้าจะต้องอธิบายคำนี้ให้เด็ก 8 ขวบเข้าใจ เราจะอธิบายอย่างไร)

เราทำเครือข่ายไปเพื่ออะไร มีความหมายอะไรกับชีวิตและสังคม? (เอาคำตอบจากหัวใจเราเอง ไม่เอาตามที่ได้ยิน ได้ฟัง หรือจำคนอื่นมาพูด)

สำหรับเรา เครือข่าย ทำให้นึกถึงหนังสือ โยงใยที่ซ่อนเร้น ของนักฟิสิกส์ผู้โด่งดัง ฟริตจ๊อฟ คาปร้า และหนังสือวิทยาศาสตร์ใหม่ต่างๆ อีกทั้งเมื่อย้อนถึงหลักพุทธศาสนา ก็นึกถึงกฎอิทัปปจยตา ปฏิจสมุปปบาท อันเป็นกฏที่อธิบายความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งและเหตุปัจจัยทั้งหลาย

“เครือข่ายคือการเชื่อมเข้าหากันของมนุษย์” อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์เกริ่นแล้วชวนพวกเราทบทวนตัวเองด้วยคำถามว่า “เวลาเราบอกว่า ทำงานสร้างเครือข่าย เราเข้าใจไหมว่า เป็นเรื่องการเชื่อมมนุษย์เข้าหากัน เราเห็นใบหน้าของมนุษย์ในเครือข่ายไหม”  

อาจารย์ชวนให้ทุกคนทบทวนงาน “เครือข่าย” ที่ผ่านมาด้วยคำถาม

  1. ทบทวนการสร้างเครือข่ายของเรา (ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น) เราทำอะไร เชื่อมคนเข้าด้วยกันหรือไม่ ใช้ทักษะวิธีการใดในการเชื่อมพลังใจ พลังความคิด (ปัญญา) ของผู้คน
  2. ที่ผ่านมา เรารักษาและดูแลให้เครือข่ายดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนและมีพลังด้วยวิธีการอะไร ได้ผลอย่างไร เพราะอะไร
  3. เราเห็นตัวเราเองหรือไม่ในการทำงานหรือเป็นส่วนของเครือข่าย เรามีอุปนิสัยอย่างไร มีความสามารถและใช้ทักษะอะไรบ้างหรือไม่ ในการดูแลรักษาเครือข่ายหรือสร้างพลัง

ลองครุ่นคิดก่อนที่จะอ่านข้อความต่อไปนี้ ……

network3ผู้เข้าอบรมในหลักสูตรการสร้างเครือข่ายที่มีพลังและยั่งยืนได้เขียนเล่าเครือข่ายในแบบที่ประสบมาบนกระดาษฟลิปชาร์ท ปรากฏว่า มีการเล่าถึงเครือข่าย อาทิเช่น —- เครือข่ายมีเป้าหมายและความฝันร่วมกัน, ทำงานร่วมกัน, จริงใจต่อกัน, เชื่อมความสัมพันธ์กัน, เสียสละ, เสมอภาค, เข้าอกเข้าใจกัน, เปิดใจ รับฟังกัน, ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง, เอื้ออาทรกัน, รักษาจุดร่วมสงวนจุดต่าง, ประสาน, วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของเครือข่าย, เป็นธรรมและยุติธรรม ฯลฯ

เมื่อทุกคนวาดแผนที่เครือข่ายแล้ว อาจารย์ถามว่า “ทั้งหมดที่เขียนมามันดูดีมากเลย  แสดงว่าเราเข้าใจเรื่องเครือข่ายและทำมันได้แล้ว งั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องเรียนเรื่องเครือข่ายแล้วละมัง หรือเครือข่ายของเราคงเข้มแข็ง เชื่อมโยงกันดีแล้ว เช่นนั้นใช่หรือไม่”

เงียบ และเสียงหัวเราะเบาๆ แก้เก้อ เป็นคำตอบ

“อันที่จริง เครือข่ายของเราเป็นอย่างไร ทำเครือข่ายได้ดีแล้วหรือไม่ อะไรเป็นปัญหา และหาสิ่งที่ยังเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เราทำเครือข่ายไม่สำเร็จ เราต้องดูเรื่องต่างๆ ตามที่มันเป็น ตามความเป็นจริง เราจึงจะอยู่กับสิ่งนั้น หาทางพัฒนามันให้ดีขึ้นได้ หากเราทำเหมือนเรารู้แล้ว เข้าใจแล้ว เราก็จะไม่เห็น ไม่อยู่กับความเป็นจริง”

หลังจากนั้น ผู้เข้าอบรมเข้ากลุ่มไปสนทนากันถึงข้อคิดและคำถามของอาจารย์ชัยวัฒน์ จากนั้นเขียนถึงเครือข่network5ายที่เป็นอยู่ว่า —- มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจ, ขาดความไว้วางใจและยอมรับกัน, ขาดการดูแลติดตามอย่างต่อเนื่อง, ขาดจิตสาธารณะและความรับผิดชอบ, คนเปลี่ยน อุดมการณ์เปลี่ยน, เป้าหมายเดียวกัน แต่ต่างคนต่างทำ, ขาดความหลากหลายของทักษะการจัดการ, อัตตา อ้างความเป็นเจ้าของเครือข่ายและประเด็นงาน, ไม่เปิดรับฟังคนอื่น ฯลฯ  

เมื่อตระหนักรู้ปัญหาหรืออุปสรรคของการทำงานเครือข่ายแล้ว หัวใจก็จะเปิดเพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องนี้ และในวันต่อมา คือ วันที่สองของการอบรม การเรียนรู้เรื่องเครือข่ายก็ลงลึกเข้าไปถึงหัวใจและตัวตนของความเป็นมนุษย์ — ปัญญา ความรัก สายตาอันอ่อนโยนในการมองสิ่งต่างๆ เป็นต้น — ที่จะนำมาสร้าง สาน รักษาเครือข่าย เชื่อมสภาวะกับผู้คน เติมพลังกับผู้คน …

แท้จริงแล้ว เครือข่ายคืออะไร?? การจะทำเรื่องเครือข่าย เราจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องอะไรบ้าง โปรดติดตามตอนต่อไป …..

 

Posted in กิจกรรมเรียนรู้, Uncategorized | Tagged , , , , , , , , , | Leave a comment

Great Servant Leadership

hm-bhumibhol-6

ภาพโดย กุลธวัช เจริญผล

บันทึกวันแรก :การอบรมหลักสูตรการสร้างเครือข่ายที่มีพลังและยั่งยืน (Networking) ระหว่าง 19-21 ตค. 2559

พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็น Servant Leadership คือ กษัตริย์ผู้ที่น้อมพระองค์ลงมารับใช้แผ่นดินและพสกนิกร ทุกเชื้อชาติ ศาสนา สถานะ, พระองค์ทรงดำรงอยู่ในทศบารมี, ทศพิธราชธรรมเป็นหลักคุณค่าความหมาย (Core Value) ที่พระองค์ยึดในการปฏิบัติราชกิจทั้งปวง — นี่เป็นวิถีแห่งโพธิสัตว์โดยแท้

การอบรมหลักสูตรภาวะผู้นำในวันนี้ทวีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในภาวะที่แผ่นดินกำลังโศกเศร้าอาดูรต่อการสูญเสียพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยและทรงเป็นแบบอย่างของภาวะผู้นำอันประเสริฐ

อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ วิทยากรหลักในหลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำ กล่าวเสมอว่า ภาวะผู้นำเป็นเรื่องของการสร้างบารมี (Self-mastery) ที่หมายถึงการฝึกฝนและพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่แท้ ที่สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นแล้ว พวกเราจึงเริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยการนั่งสมาธิ อ่านคำกลอน “วิถีแห่งโพธิสัตว์” ของท่านทาไล ลามะ และระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ผู้นำทางเราในเรื่องภาวะผู้นำ ที่เราควรจะเรียนรู้ ศึกษา และปฏิบัติตัวตามรอยพระยุคลบาท

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม” พระปฐมบรมราชโองการ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 — นี้เป็นวิสัยทัศน์และพันธกิจ (Vision and Commitment) ที่อยู่ในพระราชหฤทัยของพระองค์ท่านมาตลอด 70 ปี พระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรตลอดพระชนม์ชีพแสดงให้พวกเราเห็นอย่างแจ่มชัดว่า พระองค์ยึดมั่นในสัจจะและพยายามแปรพระราชปณิธานให้เป็นรูปธรรม ผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ พระราชกรณียกิจมากมาย กระทั่งนานาประเทศสรรเสริญพระองค์ท่านว่าเป็น Visionary King คือ กษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล

พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็น Servant Leadership คือ กษัตริย์ผู้ที่น้อมพระองค์ลงมารับใช้แผ่นดินและพสกนิกร ทุกเชื้อชาติ ศาสนา สถานะ, พระองค์ทรงดำรงอยู่ในทศบารมี, ทศพิธราชธรรมเป็นหลักคุณค่าความหมาย (Core Value) ที่พระองค์ยึดในการปฏิบัติราชกิจทั้งปวง — นี่เป็นวิถีแห่งโพธิสัตว์โดยแท้

“เมื่อบรรพบุรุษมอบมรดกไว้ให้เจ้า เจ้าก็จงรับเอาไว้เถิด แล้วทำให้มันเป็นของเจ้าเอง” อาจารย์ชัยวัฒน์ ยกคำของกวีและปราชญ์ชาวเยอรมัน เกอเธ่ แล้วถามคำถามให้เราใคร่ครวญ

  1. มรดกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมอบให้แผ่นดินและมหาชนชาวสยามคืออะไร
  2. เราจะรักษามรดกของพระองค์ท่านและทำให้มรดกนี้งอกงามในตัวเรา และส่งต่อไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานได้อย่างไร — เราแต่ละคนควรทำอะไร และในฐานะของพลเมืองไทย เราควรร่วมมือกันอย่างไรบ้าง
  3. เราจะทำอะไร อย่างไร เพื่อเดินตามรอยพระยุคลบาท

พวกเราใคร่ครวญต่อคำถามเหล่านี้ หลายเสียงแสดงความรู้สึกและความเห็น เป็นต้นว่า

“มรดกที่พระองค์ทรงมอบไว้ให้พวกเราคือแบบอย่างในการดำเนินชีวิต เวลาที่เราฟังเรื่องของพระพุทธเจ้า (เชิงประวัติศาตร์) เราต้องจินตนาการว่าพระพุทธเจ้าทำอะไร อย่างไร แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร. 9 เป็นมนุษย์ที่เราเห็น สัมผัสได้ พระองค์ท่านทำให้เราเห็นว่า มนุษย์ในอุดมคติ มนุษย์ที่แท้เป็นได้ ทำได้ พระองค์ท่านทำให้ดูเป็นแบบอย่าง และเราก็อาจเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นได้เช่นกัน ถ้าลงมือและตั้งใจปฏิบัติตน อย่างที่พระองค์ดำเนินชีวิตให้เห็นแล้ว”

“ท่านมอบมรดกทางปัญญา มีหลักการ หลักคิดให้เราได้ศึกษา และน้อมนำไปปฏิบัติ อาทิ พระบรมราโชวาท พระราชดำรัสในโอกาสต่างๆ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการพระราชดำริต่างๆ ซึ่งเราควรศึกษาและปฏิบัติให้เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา”

“พระองค์ท่านทำให้เราเห็นว่า คนเราจะทำงานได้ดี เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างกว้างขวาง เราต้องมีความรักในหัวใจ อย่างพระองค์ท่านรักประชาชน แม้จะเหนื่อย แต่ความรักทำให้ท่านไม่ท้อ ไม่ยอมแพ้ที่จะทำงานเพื่อประชาชนของท่าน”

จากข้อใคร่ครวญของผู้เข้าอบรมหลายคน อาจารย์ชัยวัฒน์ชวนค้นลึกเข้าไปอีกว่า “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา เราพูดได้ แต่จะทำได้อย่างไรให้เป็นจริง กุญแจอยู่ตรงไหน และอย่างเรื่อง “เข้าถึง” คนมากมายที่เข้าหาประชาชน แต่เข้าถึงไหม เข้าใจประชาชนหรือเปล่า มันมีอะไรที่มากไปกว่าคำว่า่ “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ที่เราควรใส่ใจไหม?

เสียงจากเวทีเรียนรู้ร่วมสะท้อนข้อคิดจากคำถาม

“สิ่งสำคัญในการเข้าถึง คือ หัวใจที่บริสุทธิ์ ที่จะทำให้คนผู้นั้นตาสว่าง เห็นได้ชัด หูได้ยิน แล้วจะเข้าใจคนที่อยู่เบื้องหน้า”

“ถ้าเราเห็นคุณค่าความหมายของคนที่ไปหา เราจะเข้าถึงพวกเขา”

“เราจะเข้าใจ เข้าถึง เมื่อเอาตัวตนของเราออกไป และความรู้สึกอยากเรียนรู้ อยากเข้าใจ”

ฯลฯ

คำถามต่างๆ ของอาจารย์ชัยวัฒน์ชวนให้เราครุ่นคิด ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเป็นสูตรสำเร็จ มีแต่คำตอบที่แต่ละคนจะต้องค้นหาในหัวใจของตนเอง ซึ่งบางครั้ง คำตอบอาจไม่เป็นภาษาคำพูด แต่เป็นพลังที่ขับเคลื่อนให้เราปฏิบัติตนตามรอยพระยุคลบาทก็เป็นได้

“…ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือ การได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือคนไทยทั้งปวง…” เรานึกถึงพระราชดำรัสที่สะท้อนปณิธานของพระองค์ท่าน

แม้เวลานี้ พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่ “ที่ของพระองค์” จะคงอยู่ในหัวใจของเราและนำทางเราสู่การพัฒนาศักยภาพและภาวะผู้นำบนวิถีโพธิสัตว์ — ผู้นำผู้รับใช้     

 

 

 

Posted in กิจกรรมเรียนรู้ | Tagged , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

รดน้ำ “เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข” ในใจคน

%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87

เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข โดย ติช นัท ฮันห์

“ เมื่อเธอตกหลุมรักครั้งแรก  และรู้สึกชื่นชอบใครคนหนึ่งมาก ๆ นั่นไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ความรักที่แท้จริงหมายถึง  ความรัก ความเมตตา และความกรุณา  เป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไขใดๆ …การทำให้คนๆ หนึ่งมีความสุขเท่ากับเธอได้เรียนรู้ที่จะแสดงความรักของเธอที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย” (จากหนังสือ หน้า 64)

ปิยนาถ ประยูร

จากจุลสารกล้าฝัน  คอลัมน์บนชั้นหนังสือ เขียนเมื่อปี 2544

ฉันแอบอ่านหนังสือเล่มนี้ในห้องประชุม  ขณะที่ผู้อภิปรายกำลังพูดถึงสิทธิชุมชน  ซึ่งเป็นสิทธิในการตัดสินใจจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรบนผืนแผ่นดินที่เขาอาศัยอยู่  สิทธิในการปกปักรักษาต้นไม้ทุกต้น  สายน้ำทุกสายและผู้คนทุกคนในชุมชนของเขา  ไม่ใช่ว่าเรื่องที่ได้ฟังจะน่าเบื่อ  แต่ฉันรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องการละเมิดสิทธิของชุมชนเหล่านี้  ฉันจึงหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน  “เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข”   เขียนโดยท่าน  ติช นัท ฮันห์  แปลโดย ธีรเดช  อุทัยวิทยารัตน์  เป็นหนึ่งในชุดหนังสือสื่อความคิดของสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง  เป็นหนังสือเล่มเล็ก  ที่ทำให้เรามองสิ่งต่างๆ  ด้วยสติมากขึ้น

ฉันรับรู้เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ ครั้งที่สอง ก่อนที่จะตัดสินใจมอบให้เป็นของขวัญวันแต่งงานของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง  และครั้งนี้ก็มีเพื่อนคนหนึ่งอ่านให้ฟัง  ด้วยน้ำเสียงที่น่าฟัง พร้อมบรรยากาศใต้ร่มไม้ใหญ่  เมื่อครั้งที่ฉันอ่านเองนั้นอาจไม่สามารถคิดตามหรือจินตนาการได้เท่าครั้งนี้  การฟังจึงทำให้ถ้อยคำเหล่านั้นซึมซาบเข้ามาสู่เราในอีกรูปแบบหนึ่ง  เมื่อถึงตอนใดที่ทำให้เราคิดถึงบทเพลงบางเพลง  เราก็จะร่วมกันขับขาน  บางเพลงก็เป็นเพลงที่พวกเราเคยช่วยกันแต่งให้เด็กๆ ร้อง  ทำให้เราได้ค้นพบการรดน้ำเมล็ดพันธ์แห่งความสุขของเราอีกวิธีหนึ่ง

ฉันอยากให้ใครต่อใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้  เพื่อที่เขาจะได้รู้จักวิธีเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความสุข  รดน้ำดูแลให้เติบโตแข็งแรงในจิตสำนึก  อย่างที่ ท่าน ติช นัท ฮันท์ กล่าวว่า

“ จิตสำนึกก็เหมือนกับทุ่งนา หรือผืนดินที่เมล็ดพันธุ์ทุกๆ ชนิด จะถูกหว่านลงไปได้  เช่น เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมาน ความสุข ความสดชื่นรื่นเริง ความเศร้าโศกเสียใจ ความหวาดกลัว ความโกรธ และความหวัง  ส่วน จิตใต้สำนึกนั้นถูกเปรียบเป็นห้องเก็บของซึ่งเต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ของเรา เมื่อใดที่เมล็ดพันธุ์อย่างหนึ่งมาปรากฏขึ้นในจิตสำนึกของเรา  มันจะกลับไปยังห้องเก็บของอย่างมั่นคงแข็งแรงขึ้นเสมอ คุณภาพของเรานั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ในจิตใต้สำนึกของเรา” (จากหนังสือ หน้า 14)

ในแต่ละวันนั้นหากเรารดน้ำเมล็ดพันธุ์ชนิดใด  เมล็ดพันธุ์นั้นก็จะแข็งแรง  หากเราโศกเศร้า เสียใจ โกรธ บ่อยๆ  เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็จะแข็งแรงขึ้น และเมล็ดพันธุ์แห่งความสดชื่น ความสุข ก็จะแคระเกร็นลง  แต่หากมีสติ  ทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น  ใช้ความเอาใจใส่ ความกรุณา ความเป็นอิสระมารักษาเยียวยา เราก็จะได้รับความสดชื่นอีกอย่างหนึ่ง  ในหนังสือนั้นบอกว่า ไม่ใช่ว่าเราจะลืมความทุกข์ หรือละทิ้งปัญหา  แต่หากเรามีสติและเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลง ลงมือแก้ปัญหา  ใช้ความรัก ความอ่อนโยนละมุนละไม  ความทุกข์ทรมานที่เคยมีก็จะลดลง  จนกระทั่งเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขของเราก็จะค่อยๆ เติบโตขึ้น

“การเจริญสตินั้น คือการฝึกฝนความรักนั่นเอง  เพื่อที่จะปลุกสติสำหรับคนที่กำลังจะใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น”   (จากหนังสือ หน้า 36 ) การรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขจึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติต่อตัวเอง  แต่เป็นการปฏิบัติต่อคนอื่นด้วย

“เพื่อที่จะรักอย่างเหมาะสม  เธอต้องมีความเข้าใจ  ความเข้าใจหมายถึงการมองเข้าไปในส่วนลึกของความมืดมน  ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานของอีกฝ่ายหนึ่ง  ถ้าเธอมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้  ยิ่งเธอทำอะไรให้เขามากเท่าไหร่  เขาจะยิ่งทุกข์ทรมานมากขึ้นเท่านั้น  การสร้างสรรค์ความสุขนั้นจึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง” (จากหนังสือหน้า 62 )

การรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขให้ทั้งกับตนเองและผู้อื่นจึงต้องทำด้วยความมีสติ ด้วยความจริงใจ  ฉันคิดว่าเมื่อไหร่ที่เราเสแสร้งเพื่อที่จะทำให้คนอื่นรู้สึกดีนั้น  ทั้งตัวเราเองและคนที่เราอยากให้เขาได้รับความสุขอาจทุกข์ทรมานเช่นเดียวกัน  เพราะฉะนั้นการใช้สติ  และทำสิ่งดีดีต่อกันด้วยความรัก ความเข้าใจ ความปรารถนาดีอย่างจริงใจ  จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน  ถ้าเรามองเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรโน้มนำมาสู่ชีวิตจริงๆ เราก็ต้องให้เวลาในการทำความเข้าใจ

“ เมื่อเธอตกหลุมรักครั้งแรก  และรู้สึกชื่นชอบใครคนหนึ่งมาก ๆ นั่นไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ความรักที่แท้จริงหมายถึง  ความรัก ความเมตตา และความกรุณา  เป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไขใดๆ …การทำให้คนๆ หนึ่งมีความสุขเท่ากับเธอได้เรียนรู้ที่จะแสดงความรักของเธอที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย” (จากหนังสือ หน้า 64)

การที่จะสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในใจของเราเอง  คนที่เรารักและชุมชนของเรา  จึงเป็นการทำให้คนรอบๆ ข้างเราพัฒนาขึ้นมาด้วย  เหมือนกับความสุขที่เกิดขึ้นในใจฉัน เมื่อได้บอกเล่าสิ่งดีๆ ให้หลายๆ คนได้รับรู้  ความสุขเล็กๆ ของฉันก็จะได้ขยายกว้างขึ้น  เป็นการช่วยรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขของทุกๆ คนได้เติบโต แข็งแรง  และความสุขของฉันก็แข็งแรงขึ้นด้วยเช่นกัน

 

เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข

ติช นัท ฮันห์  เขียน

ธีรเดช  อุทัยวิทยารัตน์  แปล

สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง  จัดพิมพ์

64  หน้า  ราคา  25 บาท

 

Posted in ล้อมวงอ่าน, Uncategorized | Tagged , , , , , | Leave a comment

การเดินทางของความเข้าใจ

หลายครั้งในการอบรม เราอาจรู้สึกว่า เข้าใจความรู้ด้วยสมองหรือการคิด บ้างก็อาจจะไม่เข้าใจในสาระหรือทักษะที่ฝึกฝน แต่เมื่อใช้ชีวิตและทำงาน เราจะเจอเรื่องราวที่ทำให้เราประจักษ์และเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้มามากขึ้น อย่างเช่นเรื่องราวการบันทึกการนำความรู้ไปใช้ในการทำงานของครูปิ่นโต เกรียงไกร วิหาร จากโรงเรียนต้นกล้า จ. ระยอง ตามความดังต่อไปนี้

หลังจากที่เข้าร่วมอบรมหลักสูตรที่ 1 ภาวะผู้นำเรียนรู้รวมหมู่ และ หลักสูตรที่ 2 การคิดกระบวนระบบ คุณเกรียงไกร  วิหาร จากทีมโรงเรียนต้นกล้าระยอง ได้ทบทวนและบอกเล่าการนำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปใช้กับการพัฒนาการเรียนรู้ในชุมชนครูและเด็กๆ ที่โรงเรียน โดยขอยกตัวอย่าง 3 เรื่อง ดังนี้

1. การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร จากอ่านหนังสือ อบรมสัมมนา ศึกษาเรียนรู้จากการสนทนาและอินเตอร์เน็ต โดยมีการเรียนรู้ 2 รูปแบบ คือ การเรียนรู้รวมเรื่องเดียวกัน และ  การเรียนรู้ตามความสนใจแล้วนำมาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันในองค์

  • การเรียนรู้รวมเรื่องเดียวกัน เป็นโครงการของโรงเรียน เพื่อให้บุคลากรเรียนรู้เรื่องเดียวกันแล้วนำประเด็นที่ได้มาแบ่งปันตามทัศนะของตนเอง ผลที่เกิดขึ้นคือ เกิดการเรียนรู้ร่วมกันจากมุมสะท้อนที่หลากหลาย
%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%86%e0%b8%9d%e0%b8%99

ครูเมฆฝน กันหาบัว นำเสนอหนังสือ โจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล ในโครงการ Book Club  

การเรียนรู้ตามความสนใจ เป็นโครงการของโรงเรียน เพื่อให้บุคลากรเรียนรู้เรื่องที่ตนเองสนใจแล้วนำมาแบ่งปันเพื่อนในองค์กร ทำให้บุคลกรในองค์กรมีความรู้ใหม่ที่หลากหลาย

บรรยากาศในการแบ่งปัน จะยึดรูปแบบ “การสนทนาให้มีแรงปรารถนา ให้มีวิสัยทัศน์” และ “การสนทนาในการนำไปสู่การตั้งคำถาม ครุ่นคิด ลึกซึ้ง ใคร่ครวญ” วัฒนธรรมการเรียนรู้นี้ ถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในองค์กร บุคลากรมีความภาคภูมิใจในการเรียนรู้และแบ่งปัน  ส่งผลให้บุคลากรมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น เนื่องจากสมาชิกในองค์กรเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมห่อหุ้ม (Container) ที่ดี และส่งผลกระทบถึงกันและกัน

 

a001

เด็กหญิงเทียนหอม อายุ 5 ขวบ ระหว่างเล่นลูกโป่ง

2. เข้าใจ “ดวงตาใหม่”ข้าพเจ้าคิดว่าตนเองมีความกระจ่างในคำว่า “ตาใน” และ “การมองที่มีความลึกซึ้งมากขึ้น”  หลังกลับมาจากอบรมหลักสูตรที่ 2 มีเหตุการณ์ที่ทำให้ข้าพเจ้าปักใจเชื่อว่ามีความลึกซึ้งในการมองมากขึ้น คือ การเล่นลูกโป่งของเด็กๆ โดยปกติผมเคยเห็นเด็กนักเรียนเล่นลูกโป่งมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ได้เห็นอะไรมากนอกจากความสนุกของเขา แต่ครั้งหลังๆ นี้  นอกจากเคยมองเห็นความสนุกของเขาแล้ว ข้าพเจ้ายังมองเห็นว่าในการเล่นนั้น “เด็กกับลูกโป่งมีความเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียว โดยไม่ได้มีส่วนใดแยกออกจากกัน” รวมถึงตัวของข้าพเจ้าเองที่ยืนมองอยู่ก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นนั้นด้วย เหตุการณ์นั้นทำให้ผมเข้าใจ การเชื่อมโยง การเชื่อมความสัมพันธ์ ของตนเอง และระบบมากขึ้น

 

3. หนึ่งในสัญชาตญาณการเรียนรู้ของมนุษย์ จากบทความที่ได้ฟังเรื่องของ “สิทธารถะ” เป็นการสนทนาการเรียนรู้จากสายน้ำการให้

ความสำคัญกับการสอนระหว่างวาสุเทพกับสิทธารถะ ประกอบกับคำพูดของวิทยากร อาจารย์ชัยวัฒ์ ถิระพันธุ์ ที่พูดว่า “คนที่เติบโตมากับสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติจะมีทักษะการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับบุคคลหรือระบบต่างๆ ได้ดีกว่าคนที่เติบเติบในเมือง”

ในฐานะที่ทำงานด้านการศึกษา (ประเภทโรงเรียนสร้างเสริมทักษะชีวิต) ประโยคดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้ามีความมั่นใจและชัดเจนกับสิ่งที่ทำอยู่  คือ เรื่องการส่งเสริมการเรียนรู้โดยนำธรรมชาติเข้ามาเชื่อมโยงเข้ากับการเรียนรู้ให้มากที่สุด

e001

เด็กชายแจสเปอร์ 4 ขวบ และการเรียนรู้แบบบูรณาการจากการเพาะต้นข้าว

วันหนึ่งข้าพเจ้าก็สังเกตเห็นสัญชาตญาณการเรียนรู้ของ “เด็กชายแจสเปอร์”  อายุ 4 ขวบ ทันทีที่เขามองเห็นต้นข้าวที่เคยรถน้ำงอกขึ้น เขาเดินไปอุ้มมันขึ้นมาลูบเบาๆ อย่างทะนุถนอม และ ก้มลงจูบปลายยอดอ่อนของต้นข้าวนับครั้งไม่ถ้วน สักพักคำถามต่างๆ ก็เกิดขึ้นจากเขามากมายระหว่างที่เขายืนถือบัวรถน้ำ คำถามมากมายจะไม่เกิดขึ้น หากการเรียนรู้นั้นไม่มี “การสังเกต” ข้าพเจ้าคิดว่า “การสังเกตเป็นสัญชาตญาณการเรียนรู้แบบใคร่ครวญอย่างหนึ่ง”  ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิด “จิตประณีต” ด้วยเช่นเดียวกัน

— สิ่งที่ครูปื่นโตเล่ามาทำให้เห็นวงจรแห่งการเรียนรู้ลึกซึ้ง ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเรียนรู้ คือ สภาวะจิตที่ละเอียดอ่อน นุ่มนวล จดจ่อเป็นสมาธิ จิตที่มีคุณภาพจะพาให้เราเห็นมากกว่าเดิม ได้ยินมากกว่าเดิม สัมผัสโลกและเข้าใจโลกได้มากกว่าเดิม และสำคัญยิ่งกว่า เราจะเรียนรู้ได้ก็เมื่อเราใส่ใจที่จะนำความรู้ไปทดลองปฏิบัติ ใคร่รวญ ทำความเข้าใจต่อด้วยตัวเอง

Posted in บันทึกการเรียนรู้ และการนำไปใช้ | Tagged , , , , , , , , , | Leave a comment

อาชีพ หรือ พันธกิจแห่งชีวิต

photo-1422665717225-1a37f226c92aบางคนบอกว่า “เขาพิชิตภูเขาได้” ในขณะที่อีกคนอาจบอกว่า “ภูเขาร้องเรียกให้เขาขึ้นไปหา”

คนทั้งสองต่างขึ้นไปอยู่ที่ยอดเขา แต่วิธีที่เขามองตนเองและสิ่งที่เขาทำนั้นต่างกัน (mindset ต่างกัน)

แม่ชีเทเรซาเคยกล่าวว่า สิ่งต่างๆ ที่ตัวท่านทำนั้น เป็นเพราะตัวท่านเป็นดินสอให้พระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า ให้พระผู้เป็นเจ้าเขียนพระประสงค์ผ่านตัวท่านไป หรือนักบุญฟรานซิส แห่งอัสสิซี กล่าวว่า ท่านเป็นเครื่องมือของสันติภาพ หรือ พระอาจารย์พุทธทาสน้อมยอมตนเป็นทาสของพระพุทธเจ้า เป็นต้น

เราจะเลือกมองตัวเองว่าอย่างไร?

“ขอให้เรามองว่า พวกเราเป็นผู้ถูกเลือกให้มาอยู่ในยุคที่ปั่นป่วนนี้ ถูกเลือกให้ทำงานที่เราทำเพื่อดูแลเพื่อนร่วมโลก” อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ กล่าว

สาระในเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงบทความที่อาจารย์เคยส่งให้อ่าน เหตุที่ภาวะการนำของอเมริกาล้มเหลว (Why America’s Leadership Fails) จากเดอะ นิวยอร์ค ไทมส์ (The New York Times) เขียนโดยคอลัมนิสต์นักการศึกษาชื่อดัง เดวิด บรู๊คส์ 

ในบทความชื้นนี้ เดวิด บรู๊คส์ วิเคราะห์ความตกต่ำล้มเหลวของภาวะการนำในการเมืองและระบบการบริหารงานของภาครัฐในอเมริกา ที่มาจากปัญหาเชิงมโนทัศน์ (mindset)

ระบบการเมืองของอเมริกาล้มเหลว ไม่เพียงเพราะการเมืองเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น อีกทั้งชนชั้นนำไม่ยี่หระต่อความเป็นไปในสังคม แต่เดวิด บรู๊คส์ กล่าวว่า ที่สำคัญและลึกซึ้งกว่านั้น คือ คนดีๆ ที่มีความรู้ มีไฟและอุดมการณ์ในการทำงาน เมื่อเข้าไปอยู่ในภาครัฐแล้ว พวกเขารู้สึกถูกมัดตรึงด้วยระบบจนทำให้ความหมายของการดำรงอยู่และการทำงานที่มีอยู่นั้นเหือดหายไป

นักการศึกษา เดวิด บรู๊คส์ ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างคำ 2 คำ ที่เรามักใช้อธิบายถึงสิ่งที่ทำ (ตัวตนของเราด้วย) นั้นคือ คำว่า career ที่ขอแปลว่า อาชีพ กับคำว่า vocation ซึ่งขอแปลว่า พันธกิจของชีวิต หรือ เสียงเรียกจากภายใน (ในหนังสือชื่อ Let your life speak ของ ปาร์คเกอร์ เจ พาล์มเมอร์ นักการศึกษาคนสำคัญ พูดถึงคำว่า vocation ว่ามีรากศัพท์มาจากคำว่า voice แปลว่า เสียง ดังนั้น vocation คือ สิ่งที่เราทำตามเสียงเรียกจากข้างในตน)

เดวิด อธิบายต่อว่า อาชีพ เป็นสิ่งที่เราเลือก คนที่แสวงหาอาชีพจะถามว่า “เราจะหางานที่ดีที่สุดได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะได้ทำงานที่ดี มีอาชีพที่ดี”

ส่วนผู้ที่รู้สึกว่าตนเองถูกเพรียกหาให้รับใช้พันธกิจของชีวิต จะถามว่า “เราจะนำศักยภาพในตัวของเราไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวมได้อย่างไร”

อาชีพการงานคือสิ่งที่เราทำตราบเท่าที่ได้รับผลประโยชน์ที่เราปรารถนา แต่พันธกิจแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่เราตกหลุมรัก มีความเชื่อความศรัทธา และพันธกิจนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างตัวตนและบุคลิกของตัวเรา

พันธกิจของชีวิตเกี่ยวเนื่องกับการยึดถือแนวคิดอุดมการณ์บางอย่าง เป็นสิ่งที่นำความเบิกบานมาให้ในการดำเนินชีวิตตามอุดมการณ์นั้น และไม่ใช่สิ่งที่เราจะทอดทิ้งไปได้ง่ายๆ แม้จะเผชิญกับปัญหาความยากลำบาก

ผู้ที่มีพันธกิจในชีวิตจะมองเป้าหมายในระยะไกล ไม่หวาดหวั่นกับอุปสรรคเบื้องหน้า พวกเขาพร้อมที่จะมอบตนให้กับเป้าหมายด้วยความกล้าหาญและความหวัง

ในขณะที่ผู้ที่ทำงาน (โดยเฉพาะในบทความนี้ที่จะวิพากษ์ผู้ที่ทำงานการเมืองและภาครัฐ) พวกเขาถูกระบบทำให้ลืมอุดมการณ์ และเป้าหมายระยะไกล แต่จะสาละวนกับเป้าหมายระยะใกล้ๆ ปกป้องตัวเอง ซึ่งหลายครั้ง หมายถึงการไม่ทำอะไรใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยความกล้าที่จะแตกต่าง การทำแบบเดิมๆ ที่เป็นๆ มาก็ปลอดภัยดี ไม่เสี่ยง —- สิ่งนี้ เดวิด บรู๊คส์กล่าวว่า เป็นนิสัยเสีย ที่ทำให้ภาวะการนำของประเทศตกต่ำ และหากประเทศจะกลับมามีภาวะการนำอันสง่างามและเจริญก้าวหน้า เราต้องปลุกไฟในหัวใจและวิญญาณของพันธกิจในชีวิตของผู้คน

นิ่ง สงบ แล้วฟังเสียงภายในของคุณ

“เสียงภายในเรียกร้องให้คุณทำอะไร”

“พันธกิจในชีวิตของคุณคืออะไร”   

“คุณจะนำศักยภาพในตัวเองไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวมได้อย่างไร”

Posted in Uncategorized | Tagged , , , , , | Leave a comment